Breaking News

สรุปงานสัมมนา Schneider Electric : Life at the Edge

Edge Computing กำลังเป็นประเด็นที่มาแรงในช่วงนี้ ซึ่งมีหลายบทคาดการณ์ที่บ่งชี้ไปในแนวเดียวกันว่าในอนาคตอันใกล้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านทางทีมงาน TechTalkThai ได้รับเกียรติจาก Schneider Electric ให้เข้าร่วมงามสัมมนาในหัวข้อ ‘Life at the Edge’ ทางเราจึงไม่รอช้าที่จะนำความหมายและมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี Edge จากทางบริษัทชั้นนำที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์มาให้ทุกท่านได้ติดตามกันครับ

เครดิต : IDC

ปี 2022 ข้อมูล 40% จะถูกประมวลผลที่ Edge และภายในปี 2025 จะเพิ่มสูงขึ้นกลายเป็น 70%” นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหัวข้อการบรรยายของคุณ Geln Duncan, ผู้ช่วยผู้อำนวยการวิจัยจาก IDC ของภูมิภาค APeJ ที่ได้บรรยายถึงความสำคัญของ Edge นอกจากนี้เขายังได้กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ไว้ดังนี้

  • เทคโนโลยีฝั่งมือถือล้ำหน้าไปไกลกว่า IT Infrastructure จนต้องเร่งปรับตัว
  • องค์กรพยายามปรับส่วน OT ซึ่งถือเป็น Legacy เข้าหา IT มากขึ้น
  • ความโดดเด่นของเทคโนโลยี AI / ML ช่วยให้ระบบมีความชาญฉลาดอย่างเห็นได้ชัด
  • ผู้ใช้งานต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น 
  • HCI คือปัจจัยชี้วัดการเจริญเติบโตของ Edge ซึ่งในช่วงหลังมีการเติบโตเพิ่มขั้นในหลายประเทศอย่างชัดเจน
  • เหตุผลหลักจากผลสำรวจที่คนต้องการ Edge คือเรื่อง Security, Reliability และ Availability 

Edge คืออะไรกันแน่ ?

คุณ Kevin Brown, SVP of Innovation and CTO, Secure Power Division ได้ชี้ว่าอันที่จริงแล้วมีคำกล่าวถึง Edge ในหลายแง่มุมซึ่งถือว่าเป็น Buzzword เลยทีเดียว ทั้งนี้เราสามารถตีความได้ตามแต่บริบทของการใช้งานเช่น หากเราใช้มือถือคุยกับดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อประมวลผลก่อนส่งขึ้น Cloud จะถือว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็น Edge ในอีกสถานการณ์หนึ่งคือหากเราใช้ IoT ส่งข้อมูลไปประมวลผลที่มือถือและส่งต่อให้ Cloud ตัวมือของเราก็ถือว่าเป็น Edge แต่ในมุมมองของ Schneider Electric ได้แบ่ง Edge ออกเป็นโครงสร้างตามรูปด้านล่างที่ประกอบด้วย Regional Edge และ Local Edge ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองกับแหล่งกำเนิดข้อมูลเป็นหลายระดับนั่นเอง

เครดิต : Schneider Electric

อย่างไรก็ดีไม่ใช่ว่าทุกอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมี Edge แต่โดยหลักๆ แล้วจากประสบการณ์ของทาง Schneider Electric ได้เล็งเห็น 3 อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนคือธุรกิจกลุ่ม Commercial (ค้าปลีก, Healthcare, Finance และ Education), Industrial (oil&gas, Mining, Automotive และ Manufacturing), และ Telecommunication

เครดิต : Schneider Electric

สำหรับเหตุผลที่เราจำเป็นจะต้องมี Edge นั้นเพราะเรื่องของ Customer Experience ที่ปฏิสัมพันธ์กับการประมวลผลได้ใกล้กว่า อีกมุมหนึ่งที่สำคัญและหลายคนคิดไม่ถึงก็คือเรื่องของ Availability ที่คุณ Kevin ชี้ว่าการทำ Tier นั้นจะสามารถลด Downtime ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ (ตามภาพด้านบน) แต่การเกิดขึ้นของ Edge ยังมีปัญหาตามมาหลายด้านที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องคำนึงถึงดังนี้

  • Security Control
  • การทำ Redundancy
  • วางแผนระบบความเย็น
  • ระบบติดตามการทำงานและการบริหารจัดการ
  • จัดหาทีมงานที่มีทักษะในการดูแล

ด้วยเหตุนี้เองทาง Schneider Electric ซึ่งเป็นผู้นำในด้านบริหารจัดการการใช้พลังงานจึงวางแผนแก้ไขปัญหาข้างต้นด้วยองค์ประกอบ 3 ข้อคือ

1.Integrated Ecosystem 

ต้องมีการบูรณาการหลายภาคส่วน (Ecosystem) เพื่อสร้างโซลูชันเหล่านั้นให้เกิดขึ้น โดยสรุปได้ดังนี้

  • ระบบใน Edge ต้องมีคุณสมบัติรวมความสามารถหลายด้านไว้ในชุดเดียว เช่น Security, Power, Cooling โดย Schneider Electric ได้นำเสนอโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ได้ตามความต้องการ เช่น Micro data Center, Row Data Centers และ Modular all-in-one data center (ตามรูปด้านล่าง)
  • Edge ไม่ได้หมายถึงแค่อุปกรณ์จาก Schneider Electric เท่านั้นแต่ยังประกอบด้วยผู้เล่นรายอื่นๆ ที่มีความถนัดแตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีความร่วมมือเกิดขึ้นด้วยการเปิดแพลตฟอร์มให้พันธมิตรเข้ามาทำงานร่วมกันได้ เช่น HPE, Dell, Cisco และอื่นๆ 
  • System Integrator และ Managed Service Provider ถือเป็นหัวใจสำคัญในเข้าถึงและดูแลลูกค้าอย่างแท้จริง
เครดิต : Schneider Electric

2.Management Tools

ด้วยความที่ระบบมีความหลากหลายทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ทั้งการบริหารจัดการ IP ระบบติดตามปัญหา ระบบการแจ้งเตือน ดังนั้นทาง Schneider Electric จึงได้วางแผนและพัฒนาซอฟต์แวร์โดยได้ตั้งเป้าว่าเครื่องมือจะต้องเป็น Cloud เพื่อให้เกิดตุณสมบัติจ่ายตามจริง อัปเดตล่าสุดและสำรองข้อมูลได้สม่ำเสมออย่างอัตโนมัติ เข้าถึงได้ทุกที และใช้งานได้ง่าย ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าอย่างสูงสุด

3.Analystics

คุณ Kevin ชี้ว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดความเป็น Analytics มีอยู่ 4 ปัจจัยด้วยกัน

  • ต้องมีแหล่งเก็บข้อมูลที่ยืดหยุ่นอย่าง Cloud
  • ต้องมี Data ปริมาณมากๆ และถูกเก็บไว้ใน Data Lake 
  • มีผู้เชี่ยวชาญที่รู้เกี่ยวกับข้อมูลนั้นๆ มาวิเคราะห์ข้อมูล เช่น หากเป็นข้อมูลเรื่องไฟฟ้าก็ต้องหาคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นมาด้วย
  • มีผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning มาสร้างโมเดลให้

อย่างไรก็ดีจากแนวของแก้ปัญหาข้างต้นนั้นทาง Schneider Electric จึงได้เตรียมการจนออกมาเป็นโซลูชันที่ชื่อว่า Ecostruxture ซึ่งได้ออกมาตั้งแต่ราวปี 2016 แล้ว ที่ประกอบไปด้วยความสามารถทั้งหมดที่กล่าวมา โดยเราจะขออธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อ “พาชม Innovation Hub ของ Schneider Electric และรู้จักกับแนวคิด EcoStruxure” ครับ



About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Aruba SD-Branch แตกต่างจาก SD-WAN ทั่วไปอย่างไร?

ถึงแม้ SD-WAN จะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรจำนวนมากได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากจะช่วยให้การจัดการระบบเครือข่ายที่สาขาเป็นไปได้อย่างเบ็ดเสร็จครบถ้วนอย่างแท้จริงแล้ว Aruba SD-Branch ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการนำไปใช้งานไม่น้อย และสิ่งที่ทำให้โซลูชัน SD-Branch แตกต่างจาก SD-WAN ก็มีดังนี้

AIS Business เปิดตัวบริการ Cloud Enterprise Object Storage ตอบโจทย์การจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่โดยไม่คิดค่า Data Transfer ในไทย

เพื่อตอบโจทย์การจัดเก็บและใช้งานข้อมูลในธุรกิจองค์กรที่หลากหลายขึ้น AIS Business จึงได้ร่วมมือกับ VMware และ Cloudian เปิดตัวบริการ AIS Enterprise Object Storage บน Cloud เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกใหม่ในการใช้งาน …