Bluebik Titans แนะวิธีปกป้ององค์กรขั้นต้น ก่อนถูกโจมตีขโมยข้อมูลไปขายใน Dark Web

หลังจากทั้งโลกได้ทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทุกองค์กรต้องพิจารณาและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าหากเกิดเหตุภัยคุกคามไม่ว่าจะเป็นการถูกละเมิดข้อมูล (Data Breach) ข้อมูลถูกทำลาย หรือเอาไปขายใน Dark Web แล้วเรียกค่าไถ่ สิ่งต่าง ๆ อาจผลกระทบรุนแรงจนทำให้ธุรกิจจำต้องหยุดชะงักลงได้

เมื่อวานนี้ ทีมงาน TechTalk Thai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับคุณพลสุธี ธเนศนิรัตศัย ผู้อำนวยการแห่ง Bluebik Titans และคุณรชต ถาวรเศรษฐ รองผู้อำนวยการแห่ง Bluebik Titans ซึ่งทั้งสองท่านได้แนะนำวิธีการปกป้ององค์กรขั้นต้น ที่ทุกองค์กรควรต้องดำเนินการเป็นอย่างน้อย เพื่อปกป้องไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีมาโจมตีหรือขโมยข้อมูลองค์กรเอาไปขายใน Dark Web ได้อย่างง่ายดายจนเกินไป

เว็บไซต์บนโลก มีมากกว่าที่เห็น

ปัจจุบันที่ทุกคนท่องเว็บไซต์อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตนั้น ถือว่าเป็นเพียงแค่ 5% ของเว็บทั้งหมดบนโลกเท่านั้น เพราะว่าเว็บไซต์บนโลก แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

  • Surface Web คือเว็บไซต์สาธารณะทั่ว ๆ ไปที่เราเข้ากันผ่านเบราวเซอร์ปกติ ซึ่ง Search Engine เข้าถึงและดึงไปทำดัชนี (Index) ได้ เช่น เว็บที่ลงท้ายด้วย .com, .net โดยเว็บไซต์ประเภทนี้เปรียบเหมือนเป็นส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ที่มีสัดส่วนเพียงแค่ 5% เท่านั้น
  • Deep Web คือเว็บไซต์ที่ Search Engine ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะเป็นหน้าเว็บไซต์ที่ถูกปกป้องด้วยระบบ Security อย่างพาสเวิร์ดหรือว่าต้องยืนยันตัวตนก่อน เช่น หน้าภายในระบบอีเมล หรือ SaaS ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งหน้าเว็บไซต์ประเภทนี้มีจำนวนสัดส่วนมากที่สุดถึง 90% เปรียบเสมือนส่วนภูเขาน้ำแข็งจริง ๆ ที่อยู่ใต้มหาสมุทร
  • Dark Web คือเว็บไซต์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ Deep Web แต่จะเข้าถึงได้ผ่าน Tor Network เพียงเท่านั้น (คำเตือน โปรดหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น) ซึ่งมักจะเป็นเว็บไซต์ที่ใช้ในเรื่องที่ผิดกฎหมาย หรือบางเรื่องที่ต้องปิดบังตัวตน โดยเว็บไซต์ประเภทนี้มีสัดส่วนราว 5%

ที่มาของ Tor Network

Tor Network เป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจากงานวิจัยของคุณ Ian Clarke ที่ต้องการสร้าง Freenet หรือเครือข่ายที่ไม่มีใครควบคุมได้ กล่าวคือเน็ตเวิร์กที่สามารถสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าต้นทางอยู่ที่ไหน ปลายทางอยู่ที่ไหน แต่ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยที่ไม่ต้องรู้ตัวตนซึ่งกันและกัน

หลักการแนวคิดนี้เองที่ได้ถูกพัฒนาจนกลายมาเป็น “Tor (The Onion Router)” ที่เบื้องหลังจะมีการส่งต่อข้อมูลกันผ่าน “ตัวแทน (Hop)” คุยกันไปมาภายในเน็ตเวิร์กซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เหมือนลักษณะของหัวหอม ซึ่งการเข้ารหัสหลายชั้นจึงทำให้สามารถปิดการติดตาม Cookies สอดแนมได้ และไม่รู้ว่าใครเป็นคน Request ใคร Response กลับมา จนทำให้สามารถปิดบังตัวตนได้ในที่สุด หากแต่ภายในโลกที่ปิดบังตัวตนได้อย่างยอดเยี่ยมนี้เองก็มีภัยอันตรายหรือความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ภายในมากมาย โดยเฉพาะ “Dark Web” 

ลักษณะของ Dark Web

Dark Web นั้นคือเว็บไซต์ที่อยู่ภายใน Tor Network ซึ่ง URL ที่เปรียบเสมือนที่อยู่ของเว็บไซต์นั้นจะมีลักษณะเป็นเส้นอักขระยาว ๆ แล้วลงท้ายด้วย “.onion” อย่างเช่น เว็บไซต์ facebook.com ก็จะกลายเป็น facebookwkhpilnemxj7asaniu7vnjjbiltxjqhye3mhbshg7kx5tfyd.onion แทน เป็นต้น

แม้ว่า Dark Web จะมีประโยชน์อยู่ในบางกรณี เช่น การมีช่องทางให้คนสามารถแชร์ข้อมูลความลับให้สำนักข่าวบางแห่งโดยที่ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน จึงทำให้ไม่สามารถติดตามชื่อที่อยู่ของคนให้ข้อมูลนั้น ๆ ได้เพื่อความปลอดภัย แต่ภายในก็มีความ “ดาร์ก” ที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เช่น เป็นแหล่งขายยาเสพย์ติด ขายอาวุธ วีดีโออันสยดสยอง หรือแหล่งที่ขายข้อมูล ซึ่งหากผู้ที่เข้าไปแล้วเกิดพลาดท่า ก็อาจจะเจอกับแรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือมัลแวร์ (Malware) เข้ามาที่เครื่องเป็นของแถมจนถูกโจมตีเสียหายก็เป็นได้ 

ช่องโหว่พุ่ง Ransomware ผงาด ส่งผลกระทบธุรกิจหยุดชะงัก

จากแผนภาพที่แสดงจำนวนช่องโหว่ตามที่ NIST พบต่อปีด้านล่างนี้ จะเห็นได้ว่าช่วงปีหลัง ๆ นั้นมีจำนวนช่องโหว่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 15% ซึ่งดูจากแนวโน้มแล้วก็ยังมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย และหนึ่งในตัวที่กำลังแพร่ระบาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงนี้คือ “Ransomware” 

โดยคุณพลสุธีเผยว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ได้มีองค์กรจำนวนมากทั้งขนาดใหญ่กลางเล็กที่ตกเป็นเหยื่อของ Ransomware แล้วแจ้งมาทาง Bluebik Titans เพื่อขอคำแนะนำ มีทั้งเรื่องถูกแฮกระบบลบข้อมูลทิ้ง ทำให้ระบบต่าง ๆ ไม่สามารถให้บริการได้ รวมทั้งยังเอาข้อมูลไปเรียกค่าไถ่ผ่าน Dark Web อีก สิ่งที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้บางองค์กรธุรกิจก็จำต้องหยุดชะงัก และต้องยอมเสียค่าไถ่เพื่อให้ได้ข้อมูลกลับมาทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ แม้ว่าจะไม่มีอะไรการันตีด้วยว่าแฮกเกอร์จะไม่เผยแพร่ที่ขโมยไปรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำบอกว่าไม่ควรจ่ายเงินค่าไถ่ก็ตาม

นอกจากเรื่องข้อมูลสูญหายแล้ว ตามสถิติจาก Unit42 และ Gartner ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าองค์กรที่ถูก Ransomware โจมตีไปหนึ่งครั้งนั้นจะส่งผลให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักไปถึง 20 วันเลยทีเดียว รวมทั้งผู้บริหารที่รับผิดชอบจะต้องออกจากตำแหน่งหลังถูกโจมตีไปถึง 32% อีกด้วย 

อย่างไรก็ดี รายงานยังชี้ว่าค่าเฉลี่ยจำนวนเงินเรียกค่าไถ่นั้นอยู่ที่ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ ใน Q3 2022 ที่ผ่านมา หากแต่คาดว่าตัวเลขในปีนี้และต่อ ๆ ไปน่าจะลดลงแล้ว เนื่องจากองค์กรใหญ่เสริมรั้วป้องกันไว้แข็งแกร่งมากขึ้นแล้วแต่ทว่าองค์กรขนาดกลางและเล็กที่ยังไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอจะกลายเป็นเป้าหมายถูกโจมตีมากขึ้นแทนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง แปลว่าภัยคุกคามครั้งใหญ่กำลังจะแพร่กระจายในวงกว้างมากขึ้นอีกในเร็ว ๆ นี้แล้ว

แนะ “ปกป้องหลายชั้น”, “Backup สูตร 321” พร้อม “Incident Response Plan”

หากแต่ด้วยเหตุการณ์ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นมากจน Bluebik Titans ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกองค์กร ทาง Bluebik Titans จึงอยากจะแนะนำให้องค์กรเตรียมการสิ่งเหล่านี้เป็นขั้นต่ำ และเพิ่มความรู้เท่าทันเหตุการณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

แบ่ง Security Control เป็นหลายชั้น Update Patch สม่ำเสมอ

แน่นอนว่าในยุคดิจิทัลนั้น ภายในองค์กรอาจจะมีระบบที่ต้องดูแลเป็นหลักร้อยระบบ แต่ทุกระบบที่เปิดใช้งานนั้นถือได้ว่ามีโอกาสที่จะถูกโจมตีได้ทั้งสิ้น ดังนั้น องค์กรจึงควรจะต้องหาวิธีจัดการดูแลทุกเครื่องให้ได้ และควบคุม Security Control เป็นหลาย ๆ ชั้น ปกป้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะ “ยิ่งมีชั้นปกป้องยิ่งมากก็จะยิ่งทำให้ปลอดภัยขึ้น” 

ส่วนแรกขั้นต่ำที่ควรดูและเป็นอย่างแรกเลยคือ ส่วนใน Frontline Controls ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับใช้ Secure Authentication เช่น การเปิดใช้ Multi-Factor Authentication ผ่าน OTP การเสริม Endpoint Security, Email Security ให้มีการสแกนไฟล์แนบก่อนว่าเป็น Malware หรือไม่ เป็นต้น รวมทั้งการ “Update Patch ระบบต่าง ๆ ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ” โดยเฉพาะ Security Patch ที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง ซึ่งการละเลยกระบวนการดังกล่าวจะทำให้มีช่องโหว่ที่ทำให้ Ransomware หรือ Malware นั้นสามารถเจาะเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น “ถ้ามี Patch ให้รีบ Update ให้เร็วที่สุด

Backup สูตร 321 แล้ว Restore ทดสอบเป็นระยะ

การสำรอง (Backup) ข้อมูลนั้นคือสิ่งที่ทุกองค์กร “จำเป็นต้องทำ” อย่างยิ่ง และการสำรองข้อมูลไว้ในฮาร์ดดิสก์หรืออีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ในภายในเน็ตเวิร์กเดียวกันเท่านั้นก็ยังไม่เพียงพออีกด้วย เพราะว่า Ransomware สามารถวิ่งไปโจมตี และจัดการข้อมูล Backup ให้หายไปได้อย่างรวดเร็ว

Bluebik Titans จึงแนะว่าทุกองค์กรควรทำ Backup ตาม “สูตร 321” คือ “สร้างข้อมูล Backup ไว้ 3 ชุด เก็บไว้ใน 2 สื่อบันทึกข้อมูล พร้อม 1 Offsite ไซต์แยกที่ไม่ได้ต่อเน็ตเวิร์กกันอยู่ตลอดเวลา” เช่น การเก็บ Backup 3 ชุดไว้ที่เครื่อง Backup Server, External HDD และอีกไซต์ที่อาจเปิด Backup ข้อมูลเป็นช่วงเวลา เป็นต้น ซึ่งนอกจาก Backup ไว้ดีแล้ว ก็ควรจะต้องมีการกระบวนการนำ Backup มาทดลอง Restore อย่างสม่ำเสมอ เพื่อทดสอบว่าข้อมูล Backup ยังปกติดีอยู่นั่นเอง

Incident Response Plan ทำแผนตอบสนองหากเกิดภัย

การทำแผนตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นนั้นสามารถจัดเตรียมได้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตีขึ้นจริง เพื่อที่หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ตกลงไว้ได้ทันที ซึ่งภายในแผนนั้นควรจะต้องระบุชื่อบุคคลผู้รับผิดชอบและหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กรไว้อย่างชัดเจน พร้อมขั้นตอนต่าง ๆ ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ในกรณีต่าง ๆ แล้วจะต้องทำขั้นตอนอะไรบ้าง ส่งต่อไปที่ไหนอย่างไร และเมื่อจัดเตรียมแผนเสร็จสิ้นแล้วก็ควรจะต้องมีการซักซ้อมเป็นระยะ เสมือนการซ้อมหนีไฟที่จำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างน้อยปีละครั้ง

บทส่งท้าย

สุดท้ายนี้ การตรวจสุขภาพระบบดิจิทัลขององค์กรอย่างสม่ำเสมอคืออีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะถ้าหากว่ามีการดำเนินการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอว่าทั้งองค์กรและทีมงานมีความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อมากน้อยเพียงใด ความมั่นใจที่จะให้บริการกับลูกค้าและเวลาที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น 

การปกป้องด้วย Security Control หลาย ๆ ชั้น พร้อม Backup สูตร 321 และจัดทำ Incident Response Plan คือการปกป้องในขั้นต้นเท่านั้นที่ทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้กันได้ในวันนี้ และถ้าหากองค์กรธุรกิจใด ๆ ต้องการการปกป้องในระดับที่สูงขึ้น มั่นใจมากขึ้น สามารถติดต่อ Bluebik Titans โดยสามารถติดต่อเข้าไปที่ Linktr.ee/bluebiktitans หรือติดต่อผ่านทางอีเมลได้ที่ titans@bluebik.com

About chatchai

Tech Writer แห่ง TechTalk Thai ที่สนใจในทุกนวัตกรรมและเทคโนโลยี

Check Also

Dell Technologies ปรับโฉมใหม่ Dell Pro รุกตลาด AI กรุยทางสู่อนาคตการใช้งานระดับองค์กร

เทรนด์ของ AI PCs กำลังมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่ง IDC คาดการณ์ว่าความต้องการของ AI PCs จะมีแต่ถูกเร่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะ AI ได้แทรกเข้าไปในแทบทุกส่วนของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการประชุม การสร้างคอนเท้นต์ …

Dell Pro Precision x Dell Pro AI Studio: จุดเริ่มต้น AI ที่ใช่สำหรับทุกองค์กร [Guest Post]

ในยุคที่ AI กลายเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนธุรกิจ องค์กรทุกขนาดต่างมองหา “จุดเริ่มต้น” ที่แข็งแรงพอจะรองรับงานตั้งแต่การออกแบบ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการพัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง Dell Pro Precision คือคำตอบ workstations …