Smart Property อนาคตของธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอาคารพาณิชย์ กับการแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและ Digital Service

ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ที่ถูกเร่งให้เร็วยิ่งขึ้นด้วยสถานการณ์ New Normal ในปัจจุบันนี้ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกวงการธุรกิจ ในขณะที่ชีวิตของทุกคนนั้น Digital ก็ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป และมีบทบาทเป็นอย่างมากทั้งในการดำรงชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่เพียงเท่านั้น โจทย์สำคัญหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจออย่างในปัจจุบันนี้ ก็คือคำถามว่า อนาคตของ “พื้นที่” ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่สาธารณะ และสถานที่ทำงานนั้น ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิต, การเดินทาง และการทำงานที่มี Digital เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ย่อมกระทบต่อธุรกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างๆ ที่ต้องปรับปรุงออฟฟิศให้เหมาะสมกับการทำงานในอนาคต ห้างสรรพสินค้าหรือสนามบินที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้า นิคมอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการผลิตรูปแบบใหม่ ไปจนถึงโครงการหมู่บ้านหรือคอนโด ที่ต้องออกแบบให้รองรับไลฟ์สไตล์แบบ Digital ให้มากขึ้น

ทุกวันนี้ AIS เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทั่วประเทศไทยให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนและการทำงานของธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางในโลกยุค Digital มากขึ้นคุณยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS กล่าว “ไม่เพียงแต่ความต้องการในการการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่าน 4G, 5G หรือไฟเบอร์ได้จากทุกที่ทุกเวลาเท่านั้น แต่การให้บริการลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นก็มีโจทย์เฉพาะของตัวเองที่แตกต่างกันไปทั้งในเชิงเทคโนโลยีและการลงทุน ซึ่ง AIS เราต้องการจะเข้าไปเติมเต็มความต้องการนั้นในฐานะของ Digital Enabler

ในมุมมองของ AIS ในฐานะของ Digital Enabler ที่จะช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถปรับตัวสู่อนาคตที่เป็นยุค Digital ให้ได้อย่างเต็มตัว ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมานี้ได้เล็งเห็นถึง Digital Roadmap สำหรับธุรกิจองค์กรที่แบ่งออกเป็น 6 ข้อหลักๆ ด้วยกันได้แก่

  1. Digital War Room ต่อยอดจากการทำ Digitization เปลี่ยนกระบวนการทำธุรกิจให้กลายเป็น Digital และมีข้อมูลครบถ้วน ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์แสดงผลและใช้งานในการตัดสินใจในเชิงธุรกิจตั้งแต่ระดับบริหารไปจนถึงระดับปฏิบัติการ สู่การเป็น Data-Driven Business อย่างเต็มตัว
  2. Overhaul Forecasting เปลี่ยนการทำนายวิเคราะห์แนวโน้มแบบเดิมๆ มาสู่การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI, Machine Learning และ Deep Learning ควบคู่กับข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เกิดขึ้นจากเครื่องจักร, การทำ Digitization และระบบ IoT เพื่อให้เกิดการทำนายแนวโน้มในทุกมิติการทำงาน และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  3. Digital Experience สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าคนสำคัญด้วยประสบการณ์ในเชิง Digital ทั้งการติดต่อสื่อสาร, การปรับกระบวนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าบนโลก Digital ได้มากขึ้น ไปจนถึงการทำความเข้าใจลูกค้าด้วยข้อมูลและนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อยู่เสมอ
  4. Technological Investment การลงทุนในเชิงเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงระดับของนวัตกรรม เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และการปรับนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เสริมธุรกิจ และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตนเองได้อย่างมั่นใจ
  5. Automation เปลี่ยนกระบวนการทำงานให้กลายเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงของ Digital เพื่อจัดการข้อมูลและผสานการทำงานระหว่างระบบ Business Application สำคัญ ไปจนถึงการนำเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์มาทำงานที่ซับซ้อนได้แบบอัตโนมัติ จากการที่เทคโนโลยีด้าน AI นั้นมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
  6. Agile & Distributed Workforce แนวโน้มการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปให้มีความรวดเร็วยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องทำงานจากที่ออฟฟิศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้แต่ที่บ้านหรือระหว่างการเดินทางนั้น ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากการทำงานในออฟฟิศ

จาก Digital Roadmap ข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่าข้อ 2, 3 และ 6 นั้นล้วนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่สาธารณะ และสถานที่ทำงานทั้งสิ้น และประเด็นเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ธุรกิจซึ่งให้บริการพื้นที่ สถานที่ อาคาร โรงงาน หรือสนามบินนั้นต้องพิจารณาและปรับปรุงให้สิ่งที่ตนเองให้บริการอยู่นั้นสามารถตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในอนาคตให้ได้

ผสาน Digital Service เปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจอาคารพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ไทย

แนวทางการปรับตัวเพื่อตอบรับต่ออนาคตที่เป็นไปได้นั้นก็คือการผสานนำ Digital Service เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการพื้นที่หรือสถานที่ต่างๆ เป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่มาใช้บริการหรือเช่าพื้นที่ใช้งานนั้นมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และมั่นใจได้มากขึ้นว่าหากต้องการใช้งานเทคโนโลยีใดๆ ในอนาคต สถานที่ที่ได้ตัดสินใจเช่าเอาไว้นี้จะสามารถตอบโจทย์ได้

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้นนั้น ก็สามารถยกตัวอย่างดังเช่น

ห้างสรรพสินค้า ที่แต่เดิมมุ่งเน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดี การเดินทางที่ง่ายดาย และความสะดวกสบายของผู้มาเช่าพื้นที่หรือลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอยเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันนี้ก็อาจต้องเพิ่มบริการอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายเพื่อให้บริการร้านค้าสำหรับเชื่อมต่อกับระบบ Business Application โดยเฉพาะ, บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้า, การเดินเครือข่ายหรือการจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับอุปกรณ์ Internet of Things (IoT), การวางระบบลาดจอดรถอัจฉริยะ ไปจนถึงระบบ Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าผู้มาเยี่ยมชมในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้ร้านค้าสามารถปรับตัวหรือปรับกลยุทธ์การตลาดของตนเองได้แม่นยำยิ่งขึ้น เป็นต้น

นิคมอุตสาหกรรม ที่เดิมทีมักมุ่งเน้นเรื่องการให้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อให้โรงงานสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ในอนาคตที่ Digital จะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งสาธารณูปโภคสำคัญ นิคมอุตสาหกรรมก็ต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงในราคาที่คุ้มค่า, การใช้งานเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อ 5G ได้, การนำระบบ IoT มาปรับให้โรงงานกลายเป็น Smart Factory, การนำเทคโนโลยี IoT ไปเสริมเพื่อสร้าง Smart Warehouse และ Smart Transportation/Logistics หรือมีบริการเสริมด้าน Smart Energy, Smart Meter, Smart Water และอื่นๆ ตามแต่ความต้องการของแต่ละโรงงาน

สนามบิน สามารถนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมความสะดวกสบายให้แก่ผู้เดินทางและเจ้าของร้านค้าได้ในแง่มุมเดียวกับห้างสรรพสินค้า และยังสามารถปรับกระบวนการต่างๆ ที่ผู้โดยสารต้องทำให้กลายเป็น Digital อย่างเต็มตัวมากขึ้น เพิ่มความเร็วในการตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ ก่อนเดินทาง ทำให้ผู้โดยสารมีเวลามากยิ่งขึ้น และใช้เวลาในสนามบินทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงสนามบินเองก็ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จากบริการใหม่ๆ เหล่านี้

อาคารพาณิชย์ เสริมเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจที่มาเช่าใช้พื้นที่ทำออฟฟิศนั้นสามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อสร้าง Smart Office ในรูปแบบที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Video Surveillance ที่ใช้ AI วิเคราะห์ภาพ, การผสานระบบ Access Control เข้ากับระบบตรวจจับใบหน้า, การจัดออฟฟิศแบบ Flexible ที่เปิดให้ทุกคนทำงานได้จากทุกพื้นที่ทำงาน, ระบบจองห้องประชุม และอื่นๆ

พื้นที่จัดอีเวนต์ ปรับการจัดงานให้สามารถส่งมอบประสบการณ์แบบ Hybrid ได้ในพื้นที่เดียว และให้บริการเครือข่ายหรือการรองรับการติดตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ในการจัดงานเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ในขณะที่ยังสามารถอำนวยความสะดวกด้านการถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี

คอนโด หมู่บ้าน และโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เสริมระบบรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติและรองรับ Smart Home ได้ รวมถึงยังติดตั้งเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัยได้มากขึ้น ทั้งระบบสั่งซื้อสินค้า, ระบบสื่อสาร, ระบบจัดการพื้นที่จอดรถ, ระบบริหารจัดการสำหรับนิติบุคคล เป็นต้น

และอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังได้รับความสำคัญจากภาคธุรกิจทั่วโลก ก็คือการนำเทคโนโลยีแบบ Touchless มาใช้เพื่อส่งเสริมการทำ Social Distancing และลดการสัมผัสสิ่งต่างๆ ในระหว่างทำงานลง ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในแทบทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย, การใช้ AI ตรวจสอบใบหน้าเพื่อเปิดประตูได้โดยไม่ต้องสัมผัส, การนำหุ่นยนต์มาให้บริการ และอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอย่างเหล่านี้จะกลายเป็นโอกาสและการแข่งขันใหม่ในวงการธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ ไปจนถึงธุรกิจอื่นๆ ที่มีการขายหรือเปิดให้เช่าพื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่ที่มีระบบ Digital Service ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ก็ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจเช่าหรือซื้อของลูกค้าอย่างแน่นอน

คุณยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS

AIS พร้อมเป็นพันธมิตร ติดปีกเทคโนโลยีให้ทุกสถานที่ตอบโจทย์ Digital Lifestyle

AIS เล็งเห็นว่าการที่ธุรกิจใดๆ จะปรับตัวและนำเสนอ Digital Service แก่ลูกค้าของตนเองอย่างเหมาะสมได้นั้น อาจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งก็ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของหลายธุรกิจที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือมีงบประมาณปริมาณมหาศาลพร้อมจะลงทุน ซึ่ง AIS ก็พร้อมที่จะอุดช่องโหว่เหล่านี้ในฐานะของพันธมิตรทางธุรกิจนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ AIS ได้เคยมีความร่วมมือกับธุรกิจและหน่วยงานชั้นนำในประเทศไทยมากมายทั้งในแง่ของโครงข่ายและเทคโนโลยีส่วนเสริม ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการเครือข่ายแก่ห้างสรรพสินค้าหรือธุรกิจค้าปลีกเพื่อให้ร้านค้าสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายและใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การออก Internet Package พิเศษเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในแต่ละสถานที่, ความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมเพื่อนำ 5G, ไฟเบอร์ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอัจฉริยะสมัยใหม่มาพัฒนาเป็นสายการผลิตอัตโนมัติ, การวางระบบ Digital ให้กับโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดเพื่อให้รองรับเทคโนโลยีที่ผู้อยู่อาศัยต้องการได้อย่างไม่ติดขัด ไปจนถึงการพัฒนาระบบ Digital เพื่อให้สนามบินอู่ตะเภากลายเป็นตัวอย่างของสนามบินอัจฉริยะ

ความร่วมมือนี้สามารถเกิดได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของ Turnkey ที่ AIS เป็นผู้ลงทุนและให้บริการในโครงการ, การเป็น Joint Venture เปิดบริษัทและร่วมงานด้วยกัน หรือการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยลงทุนร่วมกันและทำ Revenue Sharing แบ่งรายได้ระหว่างกันก็ได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเหมาะสมในแต่ละโครงการ

ที่ผ่านมา AIS ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาห้างสรรพสินค้า, นิคมอุตสาหกรรม, สนามบิน, อาคารพาณิชย์ และโครงการอสังหาริมทรัพย์มากมายในฐานะของพันธมิตรต่อเจ้าของโครงการเหล่านั้น ซึ่งในฐานะที่เราเป็น Digital Enabler รวมถึงเป็นผู้นำด้าน 5G เราก็เห็นว่ายังมีโอกาสอีกมากที่พื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยจะยังคงปรับปรุงด้วยการเสริม Digital Service เพื่อรองรับต่อโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจในอนาคตได้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลกอีกด้วย และ AIS ก็เปิดพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเดินหน้าไปด้วยกันอย่างแข็งแรง” คุณยงสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลและสมัครใช้บริการต่างๆ กับทาง AIS Business ได้ทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรที่สนใจสมัครใช้บริการ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ AIS Business ได้ที่ https://business.ais.co.th/ หรือติดต่อทีมงานของ AIS ที่ดูแลธุรกิจของคุณอยู่เพื่อประสานงานสำหรับการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่างๆ

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ