การจำแนกข้อมูลร้ายๆ ในยุค Botnet ก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

การโจมตีทุกวันนี้มีวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นเช่น DDoS Credential Stuffing และ Content Scraping แต่วิธีการเหล่านี้มันก็มีข้อมูลคล้ายๆ กับการใช้งานปกติทั้งนั้น ซึ่งองค์กรต่างๆ ควรจะจำแนกให้ได้โดยเร็วระหว่างข้อมูลปกติและข้อมูลที่ไม่ประสงค์ดี ดังนั้นในบทความนี้จะแนะนำถึงแนวทางการค้นหาข้อมูลร้ายๆ ในระบบครับ

Credit: Melpomene/ShutterStock

Verizon ผู้ให้บริการและให้ปรึกษาด้านไอที ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูล โดยรายงานระบุว่าเว็บแอปพลิเคชันถูกโจมตีด้วยวิธีการขโมย Credential มากที่สุดในช่วง 2 ปีหลัง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการนี้หรือวิธีอื่นๆ ที่แฮ็กเกอร์ใช้ก็มีข้อมูลที่หน้าตาคล้ายกับข้อมูลปกติ แต่แนวโน้มการโจมตีที่กำลังเพิ่มขึ้นตอนนี้คือ Botnet จากพฤติกรรมของมันมักมีการแพร่กระจายและหลบซ่อนตัวเอง ส่งผลให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นมีปริมาณมหาศาลและดูคล้ายกับการใช้งานทั่วไปของอุปกรณ์จากผู้ใช้งานปกติ นั่นทำให้การหาข้อมูลจาก Botnet ยากพอๆ กับการหาเข็มในมหาสมุทรนั่นเอง

เพื่อที่จะต่อสู้กับแฮ็กเกอร์ องค์กรควรมีระบบแบบบูรณาการที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างอัตโนมัติ และสามารถป้องกันส่วนธุรกิจที่สำคัญได้อย่างรวดเร็ว โดยการตรวจจับอย่างมีประสิทธิภาพของระบบนั้นจะต้องตรวจสอบข้อมูลในระดับโปรโตคอลและการเชื่อมต่อได้ลึกมากพอที่จะจำแนกข้อมูลร้ายๆ ออกมาได้ ดังนั้นมี 3 ขั้นตอนที่จะช่วยให้การตรวจสอบสัมฤทธิ์ผล คือ

  1. ตรวจสอบ Payload ของข้อมูลอย่างต่อเนื่องว่าตรงตามข้อกำหนดของโปรโตคอลและไม่ใช่ Web Exploit
  2. เข้าตรวจสอบฝั่งผู้ใช้งานและระบุให้ได้ว่าอันไหนคือ Browser ตัวจริง เป็น Script หรือ Bot
  3. ก้าวข้ามระบบ Manual คือ ใช้การตรวจจับเชิงพฤติกรรมแทนที่ Static หรือ Rule-based เพื่อจำแนกว่า เซสชัน ผู้ใช้ อุปกรณ์ และเว็บไซต์ไหนเป็น “พฤติกรรมที่ดี” และทำการแจ้งเตือนเมื่อพบพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

ข้อที่ 3 นี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่สามารถตรวจสอบผู้กระทำผิดคนใดคนหนึ่งที่มีการแพร่กระจายการโจมตี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราตรวจจับการโจมตีแบบ DDoS ด้วยการสังเกตุพฤติกรรมแทนที่ตรวจจับด้วยวิธีกำหนด Volume Threshold ระบบต้องการเรียนรู้การใช้งานแบบปกติเพื่อสร้างเป็นมาตรฐานการใช้งานว่านี่คือการใช้งานที่ปกติ  หากสามารถทำได้เราจะสามารถตรวจจับแนวโน้มการโจมตีของ DDoS ได้อัตโนมัติ ด้วยการติดตามประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ถ้าเกิดถูกโจมตีระบบจะจัดการ ภัยคุกคามนั้นและปรับตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เองโดยผู้ใช้งานไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ซึ่งทั้งหมดทำได้ด้วยระบบอัตโนมัติ

ที่มา : https://www.forbes.com/sites/forbestechcouncil/2017/10/26/of-needles-and-haystacks-spotting-bad-network-traffic-in-the-age-of-botnets

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

ผลสำรวจชี้องค์กรใหญ่เสียงบซอฟต์แวร์ 28% ไปกับ Upgrade และ Licensing ที่ไม่ได้เลือกเอง

ผลสำรวจจาก Origina ซึ่งเผยแพร่ในรายงานร่วมกับ Thinkers50 ระบุว่าองค์กรขนาดใหญ่ใช้งบประมาณซอฟต์แวร์เฉลี่ย 28% ไปกับการ Upgrade, Migration และการเปลี่ยนแปลง Licensing ที่ไม่ได้เลือกเอง โดยรายงานเรียกภาระนี้ว่า “Software Tax”

OpenCode Console ถูกเจาะระบบ อาจทำให้ API Key ของ OpenAI, Anthropic และ Google รั่วไหล

OpenCode เปิดเผยว่าผู้บุกรุกสามารถเข้าถึงระบบ legacy ของบริษัทได้ในคืนวันที่ 16 ตุลาคม ส่งผลให้ API Key ของผู้ให้บริการ AI ภายนอกที่ผู้ใช้งานบันทึกไว้ใน OpenCode Console อาจรั่วไหล …