VMware พบปัญหาการใช้ Linux Kernel ที่อุดช่องโหว่ Retbleed ทำให้ประสิทธิภาพลดลง 70%

VMware พบปัญหาการใช้ Linux Kernel ที่อุดช่องโหว่ Retbleed จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงถึง 70%

วิศวกรจาก VMware ได้แจ้งกับชุมชนผู้ใช้งาน Linux บน Linux Kernel Mailing List ในหัวข้อ “Performance Regression in Linux Kernel 5.19” ว่า จากการทดสอบการทำงานของ Linux VM ที่ใช้ Kernel 5.19 ซึ่งอุดช่องโหว่ Retbleed เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะทำให้ประสิทธิภาพการประมวลผลลดลงถึง 70% เมื่อใช้งาน vCPU เดียว นอกจากนี้ ยังทำให้การประมวลผลทางเครือข่ายลดลง 30% และการประมวลผลด้าน Storage ลดลง 13% โดยเมื่อทำการปิดเงื่อนไขในการอุดช่องโหว่ Retbleed จะทำให้ประสิทธิภาพกลับมาเทียบเท่า Linux Kernel เวอร์ชัน 5.18 ที่ยังมีช่องโหว่อยู่

Retbleed เป็นช่องโหว่ชนิด Speculative Execution ที่เกิดขึ้นบนหน่วยประมวลผลสมัยใหม่ ในขั้นตอนของการคาดเดาเส้นทางการประมวลผลล่วงหน้า ทำให้การโจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญได้ โดย VMware ได้ทำการทดสอบบนหน่วยประมวลผล Intel Skylake ที่วางขายในช่วงปี 2015 ถึง 2017 ซึ่งได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ Retbleed ปัจจุบันอาจมีผู้ใช้งานตระกูลนี้อยู่เป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของแอพพลิเคชัน หากมีการใช้งาน Linux Kernel เวอร์ชัน 5.19 โดยการเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ ทาง VMware คาดว่าชุมชนผู้พัฒนา Linux อาจกลับมาตรวจสอบการแก้ไขนี้ และมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอีกครั้ง

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/09/12/retbleed_slugs_vm_performance_by

About เด็กฝึกงาน TechTalkThai หมายเลข 1

นักเขียนผู้มีความสนใจใน Enterprise IT ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในไทย ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ยังคงมุ่งมั่นในการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีให้กับทุกคน

Check Also

[Video] WatchGuard Webinar : Zero Trust Made Simple

ในอดีต การวางระบบ Zero Trust Architecture มักถูกมองว่าเป็น ‘ยาขม’ ของฝ่ายไอทีและองค์กรจำนวนมาก เพราะแนวคิดที่ต้อง ‘ไม่เชื่อใจใคร และต้องตรวจสอบเสมอ’ นั้น มักตามมาด้วยความซับซ้อนยุ่งเหยิงในการบริหารจัดการ ในงาน WatchGuard Webinar ครั้งนี้ท่านจะได้รับชมกับแนวทางที่ทำให้ Zero Trust …

Sam Altman เสนอสหรัฐนำฟอรัมนานาชาติ กำหนดมาตรฐาน AI โลก

Sam Altman ได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งฟอรัมระดับนานาชาติที่นำโดยสหรัฐอเมริกา เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกสำหรับปัญญาประดิษฐ์ โดยโต้แย้งว่าไม่ควรปล่อยให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามาครอบครองเทคโนโลยีนี้แต่เพียงผู้เดียว