Breaking News

บทวิเคราะห์ องค์กรไทยควรมอง Internet of Things ในการลงทุนเพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างไรบ้าง?

ในช่วงปีนี้และปีถัดๆ ไป Internet of Things ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งคำที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากที่สุดคำหนึ่งในวงการ IT และทุกๆ ธุรกิจองค์กรก็ควรจะต้องเริ่มปรับตัวเพื่อนำเทคโนโลยี Internet of Things มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

แต่คำว่านำมาใช้นั้น ไม่ได้หมายถึงแต่การซื้อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่หมายรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาใช้ให้เหมาะสมด้วย เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้องค์กรสามารถวางกลยุทธ์ในการประยุกต์นำ Internet of Things มาใช้ได้อย่างรวดเร็วขึ้น ทางทีมงาน TechTalkThai จึงได้ขอสรุปแนวทางต่างๆ ที่น่าสนใจในการนำ Internet of Things มาใช้ในระดับองค์กรเอาไว้ดังต่อไปนี้ครับ

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

 

ปูพื้นฐานอย่างรวดเร็วสำหรับ Internet of Things

Internet of Things นั้นโดยนิยามคร่าวๆ ก็คือการที่ทุกสิ่งอย่างที่นอกเหนือจากเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เริ่มมีหน่วยประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลภายในตัว พร้อมทั้งมี Sensor หรือ Input สำหรับรับข้อมูลต่างๆ สำหรับทำการส่งต่อออกไปยังระบบประมวลผลที่ใหญ่กว่า ซึ่งอาจจะเป็นแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ หรืออาจจะเป็นระบบที่อยู่บน Cloud ก็ได้เช่นกัน เพื่อประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น และอาจมีการส่งสัญญาณหรือข้อมูลใดๆ กลับมาที่อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสั่งงานหรือเปลี่ยนปลงการตั้งค่าบางอย่าง

ตัวอย่างสุดคลาสสิคที่มักพบเห็นได้จากหนังสือทางด้าน Internet of Things หลายๆ เล่ม และหลายๆ บทความก็คือ การที่รถยนต์นั้นมี Sensor ภายในตัวเพื่อตรวจสอบสถานะการขับขี่, การทำงานของเครื่องยนต์, ความผิดปกติที่เกิดขึ้น และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่นั้นมีข้อมูลสำหรับประกอบการตัดสินใจในการปรับปรุงวิธีการขับขี่, ผู้ผลิตรถยนต์มีข้อมูลสำหรับแนะนำให้ลูกค้านำรถยนต์มาตรวจสอบซ่อมแซม และบริษัทประกันมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการให้บริการได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น

ดังนั้นในภาพรวมแล้ว Internet of Things โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบดังนี้

  • Sensor สำหรับเป็นหน่วยรับข้อมูล ซึ่งอาจจะติดตั้งเพิ่มเติมในผลิตภัณฑ์ที่เคยมีอยู่แล้ว หรือเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ที่เพิ่งเกิดมาในโลกยุค Internet of Things เลยก็ได้
  • การเชื่อมต่อเครือข่าย เพื่อให้ Sensor สามารถส่งข้อมูลไปยังระบบประมวลผลได้ อาจจะเป็นเครือข่ายภายใน หรือใช้เครือข่ายสาธารณะก็ได้เช่นกัน
  • ระบบประมวลผล สำหรับรับข้อมูลจาก Sensor ชนิดเดียวกันหลายๆ ตัว หรือหลายๆ ชนิดหลายๆ ตัวก็ได้ เพื่อนำมาประมวลผล และส่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลให้กับผู้ใช้งาน หรือส่งคำสั่งไปยังอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม แน่นอนว่า Big Data Analytics และ Cloud ก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในส่วนนี้เป็นอย่างมาก
  • ระบบบริหารจัดการ สำหรับการเพิ่มอุปกรณ์ Sensor และระบบประมวลผลเข้ามาภายในระบบ Internet of Things และการติดตามการทำงาน การดูแลรักษา และการกำหนดค่าต่างๆ ของทุกๆ ส่วน ซึ่งบางครั้งระบบบริหารจัดการนี้ก็จะถูกรวมอยู่เข้ากับระบบประมวลผลเลยก็ได้เช่นกัน
  • อุปกรณ์อื่นๆ เช่น อุปกรณ์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น Sensor แต่ทำการรับคำสั่งจากระบบประมวลผล เป็นต้น

 

5 แนวทางที่องค์กรมักนิยมนำ Internet of Things มาใช้งาน

ที่ผ่านมานั้นองค์กรต่างๆ อาจจะยังติดภาพของการที่ระบบ IT เป็นส่วนแยกออกจากธุรกิจ แต่ในยุคของ Internet of Things นี้ IT จะถูกผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าในทุกๆ การดำเนินธุรกิจ Internet of Things จะเข้ามามีบทบาทในการเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างชัดเจน แม้แต่ธุรกิจที่อาจดูไม่เกี่ยวข้องเลยอย่างธุรกิจการเงิน หรือกฎหมายก็ตาม

โดยสรุปแล้ว แนวทางที่องค์กรต่างๆ ควรนำ Internet of Things มาเพื่อพิจารณาใช้มีดังนี้

 

1. นำไปใช้สร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้ลูกค้าขององค์กร

ไม่ว่าจะเป็นการเสริมผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิมให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้ามากขึ้น หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าผู้ใช้งานนั้น ต่างก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ทั้งสิ้น เพราะการที่อุปกรณ์ต่างๆ มีความชาญฉลาดในตัวมากขึ้น ก็จะทำให้อุปกรณ์นั้นๆ สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมต่อการใช้งานได้มากขึ้นนั่นเอง เรียกได้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ จะมีชีวิตมากขึ้นก็คงไม่ผิดนัก ในขณะที่การรับและส่งข้อมูลจากผู้ใช้งานมายังผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการได้นั้น ก็จะทำให้องค์กรต่างๆ สามารถตัดสินใจ, ให้คำแนะนำ หรือให้บริการได้ดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย รวมถึงการ Integrate อุปกรณ์ต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นหนึ่งเดียวนั้น ก็ทำให้ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งานดีขึ้นได้อย่างชัดเจน

เทคโนโลยี Smart Home และ Smart Car เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่าย การที่หลอดไฟ, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องครัว, เครื่องนอน, เครื่องดนตรี, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน และรถยนต์สามารถทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ รวมถึงมี Sensor เพื่อปรับการทำงานให้เหมาะสมต่อสภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น ไฟหรี่ลงเองเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มส่องสว่าง, เตียงมีการตรวจสอบประสิทธิภาพในการนอนของผู้นอน, ระบบรักษาความปลอดภัยเปิดทำงานแบบเต็มที่เมื่อรถยนต์เดินทางออกไปอยู่คนละจังหวัดกับตัวบ้าน เหล่านี้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะถูกส่งมอบสู่ผู้ใช้งานในอนาคต และองค์กรต่างๆ ก็ต้องสร้างนวัตกรรมรูปแบบนี้ขึ้นมาแข่งขัน เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และสร้างรายได้ให้กับองค์กรนั่นเอง

 

2. นำไปใช้สร้างคุณค่าใหม่ๆ ภายในองค์กรเอง

Internet of Things จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการปรับปรุงกระบวนการการทำงานขององค์กร ด้วยการรับข้อมูลจาก Sensor ร่วมกับการวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อทำ Automation สำหรับลดต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งแนวทางนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่ตรงกันข้ามกับข้อแรก เพราะนวัตกรรมที่องค์กรต้องการนั้นไม่ใช่เพื่อลูกค้าและเพื่อสร้างรายได้ แต่เป็นนวัตกรรมเพื่อองค์กรและคู่ค้า เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่างหาก

ตัวอย่างที่จะช่วยให้เห็นภาพได้มากขึ้นก็คือเทคโนโลยี Smart Building ที่จะมี Sensor ต่างๆ ติดตั้งภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบอุณภูมิ, การตรวจจับการเคลื่อนไหว, การตรวจสอบผู้ใช้งานภายในอาคาร และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้องค์กรสามารถปรับลดการใช้พลังงานภายในองค์กรได้อย่างเหมาะสมต่อการใช้งานในทุกภาคส่วน และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเห็นผลจริงในเวลาสั้นๆ ลองประเมินดูเล่นๆ ว่าถ้าหากองค์กรสามารถลดค่าไฟได้ทันที 10-20% จะช่วยให้องค์กรได้เงินกลับมาเท่าไหร่ในระยะเวลา 5 ปี

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการนำ Sensor ต่างๆ เข้าไปประยุกต์ใช้ในสายการผลิต, การขนส่ง และการให้บริการ เพื่อรับข้อมูลต่างๆ มาประมวลผลที่ส่วนกลาง นอกจากจะทำให้องค์กรสามารถติดตามทุกกิจกรรมได้ในแบบ Real-time อย่างแท้จริงแล้ว ก็ยังจะช่วยให้องค์กรรับรู้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและแก้ไขได้อย่างทันท่วงทียิ่งขึ้น รวมถึงมีข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์เพื่อทำ Process Improvement อย่างต่อเนื่อง และการทำ Quality Assurance หรือ Quality Control ก็เป็นไปได้อย่าง Automate มากขึ้นด้วย

 

3. นำไปใช้สร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับภาครัฐ

Smart City คือคำที่ใช้เรียกเมืองอัจฉริยะที่ถูกผลักดันขึ้นมาด้วยการมาของเทคโนโลยี Internet of Things ที่จะช่วยให้ทุกคนที่อยู่อาศัยในเมืองมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งหมดก็สามารถดูแลประชาชนได้อย่างดียิ่งขึ้นไปด้วยพร้อมๆ กัน ทั้งระบบไฟจราจร, รถขนส่งสาธารณะ, กล้องวงจรปิด, ระบบตรวจจับมลภาวะ, ระบบตรวจสอบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมกับนำเทคโนโลยีการประมวลผลหรือระบบ Big Data Analytics เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่มากๆ ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลต่างๆ มากขึ้น และภาครัฐเองก็สามารถให้บริการได้ดีขึ้นไปนั่นเอง

ไม่เพียงแต่ Smart City เท่านั้น แต่บริการภาครัฐอื่นๆ อีกมากมายที่ Internet of Things สามารถเข้าไปมีส่วนช่วยได้ เช่น การปรับปรุงการคมนาคม, การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม, การปรับปรุงการเกษตรและการเพาะปลูก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้คือสิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนหลายๆ แห่งต้องร่วมมือกันพัฒนาขึ้นมา ไม่ใช่การคิดเพียงด้านเดียวจากภาคเอกชนเท่านั้น

 

4. นำไปใช้สร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมา

จากการที่โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงและถาวรด้วยการมาของ Internet of Things นั้น ธุรกิจแบบใหม่ๆ ก็จะผุดขึ้นมาเป็นเงาตามตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้

ตัวอย่างแรกที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนก็คือ Smart Watch ที่ติดตามสุขภาพและการออกกำลังกายได้อย่างสะดวกและง่ายดาย จนเกิดเป็นธุรกิจ Health Tracking ขึ้นมาในทุกๆ วันนี้ ที่ในสาย MedTech ก็เริ่มต่อยอดจนกลายเป็นระบบสำหรับติดตามสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเฉพาะทางแต่ละแบบ ให้การรักษาและการติดตามอาการคนไข้เป็นไปได้แบบ Real-time โดยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลอีกต่อไป

อีกตัวอย่างที่กำลังจะค่อยๆ เห็นต่อไปก็คือ Big Data-as-a-Service ที่ผู้ผลิตแต่ละรายทำระบบวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับแต่ละกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมาให้ผู้ใช้งานเลือก Subscribe ได้ว่าจะนำอุปกรณ์ที่มีทั้งหมด ไปเชื่อมต่อกับระบบประมวลผลของผู้ผลิตรายใด เป็นต้น

 

5. การเติมเต็มช่องว่างของ Internet of Things ที่ยังขาดหาย

ด้วยความที่ Internet of Things เป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมีความกระจัดกระจายสูงมาก การนำ Internet of Things ไปตอบโจทย์ต่างๆ นั้นก็ยังคงมีช่องว่างอยู่มากมาย เช่น การเชื่อมต่ออุปกรณ์ Internet of Things, ระบบแหล่งกำเนิดพลังงานสำหรับ Sensor, ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับ Internet of Things, วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการสร้าง Sensor, อัลกอริธึมสำหรับการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจาก Sensor สำหรับธุรกิจเฉพาะทาง, การแสดงผลต่างๆ สำหรับข้อมูลที่ได้รับมาจาก Sensor และการวิเคราะห์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ในฐานะที่ประเทศไทยเองก็เป็นประเทศผู้ผลิต นี่เป็นอีกจุดเริ่มต้นใหม่ในการผลิตนวัตกรรมที่ถือว่าเริ่มต้นพร้อมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ประเทศไทยเองก็สามารถเข้าไปแข่งขันได้ และในทางกลับกัน Internet of Things นี้จะเป็นเทคโนโลยีที่ไม่สามารถนำจากประเทศอื่นมาใช้ต่อได้ทันที และจะต้องมีความแตกต่างทางด้านสภาพภูมิอากาศ, การนำไปใช้งาน, กฎหมาย และประเด็นอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น Sensor ที่ใช้งานได้ภายนอกอาคารในบางประเทศ ก็อาจทนแดดฝนลมในประเทศไทยไม่ได้ (คนไทยยังทนอากาศร้อนในไทยไม่ไหวเลย) ดังนั้นถ้าหากองค์กรไหนต้องการรีบสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย Internet of Things การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองก็คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของ Hardware, Software หรือ Process ก็ตาม

 

ทางทีมงาน TechTalkThai ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความชุดนี้จะมีประโยชน์กับองค์กรแต่ละแห่งไม่มากก็น้อย และถ้าหากองค์กรไหนมีข้อสงสัยหรือคำถามใดๆ ทางทีมงาน TechTalkThai เองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ ติดต่อทีมงานได้ทันทีที่อีเมล์ info@techtalkthai.com เพื่อพูดคุยสอบถามปัญหาและเรื่องราวต่างๆ ได้เลยนะครับ ทางทีมงานตารางงานค่อนข้างแน่น แต่ก็อยากจะช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ครับ

ส่วนบริษัทไหนในประเทศไทยที่เริ่มทำเทคโนโลยีทางด้าน Internet of Things และ Big Data Analytics ก็สามารถส่งอีเมล์เข้ามาแนะนำตัวกับทางทีมงาน TechTalkThai ได้เลยนะครับ เผื่อว่ามีองค์กรหรือธุรกิจไหนต้องการความรู้ในส่วนที่ Match กันได้ ทางทีมงานจะช่วยแนะนำให้ครับ


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Microsoft เตรียมเพิ่มความสามารถ AI หลายรายการให้ Dynamics 365

Microsoft กำลังทยอยเพิ่มความสามารถด้าน AI หลายส่วนให้ Dynamics 365 หรือผลิตภัณฑ์ ERP ของตน โดยอาศัยการต่อยอดจาก Azure AI นั่นเอง

Gartner ออกรายงาน Magic Quadrant ด้าน WAF ชี้ Imperva ยังคงรักษาอันดับ 1

รายงาน Magic Quadrant ประจำปี 2019 ของ Gartner ยังคงยกให้ Imperva เป็นผู้นำในด้าน Web Application Firewall ทำให้รักษาแชมป์มาแล้วถึง 6 …