[PR] “Thailand: A Nation in a Making” สุวิทย์ เมษินทรีย์ ร่วมกับ มจพ.ขับเคลื่อนบทบาทของมหาวิทยาลัย สู่ไทยแลนด์ 4.0

ความร่วมมือของภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐ เป็นพลังสำคัญ ในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว ตามยุทธศาสตร์ชาติสู่ไทยแลนด์ 4.0  นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “บทบาทของมหาวิทยาลัยที่มีต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐที่มีบทบาทสำคัญและมีส่วนร่วมกับการพัฒนาและสร้างสรรค์ด้านวิศวกรรมศาสตร์  วิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย ร่วมกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ณ อาคารนวมินทรราชินี มจพ.พร้อมชมนวัตกรรมฝีมือคนไทยสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-Curve และชมการเรียนการสอน โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน ภายใต้วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ.

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานเปิดงาน ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “Thailand: A Nation in a Making”  เน้นย้ำถึงความสำคัญที่ประเทศจะต้องปรับเปลี่ยนให้ทัน เพื่อรับมือกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นพลวัต ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มีสิ่งประดิษฐ์เชิงนวัตกรรมหลายชิ้นที่สร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคมไทย ก่อเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาพรวม และนับเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศ ตอบโจทย์ Thailand 4.0 บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยไม่เพียงเฉพาะรังสรรค์นวัตกรรมในการยกระดับการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นสถาบันการศึกษาที่จะสร้าง “คนไทยในศตวรรษที่ 21” ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอีกด้วย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมผลงานวิจัยนวัตกรรม สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-Curve โดยคณาจารย์ นักวิจัย อาทิ นวัตกรรมน้ำยาดัดแปรเพื่อผสมกับน้ำยางพาราสด สำหรับใช้เป็นวัสดุก่อสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์, การสร้างเครื่องจักรกลเพื่อการแปรรูปสมุนไพร หม้อกวนเข้ายาน้ำมันสมุนไพรไทยสองชั้น เพื่อประหยัดพลังงาน, นวัตกรรมด้านหุ่นยนต์กู้ภัย IRAP ROBOT ซึ่งคว้าแชมป์โลก 7 สมัย, การสร้างดาวเทียมแนคแซท (KNACK SAT) ดาวเทียมขนาดเล็กฝีมือคนไทย เพื่อปฏิบัติภารกิจถ่ายภาพโลกจากอวกาศ และการพัฒนายานขับเคลื่อนใต้น้ำชนิดใช้สายควบคุม (ROV) เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมต่างๆ จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในการขับเคลื่อนประเทศ ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติต่อไป

นอกจากนี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้เยี่ยมชมการเรียนการสอน โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน ภายใต้วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. โดย นายสุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) กล่าวว่า “โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน ได้พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เป็นหลักสูตร “เตรียมวิศวกรรมศาสตร์” ซึ่งเปิดสอนในสาขาวิชาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สาขาเครื่องกล และสาขาโยธา มีการจัดการเรียนการสอนแบบวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งเน้นการสร้างนักเรียนที่พร้อมจะเป็นวิศวกรในอนาคต พร้อมทั้งชมการสาธิตเทคนิคการเชื่อม, การทำโปรแกรมสั่งการหุ่นยนต์ และห้องปฎิบัติการต่างๆ เน้นความสามารถด้านการคำนวณและทักษะพื้นฐานด้านวิศวกรรม โดยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ระหว่างรัฐบาลไทยกับเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศที่มีจุดแข็งด้านวิศวกรรมศาสตร์และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ  โดยสร้างบุคลากรที่ไม่จำกัดเฉพาะสายสามัญ แต่ยังผลิตกำลังคนสายอาชีพ ตอบรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน”

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “สถาบันการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของชาติ เพื่อรองรับการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยนวัตกรรมและองค์ความรู้ บุคลากรที่มหาวิทยาลัย ผลิตเข้าสู่สังคมไทยจะต้องเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นวิศวกรที่มี “Head & Hand” ในเวลาเดียวกัน และการ

ฝึกให้มีทักษะงานฝีมือในเชิงช่างและวิศวกรรมเชิงปฏิบัตินั้น ช่วยหล่อหลอมให้นักเรียนโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ มีจิตใจที่ปราณีต มีวินัย มีความอดทน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตอบโจทย์ Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม”


About TechTalkThai PR 2

Check Also

[Guest Post] ฟูจิตสึเปิดตัวแบรนด์ธุรกิจใหม่ Fujitsu Uvance มุ่งแก้ปัญหาสังคม ด้วยนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน

โตเกียว, –  ฟูจิตสึได้เปิดตัวแบรนด์ธุรกิจระดับโลกใหม่ล่าสุด Fujitsu Uvance ซึ่งจะนำเสนอโซลูชั่นด้านทรานส์ฟอร์เมชั่นเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน  Fujitsu Uvance จะใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาของฟูจิตสึใน 7 ด้านที่สำคัญ เพื่อมอบคุณประโยชน์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด นั่นคือ “การทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้นด้วยการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมโดยอาศัยนวัตกรรม”

‘ไอบีเอ็ม’ โชว์ล้ำเครื่องมือ AI ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยองค์กรตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและปัญหาสภาพภูมิอากาศ

กรุงเทพฯ​ ประเทศไทย – 12 ต.ค. 2564: วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE:IBM) ได้ประกาศเปิดตัวชุดเครื่องมือที่ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ความสามารพของ AI ในการช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านอากาศและสภาพภูมิอากาศที่อาจดิสรัปท์ธุรกิจ พร้อมสามารถประเมินผลกระทบที่องค์กรสร้างขึ้นต่อโลกได้ง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลและการจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้อง