พิพัฒน์กร กับการบริหารจัดการธุรกิจเหมืองแร่ทั่วไทยแบบ Real-Time ด้วย SAP Business One

ธุรกิจเหมืองแร่นั้นถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับโลก ในฐานะของผู้ผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นต้นน้ำสำคัญของหลายๆ ธุรกิจ และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน เพราะในการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนนั้น ย่อมต้องใช้ผลผลิตจากการแปรรูปของหินและแร่ธาตุต่างๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้ว

ในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้รับเกียรติในการสัมภาษณ์คุณพุฒิพล ศุภทนต์ ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พิพัฒน์กร จำกัด หนึ่งในผู้นำทางด้านเหมืองแร่ที่ผลิตเฟลด์สปาร์ ไพโรฟิลไลต์ พอตเตอรี่สโตน ซึ่งนำมาใช้ในการแปรรูปเป็นเซรามิก แก้ว กระจก และอื่นๆ ที่เชื่อว่าหลายคนในไทยน่าจะต้องได้ใช้งานกันอยู่แล้วในทุกๆ วัน

การพูดคุยกันครั้งนี้ คุณพุฒิพลได้เล่าถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในไทยในช่วงปี 2020-2021 ที่ผ่านมา และแนะนำถึงแนวทางสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจเหมืองแร่ด้วยการนำระบบ ERP ชั้นนำจาก SAP มาใช้ พร้อมให้ข้อคิดต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่กำลังต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการมาของเทคโนโลยี ที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ซึ่งธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับโลกที่กำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว

รู้จักกับพิพัฒน์กร ธุรกิจผู้นำด้านเหมืองแร่เฟลด์สปาร์ ไพโรฟิลไลต์ และพอตเตอรี่สโตน

คุณพุฒิพลได้เริ่มต้นด้วยการแนะนำธุรกิจของพิพัฒน์กร ซึ่งเป็นธุรกิจในครอบครัวที่มีอายุมากว่า 40 ปีในฐานะของเหมืองแร่อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการผลิตเฟลด์สปาร์ ไพโรฟิลไลต์ และพอตเตอรี่สโตน ที่ถูกใช้ในการผลิตเซรามิก แก้ว กระจก รวมถึงยังมีการผลิตหินแกรนิตที่ใช้ในการก่อสร้างอีกด้วย

โดยทั่วไปแล้วในการผลิตแร่เหล่านี้ สิ่งที่ธุรกิจต้องทำในเหมืองแค่นั้นก็คือการขุดเจาะและการระเบิด เพื่อนำก้อนแร่มาบดในโรงโม่ ก่อนจะนำไปทำการคัดแยกและแต่งแร่ตามกระบวนการที่เหมาะสมและตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

โจทย์สำคัญของธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่นั้นก็คือการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ก่อนจะส่งมอบให้กับลูกค้าให้ได้ ซึ่งความยากก็คือการที่วัตถุดิบซึ่งเป็นก้อนแร่จากเหมืองนั้นเป็นสิ่งที่แปรผันตามธรรมชาติ ทำให้การขุดเจาะและระเบิดแต่ละครั้งในแต่ละเหมืองนั้นได้วัตถุดิบที่แตกต่างกัน การทำธุรกิจในอุตสาหกรรมดังกล่าวจึงต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรมและประสบการณ์ในการจัดการกับแร่เหล่านี้ให้มีผลลัพธ์กลายเป็นแร่ที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการสำหรับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะนำไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นสี, ค่าเคมี, ความชื้น และคุณสมบัติอื่นๆ ทำให้การทำงานนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และต้องพลิกแพลงอยู่ตลอดเวลา

คุณพุฒิพลได้เล่าย้อนถึงในอดีต ซึ่งสัดส่วนของตลาดในประเทศไทยในเวลานั้นยังคงเป็นการผลิตแร่สำหรับนำมาแปรรูปเป็นเซรามิกและกระเบื้อง ที่เป็นวัสดุหลักซึ่งต้องใช้ในการอุปโภคของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นภาชนะต่างๆ หรือการตกแต่งที่อยู่อาศัย แต่เมื่อเทคโนโลยีการผลิตมีการพัฒนาต่อยอดและเกิดวัสดุใหม่ๆ ที่เข้ามาทดแทนได้ ทำให้พิพัฒน์กรค่อยๆ เปลี่ยนแปลงมาสู่การผลิตวัตถุดิบสำหรับแก้วและกระจกเพิ่มขึ้นแทน จนในปัจจุบันพิพัฒน์กรทำเหมืองแร่อยู่ 5 จังหวัดในประเทศไทย โดยมีเหมืองของตนเองอยู่ใน 2 จังหวัด

ตรงนี้หลายท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าอันที่จริงแล้วประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ติด 1 ใน 5 ของโลกในแง่ของปริมาณการผลิตวัตถุดิบ ซึ่งพิพัฒน์กรเองก็มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติถึง 40-50% เลยทีเดียว

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิพัฒน์กร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.pipatkorn.com/

บริหารธุรกิจเหมืองแร่ ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time คือปัจจัยสำคัญ

เดิมทีนั้นที่พิพัฒน์กรมีการใช้งานโปรแกรมบัญชีที่ออฟฟิศหลักในกรุงเทพมหานครฯ โดยทำการรับข้อมูลจากเหมืองแร่และสาขาต่างๆ ในรูปแบบกระดาษ ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาให้ทีมงานตรวจสอบและทำการป้อนข้อมูลเข้าไปภายในระบบ ซึ่งในอุตสาหกรรมเหมืองแร่นั้นถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีเอกสารข้อมูลปริมาณค่อนข้างมาก ก็ทำให้กระบวนการในส่วนนี้มีความล่าช้า

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่สามารถป้อนเข้าไปในระบบบัญชีได้นั้นก็ครอบคลุมเพียงแค่บางส่วน ทำให้ในมุมของผู้บริหารนั้นยังคงขาดข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์และธุรกิจอยู่

ด้วยเหตุเหล่านี้ ทำให้คุณพุฒิพลและทีมผู้บริหารของพิพัฒน์กรนั้นตัดสินใจที่จะปรับระบบซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารธุรกิจครั้งใหญ่ และนำเทคโนโลยีมาใช้ในเหมืองทุกๆ แห่งและทุกๆ สาขาของบริษัท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การรับข้อมูลจากหน้างานนั้นเป็นไปได้อย่าง Real-Time มากที่สุด และมีข้อมูลเพียบพร้อมสำหรับประกอบการตัดสินใจในเชิงการบริหารให้ได้อย่างครบถ้วน

เปลี่ยนจากโปรแกรมบัญชีสู่การทำ ERP เต็มตัวด้วย SAP Business One ตอบโจทย์ธุรกิจทั้งในแง่ข้อมูลและการสร้างวัฒนธรรมการทำงานใหม่

เมื่อทีมผู้บริหารของพิพัฒน์กรตัดสินใจได้แล้วว่าจะต้องนำ Enterprise Resource Planning หรือ ERP มาใช้งาน ทางบริษัทก็ได้ทำการเชิญผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบ ERP มานำเสนอ และได้ตัดสินใจเลือกใช้ SAP Business One ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ต้องการระบบที่มีความน่าเชื่อถือ มีการทำงานได้อย่างเป็นมาตรฐานในระดับสากลที่บัญชีทั่วโลกใช้
  • ต้องการระบบที่มีผู้ใช้งานในประเทศไทยและทั่วโลกหลายราย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะมีทรัพยากรหรือข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก้ไขปัญหาให้มากที่สุด
  • ต้องการระบบที่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีความซับซ้อนไม่สูง เพื่อให้พนักงานสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้ง่าย

อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญที่พิพัฒน์กรต้องเผชิญนั้นก็คือการที่พนักงานส่วนใหญ่นั้นไม่คุ้นชินกับการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้ในการทำงาน ทำให้การนำระบบ ERP เข้ามาใช้งานในครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นของเทคโนโลยีและธุรกิจเท่านั้น แต่ทางทีมผู้บริหารยังต้องวางกลยุทธ์เพื่อปรับวิธีการคิดและวัฒนธรรมการทำงานของพนักงานทั้งองค์กรไปด้วยในเวลาเดียวกัน

Credit : SAP

เลือกใช้บริการครบวงจรจาก ISS Consulting วางระบบ SAP อย่างมืออาชีพ และเรียนรู้วิธีการทำงานอย่างเป็นระบบจากตัวอย่างการทำงานของ ISS

ด้วยอุปสรรคที่พิพัฒน์กรต้องเผชิญ ทำให้การคัดเลือก SAP Implementer นั้นจึงต้องมีความถี่ถ้วนมากเป็นพิเศษ ซึ่งสุดท้ายทีมผู้บริหารของพิพัฒน์กรก็ได้ตัดสินใจเลือกให้ ISS Consulting เข้ามาเป็นผู้ให้บริการด้านการให้คำปรึกษา ติดตั้งใช้งาน และฝึกอบรมระบบ SAP Business One

คุณพุฒิพลระบุว่าในการนำเสนอโครงการจาก SAP Implementer หลายเจ้าในเวลานั้น ISS Consulting เป็นทีมงานที่สามารถนำเสนอโครงการได้อย่างเป็นมืออาชีพ โดยมีกระบวนการและกรอบเวลาที่ชัดเจน ทำให้ทีมผู้บริหารของพิพัฒน์กรมองว่าการร่วมงานกับ ISS Consulting ในครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่นอกจากจะได้ทีมงานมืออาชีพมาช่วยขึ้นระบบ SAP ให้แล้ว ก็ยังเป็นโอกาสที่ทีมงานของพิพัฒน์กรจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานอย่างเป็นระบบจาก ISS Consulting และนำมาปรับใช้ในองค์กรของตนเองด้วยเช่นกัน

ในการขึ้นระบบ SAP Business One ครั้งนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 3-4 เดือนเท่านั้นก็สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ โดยส่วนใหญ่เวลาที่ใช้ในโครงการนั้นคือการให้ทีมงาน ISS Consulting เข้ามาวิเคราะห์กระบวนการและข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำงานของทางพิพัฒน์กรใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ แต่ด้วย Guideline ในการทำงานที่ชัดเจนของ ISS Consulting ก็ทำให้สุดท้ายแล้วโครงการสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็ว

ในช่วงแรกที่ระบบเริ่ม Go Live ทางทีมงานพิพัฒน์กรก็ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้การใช้งานระบบใหม่กันอยู่บ้าง โดยสำหรับการป้อนข้อมูลจากสาขาต่างๆ เข้ามายังระบบส่วนกลางนั้น ทางทีมงานก็ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นานนัก แต่สำหรับการนำข้อมูลทางธุรกิจมาใช้สร้างคุณค่าใหม่ๆ นั้นก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับวิธีการคิดและเรียนรู้เทคโนโลยี ซึ่ง SAP Business One ก็มีความสามารถใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันนี้ การทำงานด้วยการใช้เทคโนโลยีโดยมี SAP Business One ของพิพัฒน์กรนั้นก็ได้กลายเป็นแนวทางการทำงานหลักที่พนักงานในเหมืองแร่ทุกแห่งและทุกสาขาของบริษัทนั้นพร้อมใช้งานได้ เป็นการเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิด และความกล้าในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของทั้งองค์กรที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จนในทุกวันนี้ก็มีการนำข้อมูลภายใน ERP มาสร้างเป็น Dashboard, วิเคราะห์ในระบบ Business Intelligence รวมไปถึงการเรียนรู้เทคโนโลยี Automation เพื่อเตรียมประยุกต์ใช้งานในอนาคตด้วย

ต้องร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืนให้โลกและผู้คนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไปพร้อมกัน

คุณพุฒิพลได้วิเคราะห์ถึงปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่กำลังต้องเผชิญร่วมกันทั้งโลก จากการที่ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมนี้มักจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้อุตสาหกรรมนี้กำลังขาดแคลนบุคลากรรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำงาน ในขณะที่อุตสาหกรรมนี้ก็ยังไม่สามารถหยุดเดินต่อไปได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรในชีวิตประจำวันของทุกๆ คนนั้นก็ล้วนต้องมีการอุปโภคบริโภคสินค้าที่แปรรูปมาจากแร่ธาตุทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ โจทย์สำคัญร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรมก็คือการดำเนินการให้เกิดความยั่งยืนขึ้น ซึ่งที่พิพัฒน์กรเองก็ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวนี้มาเป็นเวลานาน และตอบรับต่อความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

  • การคิดค้นและพัฒนาวิธีการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงที่สุด และลดต้นทุนในการผลิตลงโดยสินค้ายังคงมีคุณภาพ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ และสามารถขับเคลื่อนวงการต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นได้
  • การใช้ทรัพยากรในการผลิตให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ไม่ให้เกิดการสูญเสียอย่างเสียเปล่าในกระบวนการผลิต
  • การปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกฎหมายทางด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมฝุ่น, เสียง, แสง และค่าต่างๆ ภายในน้ำ
  • การทำ CSR ให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนรอบด้านที่มีเหมืองแร่ เช่น การสร้างโรงกรองน้ำและส่งน้ำสะอาดไปให้ชุมชนใช้, การนำหินจากอุตสาหกรรมไปสร้างถนนให้กับชุมชน, การสร้างศาสนสถาน และการสร้างงานให้กับผู้คนในชุมชน เป็นต้น

คุณพุฒิพลนั้นเชื่อว่าแนวทางที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่นั้น ก็คือต้องทำให้เหมืองแร่กลายเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยไม่สร้างผลกระทบในเชิงลบ ซึ่งพิพัฒน์กรก็จะมุ่งมั่นในหลักการดังกล่าวต่อไปในอนาคต

อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงช้าอย่างเหมืองแร่ กำลังเผชิญกับความกดดันจากโลกของเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็ว

ในความเห็นของคุณพุฒิพลนั้น ถึงแม้อุตสาหกรรมเหมืองแร่จะโชคดีที่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความมั่นคงสูง และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 น้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ประเด็นนี้ก็ถือเป็นโชคร้ายที่ทำให้ผู้คนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่นั้นอยู่กับเทคโนโลยีเดิมๆ และวิธีการทำงานแบบเดิมๆ มาตลอดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ จนเมื่อเทคโนโลยีได้เข้ามา Disrupt ธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกแล้ว หลายธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ก็ยังคงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

แต่แน่นอนว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีครั้งนี้ก็ใหญ่เกินกว่าที่อุตสาหกรรมใดจะต้านทานเอาไว้ได้ ซึ่งคุณพุฒิพลก็แนะนำว่าธุรกิจในอุตสากรรมเหมืองแร่ต้องเร่งปรับวัฒนธรรมและวิธีการคิดในการทำงานอย่างเร่งด่วน ให้ทุกคนกล้าเปิดรับต่อการนำเทคโนโลยีและวิธีการใหม่ๆ ในการทำงานเข้ามาใช้ให้ได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากต่ออนาคตที่ธุรกิจจะต้องปรับตัวต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

คุณพุฒิพลได้ให้บทเรียนทิ้งท้ายว่าการที่พิพัฒน์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้งานในองค์กรเป็นประจำทุกวันได้นี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้พิพัฒน์กรได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การที่เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนความคิดและ Mindset ของพนักงานทั้งองค์กรให้กล้าที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะริเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนนั้นก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้พนักงานทุกคนในองค์กรเชื่อมั่นและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ตราบใดที่มีความมุ่งมั่นเพียงพอ และก็อยากให้ทุกธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้เริ่มปรับตัวมาสู่ทิศทางเดียวกันให้สำเร็จลุล่วงได้เช่นเดียวกัน

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand) Ltd.

บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

ในปี 2022 นี้ ISS Consulting มีแผนการ Rebranding ครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มเติมภาพลักษณ์และความเป็น Global Brand ของ NTT DATA Business Solutions และยังคงมีพัฒนาอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย โดยทีมงานและผู้บริหารเดิม เพื่อนำเสนอ SAP Solutions ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยและต่างประเทศ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 0553 หรือติดตาม ISS Consulting (Thailand) ได้ที่

Website: bit.ly/ISSConsultinbwebsite

Facebook: bit.ly/issconsultingfb

Instagram: bit.ly/ISSInstagram

YouTube: bit.ly/issconsulting


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

กลุ่ม RansomHouse ได้กล่าวอ้างถึงการโจรกรรมข้อมูล 450GB จาก AMD

บริษัท AMD ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่ปฏิบัติการโดยกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ RansomHouse เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ข้อมูล 450GB สูญหาย  

Raspberry Pi ออกบอร์ด Pico รุ่นใหม่เพิ่มชิป Wireless และการเชื่อมต่อภายนอก

เมื่อต้นปี 2021 การมาถึงของ Raspberry Pi Pico ถือเป็นบอร์ดขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จมากตัวหนึ่งด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 4 เหรียญสหรัฐฯ ล่าสุดมีการเพิ่มฟังก์ชันให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อภายนอกและสัญญาณไวไฟได้