ADPT

Dell EMC PowerFlex(dHCI) Solution for Modern Datacenters ตอนที่ 1

เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการทําธุรกิจในยุคปัจจุบัน เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้หน่วยงาน IT จึงต้องสามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้อย่างคล่องแคล่วและซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่บางครั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ยังล้าสมัยไม่ยืดหยุ่น และแยกส่วนกันอยู่ ดังนั้นเพื่อรับมือกับความต้องการในอนาคต หลายองค์กรกําลังปรับปรุง ศูนย์ข้อมูลให้ทันสมัย โดยการเลือกแพลตฟอร์มทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับขนาด รองรับทางเลือกทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลายและจะต้องมีประสิทธิภาพ (performance) ที่คาดการณ์ได้เพื่อรองรับงานที่สําคัญ รวมทั้งต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) และบำรุงรักษาข้อมูล (Data Service) ที่ดี สุดท้ายผู้ดูแลระบบจะต้องจัดการระบบได้ง่ายและมีความคล่องตัว

Dell EMC PowerFlex คืออะไร

PowerFlex เป็นโซลูชันเพื่อจัดเก็บข้อมูล Mission-Critical Workloads โดยซอฟต์แวร์ PowerFlex (เดิมชื่อ VxFlex) จะทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ Dell PowerEdge Servers ช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรที่ต้องการปรับปรุงการดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย PowerFlex สามารถรองรับการขยายขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นสูง ในขณะที่การจัดการโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูงแล้ว PowerFlex ยังมีชุดเครื่องมือบำรุงรักษาข้อมูล (Data Service) ที่ครอบคลุมการดําเนินงานเกือบทั้งหมด เช่น Replication, HTM5 GUI, PowerFlex Manager, Data@Rest Encryption, Snapshots, In-Line Data Redeuction, Protected Maintenance Mode เป็นต้น และการทำ LCM (Life Cycle Management) เพื่อจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ช่วยให้เวิร์กโฟลว์เป็นไปโดยอัตโนมัติ PowerFlex เหมาะอย่างยิ่งสําหรับฐานข้อมูลและงานที่มีการประมวลผลที่ต้องการความเร็วสูง ซี่งเป็นความสามารถที่อยู่ใน PowerFlex Appliance และ PowerFlex Integrated Rack

PowerFlex ยังรองรับสภาพแวดล้อมการทํางานที่หลากหลายซึ่งรวมถึง Multi-Hypervisors, Bare-Metal OSs และ Containers สิ่งนี้ช่วยให้สามารถเปลี่ยนสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่นในขณะที่รองรับแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิม (Monolith) และแบบใหม่ (Microservice) ซึ่ง PowerFlex สามารถรองรับสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันให้อยู่ในระบบเดียวกันได้

PowerFlex ยังรองรับคอนเทนเนอร์และแพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ ซึ่งรวมถึง Kubernetes, Red Hat OpenShift, Rancher, Docker, Google Anthos, vRealize Operations,VMware Cloud Foundation (VCF) และอื่น ๆ

PowerFlex โซลูชันมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เพื่อรองรับ Mission-Critical Workloads

1.) มีความยืดหยุ่นสูงและปรับขยายได้มาก (Unmatched Flexibility and Scale)

PowerFlex มีความยืดหยุ่นอย่างและปรับขยายขนาดได้สูงมาก สามารถที่รองรับสถาปัตยกรรมแบบ 2-Layers (Server/SAN), Single-Layer (HCI), Storage-Only หรือ สถาปัตยกรรมผสม (MIX) ที่การรวมกันทุกแบบ ซึ่งมีประโยชน์ต่างกันไป เช่น

  • ในสถาปัตยกรรมแบบ 2-Layers (Server/SAN) จะแยกทรัพยากรการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บออกจากกัน เหมาะสําหรับการลดค่าใช้จ่ายของลิขสิทธิ์สําหรับแอปพลิเคชันเช่น Oracle ที่นับลิขสิทธิ์ตาม Server CPU cores และเพื่อแยกประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันออกจากการจัดเก็บข้อมูล
  • Single-Layer (HCI) แต่ละ Node จะมีส่วนร่วมในการให้บริการทรัพยากรการประมวลผล (Compute) และการเก็บข้อมูล (Storage) ซึ่งหมายถึงแต่ละ Node จะให้บริการทั้งรันแอปพลิเคชันและเก็บข้อมูล สถาปัตยกรรมนี้เหมาะสมที่สุดสําหรับการรวมระบบงานโดยทั่วไป
  • สถาปัตยกรรมแบบ Storage-Only จะเหมาะสมที่สุดเมื่องานการประมวลผลอยู่บนโหนด (Compute) ที่เป็น Third-Party แต่ต้องการการจัดเก็บข้อมูลที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) จาก PowerFlex
  • ด้วยการผสมสถาปัตยกรรม (MIX) ทั้ง 3 รูปแบบได้อย่างยืดหยุ่นในคลัสเตอร์เดียวกัน PowerFlex สามารถปรับลดหรือเพิ่มจำนวน Compute Nodes และ Storage Nodes ได้อย่างเป็นอิสระตามทรัพยากรณ์ที่ระบบต้องการหรือที่เรียกเทคโนโลยีแบบนี้ว่า Disaggregated HCI  (dHCI) เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนในเฉพาะส่วนที่ต้องการเท่านั้น

การบริหารจัดการทรัพยากรใน PowerFlex เช่น การเพิ่มหน่วยจัดเก็บ (Storage)และการเพิ่มหน่วยประมวลผล (Compute) ก็สามารถเพิ่มแบบการใช้งานร่วมกัน (HCI) หรือเพิ่มแบบทำงานแยกกัน (2-Layer/Storage-Only) โดยเริ่มต้นจาก 4 nodes จนเพิ่มขยายมากกว่า1,000 nodes ใน1 คลัสเตอร์ ซึ่งประสิทธิภาพ (Performance)และความจุ (Capacity) จะเพิ่มตามจำนวน node ที่เพิ่มเข้าไป ( Linear Scale-Out)

2.) มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในระดับ Enterprise-class

PowerFlex ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสูงสุด เพื่อให้รองรับการทำงานขององค์กรขนาดใหญ่ PowerFlex จะรวมทรัพยากรจากโหนด (Nodes) ทั้งหมดในรูปแบบ Scale-Out โดยข้อมูลจะถูกกระจายไปยังโหนดทั้งหมด โดยผ่านทางเน็ทเวิร์กแบบอีเทอร์เน็ต (ethernet) ซึ่งรองรับความเร็วสูงสุด 100Gbps ด้วยเทคโนโลยีของ PowerFlex ที่กระจายข้อมูลไปเท่าๆกันทุกโหนดโดยไม่มีคอขวด ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงมาก (Massive IO Performance) แปรผันตามจำนวนโหนด (Linear Scale-Out) ทั้งโหนดประมวลผล (Computes) และโหนดที่เก็บข้อมูล (Storages) นอกจากนี้ PowerFlex ยังสามารถแบ่งแยกงานเป็น หลาย Protection Group เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการได้

จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการของ Dell Technologies ได้ทดสอบ PowerFlex กับงานขององค์กรที่หลากหลายรวมถึงฐานข้อมูล Oracle, Microsoft SQL Server, SAP HANA, SAS, Splunk, Elastic Stack และ Epic เป็นต้น ผลจากการทดสอบแสดงดังตารางด้านล่างนี้

3.) มีความง่ายในการใช้งาน (Simple and Efficient Operations)

PowerFlex มีชุดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอที โดย PowerFlex Manager จะเป็นเครื่องมือช่วยจัดการงานด้านไอที (IT operation) และ LCM (Life Cycle Management) โดยมีเวิร์กโฟลว์เพื่อจัดการระบบพื้นฐานโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ BIOS , เฟิร์มแวร์,โหนด,  Hypervisor และเน็ทเวิร์ก นอกจากนี้ยังรวมถึงการบริการการบำรุงรักษาข้อมูล (Data Service) ที่มีลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้สามารถทำได้ทุกอย่าง (all-inclusive software licensing) ไม่ว่าจะเป็น การทำสแนปช็อต, การเข้ารหัส และการลดขนาดข้อมูล การบริการบำรุงรักษาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยผู้ดูแลระบบ จัดการ,ปกป้อง และรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ PowerFlex ยังรองรับ API แบบเปิดตามมาตรฐาน ทําให้ทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ (Third Party) และเวิร์กโฟลว์ (Custom Workflow) ได้ โดย PowerFlex Manager มี API ที่ให้บริการ:

  • Deployment– มีเทมเพลตมาตรฐานเพื่อรองรับการติดตั้งแบบ Hyperconverged, Storage-Only และ Compute-Only
  • Health and Alerting – ตรวจสอบระบบและแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็วด้วยการแจ้งเตือนผ่าน Secure Remote Services (SRS) หรือทางอีเมล
  • Compliance – PowerFlex Manager ใช้ RCM (Release Certification Matrix) และ IC (Intelligent Catalog) เพื่อติดตามและแก้ไขการจัดการซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นที่ไม่ถูกต้อง (Drift Management)
  • Maintenance – โหมดการบํารุงรักษาช่วยให้สามารถให้บริการระบบได้อย่างต่อเนื่องในระหว่างการบำรุงรักษาระบบ
  • Expansion – การขยายระบบโดยการก๊อบปี้ค่าเริ่มต้นในการติดตั้ง (Configuration) จากระบบที่มีอยู่
  • Upgrade – เมื่อเปลี่ยน RCMs / ICs เป็นรุ่นใหม่ ระบบจัดการใน PowerFlex รองรับการอัพเกรดส่วนประกอบหลักทั้งหมด รวมถึง BIOS, เฟิร์มแวร์และไดรเวอร์, NXOS, ESXi, ซอฟต์แวร์ PowerFlex และ CloudLink

Intel Xeon Scalable Processor: Unlock the Performance

หัวใจของ Dell EMC PowerFlex Appliance คือเทคโนโลยี Intel Xeon Scalable Processor ที่ได้ประโยชน์จากนวัตกรรมยาวนานหลายทศวรรษของ Intel ซึ่งเข้าใจความต้องการของเวิร์กโหลดต่างๆ เป็นอย่างดี และได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่าง Dell Technologies ที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีการผสานรวมอย่างลึกซึ้งระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ทำให้เกิดโซลูชั่นที่ยอดเยี่ยมอย่างเช่น Dell EMC PowerFlex

Intel มีสถาปัตยกรรมที่สมดุลซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมกับประเภทเวิร์กโหลดและระดับประสิทธิภาพที่หลากหลาย มีความสอดคล้อง เปิดกว้าง เป็นที่รู้จักและไว้วางใจ และยังมีความสามารถในการช่วยเร่งความเร็ว AI ในตัว รวมถึงความสามารถในการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง Intel Xeon Scalable Processor ช่วยให้คุณจัดการเวิร์กโหลดของคุณได้อย่างปลอดภัยโดยที่ทำงานได้ดีที่สุดตั้งแต่ Edge ไปจนถึง Cloud

สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ DellTechnologies.com/PowerFlex หรือติดต่อ คุณวศิน โทร. 090-949-0823 หรืออีเมล์มายัง  Chidchanok.uthaigorn@dell.com


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

NSA และ CISA ออกคำแนะนำเรื่อง Kubernetes Security

NSA และ CISA ได้ร่วมกันออกเอกสารจำนวน 52 หน้า เพื่อให้คำแนะนำสำหรับการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน Kubernetes

Qualys จับมือ Red Hat เสริมความปลอดภัยบน CoreOS และ OpenShift

Qualys ผู้พัฒนาโซลูชัน Security และ Compliance บน Cloud ประกาศร่วมมือกับ Red Hat เสริมความปลอดภัยบน Red Hat Enterprise Linux …