
Cloud ยังคงเป็นหัวข้อที่ท้าทายของหลายธุรกิจ โดยเฉพาะ Multi-cloud ที่อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงอย่างคาดไม่ถึง นอกเหนือจากการที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพร้อมให้บริการและตอบโจทย์ด้านงบประมาณแล้ว ธุรกิจยังต้องคำนึงถึงประสบการณ์ของการใช้งานด้วย
ซึ่งเมื่อความแข็งแกร่งระหว่างโครงสร้างพื้นฐานของ Akamai และ Linode ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน ลูกค้าจึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพในการให้บริการที่สูงขึ้น
ในบทความนี้ทีมงาน TechTalkThai ขอสรุปสาระสำคัญที่เกิดขึ้นในงาน “Akamai University Thailand Cloud Computing” โดยจะพาทุกท่านไปรู้จักกับบริการคลาวด์จาก Akamai ว่ามีอะไรให้ท่านบ้าง
แนวโน้มและความท้าทายของคลาวด์ในปัจจุบัน

“ความท้าทายอันดับหนึ่งของการใช้งานคลาวด์ในปัจจุบัน คือพวกเขาติดกับดักของเทคโนโลยีที่ไม่รองรับการทำงานร่วมกับผู้เล่นรายอื่น(Vendor-lock) ทำให้ผู้ใช้ไม่มีสามารถการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดซึ่งผู้ให้บริการแต่ละรายมีจุดเด่นต่างกัน จึงไม่สามารถทำตามนโยบาย Multi-cloud ได้ ทั้งนี้การได้มาซึ่ง Linode เข้ามาผสานพลังกับโครงสร้างเดิมของ Akamai และแนวทางการเปิดกว้างจากโอเพ่นซอร์สจะช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการข้อดีของแต่ละคลาวด์เป็นไปได้” — คุณ Vjay Krishnamoorth, Regional Sales Manager กล่าวในช่วงแรกเปิดงาน
ประสิทธิภาพและการแข่งขันในธุรกิจ CDN เกิดจากการลงทุนในโหนดที่ใกล้กับผู้ใช้ ไม่ว่าผู้ใช้รายนั้นจะมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ไกลเพียงใด แต่ CDN เหล่านี้จะเป็นผู้แบ่งเบาภาระการดาวน์โหลดเนื้อหา ซึ่ง Akamai ถือเป็นผู้ให้บริการ CDN รายใหญ่แห่งหนึ่งโลก ด้วยจำนวน Edge PoP มากกว่า 4,100 แห่งที่มีให้บริการมากกว่า 130 ประเทศและรองรับการส่งผ่านข้อมูลสูงถึงระดับ Pbps ด้วยเหตุนี้เอง Akamai จึงถือได้ว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยโลกอินเทอร์เน็ตอย่างมีนัยสำคัญ ดูแลทราฟฟิคจำนวนมหาศาลในโลก นั่นทำให้พวกเขาสามารถรับทราบความต้องการของธุรกิจได้มากกว่าใคร พร้อมกับคาดการณ์ถึงเทรนด์การใช้งานของผู้คนได้
อย่างไรก็ดีที่ผ่าน Akamai ถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยช่วยเหลือด้านประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยตลอดมา จนกระทั่งลูกค้าเริ่มเอ่ยถามถึงความพร้อมในด้านบริการคลาวด์ และเมื่อความต้องการสูงขึ้น ในปี 2022 ที่ผ่านมา Akamai จึงทำการปรับโฉมและต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายเพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าอย่างสมบูรณ์ด้วยการเข้าซื้อผู้ให้บริการคลาวด์ชื่อดังอย่าง Linode เปิดตลาดใหม่อย่างเต็มตัวภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Akamai Connected Cloud’ นั่นเอง
โดยก่อนหน้านี้ธุรกิจมากมายได้ให้ความสำคัญไปกับนโยบายคลาวด์เป็นหลัก จนกระทั่งเมื่อช่วงการเรียนรู้ผ่านพ้นไป พวกเขาจึงได้เรียนรู้ว่าตนกำลังติดกับดักสำคัญในหลายแง่มุม เช่น ค่าใช้จ่ายในการนำข้อมูลออกอาจมีสัดส่วนได้ถึง 30-40% แล้วแต่ลักษณะการใช้งาน รวมถึงผู้บริการแต่ละรายอาจมีเทคโนโลยีจำเพาะของตัวเอง ทำให้การผสมผสานการใช้งานหรือ Multi-cloud เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมีต้นทุนการบริหารจัดการสูง แทนที่ผู้ใช้จะได้ประโยชน์จากจุดเด่นในแต่ละให้ผู้บริการกลับทำไม่ได้ เช่น Database ค่าย A เหมาะกับงานมากที่สุด แต่บริการ Storage ของค่าย B มีความยืดหยุ่นมากที่สุด เป็นต้น
แนวโน้มและความท้าทายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ Akamai Connected Cloud ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง โดยเน้นไปที่การใช้งานโอเพ่นซอร์สเป็นหลัก เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีความทันสมัย มีแพ็กเกจมาพร้อมกับความต้องการขั้นพื้นฐานเบ็ดเสร็จ เช่น IP Address ฟรีค่านำข้อมูลออกจำนวนหนึ่ง ซึ่งช่วยลูกค้าลดต้นทุนแฝงและเพิ่มความคล่องตัวได้อย่างมาก ซึ่ง Akamai เองพร้อมทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์และฟังเสียงตอบรับจากทุกคน เพื่อพัฒนาบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คนอย่างแท้จริง
Akamai Cloud Computing Platform
ในช่วงถัดมาของรายการคุณ Kit Tan, Senior Enterprise Cloud Consultant ได้พาผู้เข้าร่วมทุกท่านไปรู้จักกับประโยชน์ในมุมมองต่างๆ ที่สำคัญคือบริการที่ Akamai ได้นำเสนอในบริการคลาวด์ใน 5 ส่วนคือ
1.) Virtual Machines
VMs ประกอบไปด้วยทรัพยากรหลักคือ CPU และ Memory ซึ่งรูปแบบที่ Akamai Cloud นำเสนอมีตั้งการแบ่งใช้ CPU ร่วมกัน(Shared CPU) และจองใช้แต่เพียงผู้เดียว (Dedicated CPU) โดยขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานที่ธุรกิจคาดหวัง หากงานนั้นต้องการ CPU ที่พร้อมทำงานเต็มประสิทธิภาพเสมอการจองใช้ CPU น่าจะเหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้ยังมีบริการ VMs ที่เน้นงานที่ใช้หน่วยความจำสูงๆได้ โดยเฉพาะระบบ in-memory ต่างๆ เป็นต้น รวมถึงยังมี VMs ที่ถูกออกแบบมาสำหรับงานระดับองค์กรประสิทธิภาพสูงด้วยขุมพลัง AMD EPYC แต่หากเน้นงานกราฟฟิคและ AI การเสริมพลังด้วย GPU ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ Akamai สามารถให้บริการได้
2.) Kubernetes
Linode Kubernetes Engine(LKE) หรือบริการ Managed Service Kubernetes เป็นโครงการโอเพ่นซอร์สทั่วไปที่โลกยอมรับ ด้วยเหตุนี้เองผู้ใช้งานจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย Workload ไปยังบริการ Kubernetes ค่ายอื่นๆเพื่อทำงานร่วมกัน ที่สำคัญคือบริหารจัดการได้ง่ายผ่านทาง UI หรือ API พร้อมขยายตัวเพื่อรองรับกับงานอย่างเหมาะสม ไร้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และต่อยอมกับโอเพ่นซอร์สสำหรับการทำงานอื่นๆได้เสมอ เช่น Rancher, Helm, Operators และอื่นๆ
3.) Storage
บริการ Storage มีให้เลือกได้ทั้ง 2 รูปแบบ โดยรูปแบบ Block Storage สามารถตอบโจทย์งานที่ทั่วไปถึงขั้นสูง ซึ่งสามารถรองรับ VM และ Kubernetes ได้ แต่ในการใช้งานที่เน้น Unstructure Data ทางเลือกของ Object Storage ก็สามารถตอบโจทย์ส่วนนี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดีผู้ใช้งานที่มีความกังวลเกี่ยวกับข้อมูล ท่านสามารถเลือกเสริมประสิทธิภาพได้ด้วยบริการสำรองข้อมูลที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่ม และกำหนดคาบการทำงานได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือในกรณี Off-site Backup
4.) Networking
บริการทางด้านเครือข่ายเป็นสิ่งที่ Akamai มีความถนัดมาอยู่แล้ว โดยเฉพาะ Firewall และ DDoS Protection ที่ตนเป็นผู้ตรงกลางมาตลอด ผนวกกับโครงสร้าง CDN อันแข็งแกร่งทั่วโลกจะยิ่งตอกย้ำความมั่นใจในการซักฟอกข้อมูลที่กระหน่ำเข้ามาได้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันอย่าง DNS Manager และ Load Balancer ที่พร้อมให้บริการ ตลอดจนกลไกในการบริการจัดการทราฟฟิคของธุรกิจด้วย VLAN ก็สามารถทำได้
จะเห็นได้ว่า Akamai Cloud มีความพร้อมในการให้บริการพื้นฐานไม่ต่างกับคลาวด์รายใหญ่อื่นๆมากนัก ซึ่งในส่วนของ Edge จะถูกอธิบายขยายความในส่วนถัดไป อย่างไรก็ดีในบริการพื้นฐานเหล่านี้ ผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์และการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นดังนี้
- ลดค่าใช้จ่าย – ข้อเสนอที่ทำให้ผู้ใช้งาน Akamai จะมีความได้เปรียบมากกว่าบริการจากค่ายอื่นมีอยู่หลายด้านคือ
- ใช้ประสิทธิภาพของ Shared CPU ได้มากถึง 80% ซึ่งโดยปกติแล้วบริการที่คล้ายคลึงกันจากค่ายอื่นมักมีต้นทุนและข้อจำกัดมากกว่า
- การรันตี SLA การใช้งานถึง 99.99%
- แต่ละ VM มีอัตราการใช้ทราฟฟิคขาออก (Egress Traffic) ได้ถึง 20 TB ต่อเดือนหากเกินกว่านั้นก็มีค่าบริการเพียง 0.005 เหรียญสหรัฐฯต่อกิกะไบต์ ซึ่งถือว่าถูกมากกว่ารายอื่นในท้องตลาด
- ไม่จำกัดอัตราประสิทธิภาพเครือข่ายโดยมีท่อส่งอยู่ที่ระดับ 40 Gbps
- ฟรี 1 Public IP ต่อ VM หากต้องการใช้เพิ่มเติมจะมีค่าใช้จ่ายที่ 2 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น
- ดิสก์ประสิทธิภาพสูงด้วยความจุระหว่าง 25 GB – 7.2 TB
- พร้อมปฏิบัติการด้วยเครื่องมือการพัฒนาและบริหารจัดการ – Akamai Cloud รองรับการทำงานร่วมกับเครื่องมือยอดนิยมในตลาด ที่ยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานเช่น Terraform และ Ansible ที่ช่วยในเรื่องของการจัดการโค้ดและการตั้งต่าอัตโนมัติ ตลอดจนรองรับ API และ Command Line เพื่อการบริการจัดการ หรืออาจจะทำงานผ่าน GUI ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องของการทำงานกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สอย่างเปิดกว้างมากมายในทุกระดับ เช่น Rancher, Docker, Cri-o, Kubeflow, MongoDB, neo4j, Cassandra, influxdata, NGinx, Istio, Kong, Jenkins, Grafana, Prometeus, Pulumi และอื่นๆ
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคุณด้วย Akamai EdgeWorker และ EdgeKV
งานหลายๆอย่างไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยความสามารถของเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดคอนเซปต์ของบริการที่เรียกว่า Serverless ข้อดีของบริการเหล่านี้คือผู้ใช้ไม่ต้องใส่ใจต่อการสร้างเซิร์ฟเวอร์ขอเพียงส่งคำสั่งร้องขอความต้องการไปยังผู้ให้บริการจัดการเตรียมเซิร์ฟเวอร์ชั่วคราวต่อการประมวลผลนั้นๆ อย่างไรก็ดีความท้าทายที่เกิดขึ้นเมื่อการใช้งานเกิดขึ้นเป็นครั้งๆ ก็จะมีช่วงรอความพร้อมต่อการจัดเตรียมแต่ละครั้งที่เรียกว่า ‘Cold Start’
Akamai EdgeWorker คือบริการ Serverless ที่อัปเกรตมากขึ้นด้วยความเป็นผู้ให้บริการ CDN ที่มี PoPs เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก ด้วยการติดตั้งกลไกบางอย่างให้เซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้กับผู้ใช้สามารถทำหน้าที่ตอบสนองงานในลักษณะ Serverless ได้นั่นเอง ซึ่งกลไกที่ว่าก็คือ v8 JavaScript Engine ที่ถูกพัฒนาโดย Google โดยถูกออกแบบมาให้ช่วยลดช่วงเวลา Cold Start ที่เคยเป็นปัญหา
แม้คุณสมบัติของ Serverless อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกรูปแบบการใช้งาน แต่ Akamai EdgeWorker ก็ยังสามารถถูกนำเข้าไปใช้งานได้หลายกรณี ดังนี้
- Personalization – สร้างประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของผู้ที่ร้องขอ เช่น อุปกรณ์ สถานที่ และตัวตนของผู้เข้าใช้
- Header and Cookie – ปรับแต่งข้อมูล Header และ Cookies ให้ตรงกับลักษณะของผู้ใช้หรือกฏหมายข้อบังคับด้านข้อมูล
- 3rd Part Content – นำบริการ JavaScript จากผู้ให้บริการอื่นๆเข้ามาใช้เสริมความสามารถให้เว็บของคุณ
- Dynamic Content – ผสานข้อมูลจากหลายแหล่งให้กับผู้ใช้แต่ละรายอย่างแตกต่าง
- Caching & Traffic Routing – ทำหน้าที่แบ่งเบาภาระการประมวลผลของเซิร์ฟเวอร์ตัวจริงและช่วยจัดการทราฟฟิค
EdgeKV ก็คือฐานข้อมูลประเภท Key-Value หรือ NoSQL Database โดยรูปแบบการเก็บข้อมูลจะเป็นการจับคู่ระหว่าง Key และค่านั้นๆ แนวคิดก็คือฐานข้อมูลเหล่านี้เกิดขึ้นที่ระดับ Edge กล่าวคือเป็นการแบ่งเบาภาระการประมวลผลข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์จริงที่ต้องเดินทางไกลและล่าช้ากว่า ซึ่งอาจจะนำไปใช้ประโยชน์หลายอย่างได้คือ
- ปรับแต่เนื้อหาของเว็บ เช่น URL Redirect โดยจับคู่ระหว่างค่าต้นทางและปลายทางที่ต้องการ Redirect ออกไป หรือในกรณีของการแนะนำสินค้า ปรับให้ข้อมูลตามคุณสมบัติของผู้ใช้โดยอาจจะจัดเก็บข้อมูลให้เหมาะกับปลายทางนั้นแทนที่จะต้องไปสร้างทางเลือกข้อมูลที่เซิร์ฟเวอร์จริงหลายเวอร์ชัน
- ลดภาระของการจัดการเนื้อหา เช่น สามารถแบ่งเขียนข้อมูลแบบกระจายไปสู่สถานที่ต่างๆ ช่วยบริหารจัดการ API หรือใช้เพื่อรวม Payload ตอบสนองเข้าด้วยกันในครั้งเดียว
- เสริมความมั่นคงปลอดภัย ด้วยการวางกลไกบางอย่างเพื่อตรวจสอบคัดกรองด้านความมั่นคงปลอดภัย ณ ปลายทางก่อนเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์หลัก เช่น ตรวจสอบ TLS Fingerprint, ตรวจสอบลายน้ำข้อมูลว่ามีความถูกต้องหรือไม่ (Watermasking) และอื่นๆ
หากท่านใดสนใจบริการของ Akamai Cloud, CDN และ Security สามารถติดต่อทีมงานประจำประเทศไทยของ Akamai ได้ที่ plaochai@akamai.com
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย







