Alphabet ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2026 โดย Google Cloud มีรายได้เติบโต 82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอด Backlog สะสมแตะระดับ 5.14 แสนล้านดอลลาร์ จากความต้องการใช้งาน AI Infrastructure และโซลูชัน AI ในระดับองค์กร

ในภาพรวม Alphabet มีรายได้เติบโต 24% โดยธุรกิจ Search and Other เติบโต 17% และ YouTube Ads เติบโต 13% ขณะที่ Google Cloud เติบโตในอัตราสูงกว่าหน่วยธุรกิจอื่น การเติบโตดังกล่าวมาจากการรวมชิป โมเดล ข้อมูล ระบบความปลอดภัย และแพลตฟอร์ม Agent เข้าเป็นชุดบริการเดียวกัน โดยมี Gemini เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ถูกผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์ Cloud ทั้งหมด ทั้ง Gemini Enterprise, Data Analytics, Cybersecurity และ Google Workspace ปัจจุบันมีองค์กรใน Fortune 100 เกือบ 90% ที่ใช้งาน Gemini Enterprise แล้ว
การขยายตัวของธุรกิจ Cloud ในไตรมาสนี้เกิดขึ้นใน 3 ทาง ได้แก่
- การได้ลูกค้าใหม่ โดยอัตราการได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- การขยายการใช้งานของลูกค้าเดิม ซึ่งใช้งานเกินกว่าที่ทำสัญญาไว้มากกว่า 50%
- ธุรกรรมบน Google Cloud Marketplace ที่เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise ที่ให้เครื่องมือสร้าง AI Agent และทำ Process Automation พร้อมการเชื่อมต่อกับระบบภายในองค์กร การควบคุมค่าใช้จ่าย และเครื่องมือด้าน Governance โดยในไตรมาสที่ 2 Agent Development Kit ซึ่งเป็น Framework สำหรับพัฒนาและ Deploy AI Agent ระดับองค์กร มียอดดาวน์โหลดสะสมเกือบ 70 ล้านครั้ง ลูกค้าองค์กรที่ใช้งานอยู่ประกอบด้วย PepsiCo, Intel, HSBC, Bell Canada, Macy’s และ SIGNAL IDUNA ครอบคลุมงานตั้งแต่ Data Analytics และกระบวนการหลักขององค์กร ไปจนถึงงาน Commerce และ Knowledge Management ทั้งนี้ปริมาณการใช้งาน Token แบบมีค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม โดยมีลูกค้า Cloud เกือบ 500 รายที่ประมวลผลเกิน 1 ล้านล้าน Token ในรอบปีที่ผ่านมา และมีองค์กรมากกว่า 2,000 แห่งที่ใช้งานเกิน 1 แสนล้าน Token ในรอบ 12 เดือน
อีกส่วนที่เติบโตคือ แพลตฟอร์มความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งรวม Threat Intelligence, การจัดลำดับความสำคัญในการตอบสนองภัยคุกคามผ่าน Wiz, การสแกนอัตโนมัติด้วย AI, การแก้ไขโค้ด และการ Monitoring เข้าไว้ด้วยกัน ปัจจุบันองค์กรใน Fortune 100 จำนวน 90% เป็นผู้ใช้งาน Google Cloud Security ขณะที่ลูกค้า Wiz เกือบ 90% เปิดใช้ฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ทำงานด้วย AI และจำนวน AI Workload ที่ถูกสแกนและป้องกันบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นกว่า 45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กลุ่มผู้ใช้งานประกอบด้วย Morgan Stanley, Tell-us, Texas Children’s, Atlassian และหน่วยงานภาครัฐอีกหลายแห่ง ล่าสุดยังเพิ่มบริการ Google AI Threat Defense ที่นำโมเดล Gemini 3.5 Flash Cyber มาทำงานร่วมกับ CodeMender เพื่อค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ในซอฟต์แวร์
ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐาน Google Cloud ให้บริการ Accelerator ทั้งจาก Google และ NVIDIA รวมถึงแพลตฟอร์ม NVIDIA Vera Rubin และ TPU รุ่น 8t และ 8i นอกจากนี้ยังมี Virgo Network ที่ออกแบบมาสำหรับ AI Workload ขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อม AI Accelerator ได้ถึงหนึ่งล้านตัวข้ามดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งให้ทำงานเป็น Supercomputer เดียวกัน ส่วน Software Stack รองรับ JAX, PyTorch, vLLM และ SGLang แบบ Native ทำให้ย้าย Workload ระหว่าง GPU และ TPU ได้ ขณะที่ CPU รุ่นใหม่ Axion ซึ่งออกแบบมาสำหรับงาน Agent ให้ประสิทธิภาพต่อดอลลาร์ดีขึ้น 30% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ในระดับเดียวกัน กลุ่มลูกค้าที่ใช้ AI Infrastructure ประกอบด้วยแล็บวิจัย AI ชั้นนำอย่าง Ineffable Intelligence, ผู้พัฒนา AI อย่าง Kakao, ภาคการเงินอย่าง Deutsche Börse Group, บริษัทยาอย่าง Pfizer และ Roche รวมถึงบริษัทด้านหุ่นยนต์และ Spatial Intelligence อย่าง World Labs ด้านการใช้งานโมเดลนั้น ปัจจุบันมีนักพัฒนามากกว่า 9 ล้านรายต่อเดือนที่พัฒนางานบนโมเดลของ Google ผ่าน API และผลิตภัณฑ์สำหรับนักพัฒนา โดย Model API มีปริมาณการประมวลผลอยู่ที่ราว 2.2 หมื่นล้าน Token ต่อนาที เพิ่มขึ้นจาก 1.6 หมื่นล้าน Token ต่อนาทีในไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ Google ระบุว่ายังอยู่ในภาวะที่กำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ที่มา: https://blog.google/company-news/inside-google/message-ceo/alphabet-earnings-q2-2026/
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย







