รู้จัก 2 เทคโนโลยี Automation ที่ทุกองค์กรต้องมี: Hyperautomation และ AIOps

การทำ Automation ในกระบวนการทำงานขั้นต่างๆ ของธุรกิจนั้นถือเป็นเทรนด์หลักของปี 2021 ที่จะช่วยให้พนักงานทุกคนในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดให้น้อยลง และทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของธุรกิจที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้

แน่นอนว่าเทคโนโลยีย่อมต้องเป็นหัวใจของทุกการทำ Automation และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 2 เทคโนโลยีสำคัญในการทำ Automation ภายในธุรกิจองค์กร ได้แก่ Hyperautomation ที่เป็นแนวคิดในการวิเคราะห์กระบวนการทำงานและเปลี่ยนกระบวนการเหล่านั้นให้กลายเป็นอัตโนมัติมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง และ AIOps ที่ช่วยให้งานของผู้ดูแลระบบ IT เป็นไปได้แบบอัตโนมัตินั่นเอง

ปรับกระบวนการการทำงานให้เป็นอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ด้วย Hyperautomation

ในการทำ Hyperautomation นั้น จะมีส่วนงานสำคัญที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  1. การทำ Task Mining/Process Mining ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ในการทำงาน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีความเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ในเชิงข้อมูลอย่างชัดเจน และสามารถเลือกได้อย่างเหมาะสมว่าจะเปลี่ยนกระบวนการทำงานส่วนใดให้เป็นอัตโนมัติบ้าง
  2. ระบบ Robotic Process Automation (RPA) เพื่อเปลี่ยนกระบวนการที่คัดเลือกมาแล้วให้กลายเป็นอัตโนมัติ ให้คอมพิวเตอร์ทำงานซ้ำๆ เหล่านั้นแทนบุคลากรในองค์กร ช่วยให้พนักงานมีเวลาในการทำงานอื่นๆ ได้มากขึ้น ในขณะที่ระบบ RPA ก็สามารถทำงานซ้ำๆ ปริมาณมหาศาลได้อย่างแม่นยำ

ในการทำ Task Mining และ Process Mining นั้น ธุรกิจจะได้เห็นถึงภาพรวมของกระบวนการการทำงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรในรูปแบบของ Process Map และมีข้อมูลที่ครบถ้วนว่ามีกระบวนการใด เกิดขึ้นโดยมีข้อมูลใดเป็น Input และมีผลลัพธ์ใดเป็น Output เพื่อนำไปใช้ในการทำสิ่งใดต่อบ้าง

จากนั้นเมื่อนำข้อมูลเชิงประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละกระบวนการเข้าไปผสาน ธุรกิจก็จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าส่วนใดของกระบวนการไหนบ้างที่ยังคงเป็นคอขวดอยู่ และจะแก้ไขปัญหาคอขวดเหล่านั้นเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งยิ่งธุรกิจเลือกทำ Automation ให้กับกระบวนการที่เป็นคอขวดได้มากเท่าไหร่ ความเร็วในการทำงานในภาพรวมก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ด้วย Process Map ที่มีอยู่ ก็ทำให้ธุรกิจสามารถทำการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าได้ว่าหากต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการนั้นๆ ไปเป็นการทำงานรูปแบบอื่นแทน จะส่งผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง อีกทั้งการทำ Task Mining และ Process Mining อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ธุรกิจยิ่งมีข้อมูลเชิงประสิทธิภาพในแต่ละกระบวนการมากขึ้น เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และสามารถทราบได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา ทำให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขั้นตอนนี้เองที่ AI จะสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยทำการวิเคราะห์หาเหตุการณ์ผิดปกติหรือคอขวดที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการได้

credit : IBM

RPA ที่ย่อมาจากคำว่า Robotic Process Automation นี้ คือระบบ Software Robotics ที่ได้รวมเอาเครื่องมือทางด้าน User Automation เอาไว้เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเปลี่ยนงาน Back-Office อย่างเช่นการจัดการกับข้อมูลธุรกิจบน Business Software ต่างๆ, การกรอกแบบฟอร์ม, การย้ายไฟล์ และอื่นๆ อีกมากมายให้กลายเป็นอัตโนมัติ

เบื้องหลังของระบบ RPA นี้คือการผสาน API และการตอบสนองกับ User Interface ในรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การทำงานซ้ำๆ ที่เคยต้องให้มนุษย์ทำมาก่อนนั้น ถูกเปลี่ยนไปเป็นอัตโนมัติทั้งหมด ด้วยการพัฒนา Script ที่จำลองการทำงานของมนุษย์ขึ้นมา ทำให้ RPA สามารถถูกนำไปประยุกต์ใช้ได้ในงานหลากหลายรูปแบบ และใช้ผสานการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย Business Software ได้นั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้ RPA นั้น คือการที่ธุรกิจองค์กรจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้นเพราะพนักงานไม่ต้องเสียเวลากับการทำงานซ้ำๆ อีกต่อไป ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้นลดลง ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้นกับงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้นจากการลดงานที่ซ้ำซากลง ในขณะที่ธุรกิจองค์กรเองก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบ IT หรือ Software ที่มีอยู่เดิมมากนัก ทำให้การทำ Automation ในส่วนต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง นับเป็นการทำ Digital Transformation ในรูปแบบหนึ่งเลยก็ว่าได้

โดยทั่วไปแล้ว ภายในระบบ RPA ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีเครื่องมือในการสร้าง Script สำหรับทำงานแบบอัตโนมัติได้ในแบบ Low-Code เพื่อให้การสร้าง Automation รูปแบบต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
  • สามารถผสานระบบทำงานร่วมกับ Enterprise Application ได้เป็นอย่างดี เพื่อรองรับการผสานการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย Application ได้ตามต้องการ
  • มีระบบบริหารจัดการการทำ Automation อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการทำงาน, การกำหนดค่าการทำงาน และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ทั้งนี้ในระยะหลัง ผู้พัฒนาเทคโนโลยี RPA ได้มีการพัฒนาต่อยอดระบบและนำ AI เข้ามาช่วยในการทำ Automation ให้รองรับงานที่มีความซับซ้อนสูงยิ่งขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Machine Learning, Natural Language Processing หรือ Computer Vision ก็ตาม

เพื่อตอบโจทย์การทำ Hyperautomation นี้ให้ได้อย่างครอบคลุม ทาง IBM มีโซลูชัน IBM CloudPak for Business Automation ที่สามารถรองรับทุกความต้องการของธุรกิจได้ตั้งแต่การทำ Task Mining, Process Mining, RPA และ AI https://www.ibm.com/cloud/cloud-pak-for-automation

ให้ AI ช่วยตรวจสอบดูแลรักษาระบบ IT โดยอัตโนมัติด้วย AIOps

credit : IBM

หาก Hyperautomation นั้นคือการทำ Automation สำหรับฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป AIOps ก็คือการทำ Automation สำหรับฝั่งผู้ดูแลระบบ IT นั่นเอง

AIOps นั้นคือการนำ AI มาช่วยในการดูแลรักษาระบบ IT หรือที่เรียกว่า IT Operations (ITOps) ให้มีความเป็นอัตโนมัติ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ระบบ IT ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจองค์กร ทำให้แต่ละองค์กรนั้นมีการลงทุนในระบบ IT อย่างต่อเนื่องจนระบบมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การดูแลระบบเหล่านี้ให้ทำงานได้อย่างถูกต้องตลอด 24×7 นั้นจึงกลายเป็นโจทย์ที่ยาก ในวงการ IT จึงได้เกิดแนวคิดในการนำ AI เข้ามาช่วยในส่วนนี้และเกิดขึ้นเป็น AIOps นั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้งาน AIOps มีดังนี้

  • สามารถตรวจพบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ IT ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมข้อมูลแวดล้อมประกอบการแก้ไขปัญหาที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • สามารถทำนายแนวโน้มการเกิดปัญหาในส่วนต่างๆ ของระบบ IT ได้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ดูแลระบบ IT ทำการแก้ไขประเด็นต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคตได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง
  • สามารถดูแลระบบ IT ขนาดใหญ่ในหลายสาขาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การตรวจสอบแก้ไขปัญหาต่างๆ สามารถทำได้โดยใช้ภาษามนุษย์ในการสื่อสารกับระบบ ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเรียนรู้ชุดคำสั่งที่มีความซับซ้อนสูงของแต่ละระบบทั้งหมด

ปัจจุบันเทคโนโลยี AIOps นั้นยังคงมีความหลากหลายตามแนวคิดของผู้ผลิตแต่ละราย ที่อาจมุ่งเน้นการพัฒนา AIOps ขึ้นมาตอบโจทย์การดูแลรักษาระบบ IT ในภาคส่วนที่ต่างกัน หรือใช้ข้อมูลในส่วนที่ต่างกันไป เช่น บางระบบอาจมุ่งเน้นไปที่การดูแลรักษาระบบ IT ภายใน Data Center, บางระบบอาจเน้นการดูแลระบบ Campus Network, บางระบบอาจเน้นดูแลระบบ IoT และอื่นๆ อีกมากมาย

IBM มีโซลูชัน IBM Cloud Pak for Watson AIOps ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง AI เพื่อทำการเรียนรู้จากข้อมูลของระบบ IT ที่มีอยู่ภายในธุรกิจองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยให้การดูแลรักษาระบบ IT เป็นไปได้แบบอัตโนมัติ ด้วย AI ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามการเรียนรู้จากข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในระบบ IT ของธุรกิจองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ

เรียนรู้เทคโนโลยี AI และ Automation เพิ่มเติมในงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation” 27 เมษายน2021 เวลา 9.30น.– 11.30 น.

สำหรับผู้ที่สนใจการนำเทคโนโลยี AI และ Automation ไปใช้งานในธุรกิจ สามารถเข้าร่วมในงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation” 27 เมษายน 2021 เวลา 9.30 น. – 11.30 น. ได้ที่ https://fth.webex.com/fth/onstage/g.php?MTID=e9dd1b7a1cb43079c1aee1d573a879850

สนใจโซลูชัน RPA หรือ AIOps ติดต่อทีมงาน Fujitsu ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ RPA หรือ AIOps สามารถติดต่อทีมงาน Fujitsu เพื่อขอคำปรึกษาได้ที่ คุณกุลญาภา ธรรมพิทักษ์  Email: kulyapha@fujitsu.com หรือโทร 092- 6286229


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

[Guest Post] เปิดตัว IBM Power10 เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทรงพลังพร้อมซีพียูประมวลผลล่าสุด

IBM Power10 เซิร์ฟเวอร์ระดับ เอ็นเตอร์ไพรส์รุ่นล่าสุดจาก IBM ก้าวล้ำด้วยประสิทธิภาพที่เร็วและ แรงขึ้น 3 เท่าจากรุ่นก่อน ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนงานทางด้าน AI และ Hybrid Cloud รองรับความปลอดภัยขั้นสูงสุดตั้งแต่ระดับ …

ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Hitachi JP1 Webinar: Optimizing Cloud Services with Hitachi Workload Automation” [3 พ.ย. 2564]

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้องค์กรของคุณสามารถปรับตัว และแข่งขันทางธุรกิจได้ องค์กรของคุณจำเป็นต้องพิจารณาถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยวางรากฐาน กำหนดเป้าหมายการทำธุรกิจ ตลอดถึงการลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน เพื่องานที่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ควรนำมาใช้ ได้แก่ Cloud computing, ปัญญาประดิษฐ์, เครื่องมือดิจิทัลอื่นๆ หรือการปรับปรุงกระบวนการทำงาน …