CC EAL4+ / ICSA / FCC / RoHS มาตรฐานเหล่านี้คืออะไร ?

หลายท่านเมื่ออ่าน Data Sheet ของผลิตภัณฑ์ประเภท IT Enterprise-grade หรือในเอกสารข้อกำหนดโครงงาน (Term of Reference) แล้วเจอการบรรยายคุณสมบัติ เช่น “ผ่านการประเมิน Common Criteria EAL4+”, “ได้รับการรับรองจาก ICSA” หรือ “ผ่านมาตรฐานสินค้า CE, FCC หรือเทียบเท่า” คงมีข้อสงสัยหรือคำถามเกิดขึ้นในใจแน่นอนว่า ตัวอักษรย่อ การรับรอง หรือมาตรฐานเหล่านี้คืออะไร มีความหมายว่าอย่างไร แล้วมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ

ทางทีมงาน TechTalkThai จึงรวบรวมข้อมูลมาตรฐานเหล่านี้มาเพื่อให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับ Enterprise IT ได้เข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของมาตรฐานดังกล่าว โดยขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ มาตรฐานความปลอดภัยทางด้าน IT และเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์

มาตรฐานความปลอดภัยทางด้าน IT

หลักๆที่เห็นกันบ่อย มีทั้งหมด 3 มาตรฐาน คือ Common Criteria, ICSA และ FIPS 140-2

Common Criteria

cc_logo

คือ ชุดของแนวทางและคุณสมบัติสากลที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินผลิตภัณฑ์ทางด้านความปลอดภัยของข้อมูล โดยเน้นความปลอดภัยตามมาตรฐานของรัฐบาล แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบหลัก คือ โปรไฟล์การป้องกัน (Protection Profile: PP) และระดับความมั่นใจจากการทดสอบ (Evaluation Assurance Level: EAL)

  • PP เป็นตัวกำหนดมาตรฐานของความปลอดภัยสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท เช่น ไฟร์วอลล์
  • EAL เป็นตัวกำหนดความละเอียดในการทดสอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้ชี้วัดความมั่นใจของผู้ใช้งานได้ แบ่งเป็นระดับ EAL1 – EAL7 ต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด ระดับที่สูงไม่ได้หมายความว่ามีความปลอดภัยสูง แต่ผ่านการทดสอบอย่างละเอียดหลากหลายรูปแบบ

EAL ยิ่งระดับสูงยิ่งใช้เวลานานในการทดสอบ และเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แล้ว หลายผลิตภัณฑ์จึงเลือกทดสอบที่ระดับ 2 ถึง 4 นอกจากนี้ บางกรณีเราอาจเห็นเครื่องหมาย + ต่อท้ายมาตรฐาน เช่น EAL4+ นั่นหมายถึง การทดสอบมีการขยายขอบเขตเพื่อเพิ่มระดับความมั่นใจมากกว่าขอบเขตปกติ สรุป คือ Common Criteria EAL ระดับยิ่งสูงยิ่งดี ซึ่งส่วนใหญ่จะพบสูงสุดที่ EAL4+

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.commoncriteriaportal.org/

ICSA (International Computer Security Association)

ICSA_Cert_WebFirewall_2C

ICSA Labs เป็นหน่วยงานอิสระของ Verizon ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1989 เพื่อให้การรับประกันเทคโนโลยีทางด้านความปลอดภัยและด้านสาธารณสุขแก่ผู้ใช้งานและองค์กรต่างๆ โดย ICSA LAbs จะทำการทดสอบเพื่อชี้วัดความสามารถ, ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพ รวมทั้งให้การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยแก่ผลิตภัณฑ์ IT ชั้นนำระดับโลก ซึ่งปัจจุบันให้บริการ 4 อย่าง คือ

  • การดำเนินการตามสมาคม และการทดสอบและออกใบรับรองตามมาตรฐาน ISO
  • ให้บริการการทดสอบสำหรับองค์กรและผู้พัฒนาระบบ
  • การทดสอบและออกใบรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์ IT ทางด้านสาธารณสุข
  • ให้บริการทดสอบตามมาตรฐานของรัฐบาล

ICSA Labs ปัจจุบันให้การทดสอบและออกใบรับรองแก่ผลิตภัณฑ์ทางด้านความปลอดภัย ได้แก่ Anti-virus, Firewall, IPsec VPN, SSL VPN, Cryptography, IPS และอื่นๆ

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.icsalabs.com/

FIPS 140-2 (Federal Information Processing Standard Publication 140-2)

FIPS 140-2 เป็นมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์สำหรับโมดูลของการเข้ารหัสของรัฐบาลสหรัฐฯ ออกโดยสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) และถูกนำมาใช้ร่วมกับสถาบันเพื่อความปลอดภัยในการสื่อสารของรัฐบาลแคนาดา (CSE)

มาตรฐาน FIPS 140-2 เป็นข้อกำหนดความปลอดภัยของการเข้ารหัสข้อมูลที่ไม่เป็นความลับ (Unclassified Information) ในระบบ IT โดยแบ่งเป็นระดับ 1 – 4 ต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการเข้ารหัสภายใต้สภาพแวดล้อมและแอพพลิเคชันประเภทต่างๆ ได้แก่ การออกแบบ และติดตั้งโมดูลการเข้ารหัส, อินเตอร์เฟสของโมดูล, ความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์, ความปลอดภัยของซอฟต์แวร์, การจัดการ Key, อัลกอริธึมในการเข้ารหัส, การรบกวนและการเข้ากันได้ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI/EMC) เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://csrc.nist.gov/groups/STM/cmvp/standards.html

เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์

มีหลากหลายเครื่องหมายรับรองขึ้นอยู่กับประเทศและภูมิภาค ที่พบบ่อย ได้แก่ FCC, CE, UL, RoHS และ VCCI

FCC (Federal Communications Commission)

fcc_marking_1FCC เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับคลื่นความถี่วิทยุของรัฐบาลสหรัฐฯ ออกโดยคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร เพื่อวางระเบียบให้แก่ อุปกรณ์ประเภทวิทยุ โทรทัศน์ ผู้ให้บริการการสื่อสารระหว่างรัฐ และงานให้บริการระหว่างประเทศที่อยู่ในสหรัฐฯ รวมทั้งคอมพิวเตอร์ที่ผลิตสัญญาณความถี่วิทยุ ซึ่งอาจจะไปรบกวนการกระจายสัญญาณทางธุรกิจ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เหล่านี้ต้องได้รับการรับรองจาก FCC ก่อนที่จะนำเข้ามาขายในประเทศสหรัฐฯ โดยข้อกำหนด FCC จะถูกแบ่งออกเป็น 2 คลาส คือ Class A สำหรับในในงานอุตสาหกรรมหรือด้านธุรกิจ และ Class B สำหรับใช้งานตามบ้าน

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.fcc.gov/

CE (European Conformity)

ce_marking_1เดิมทีใช้ตัวย่อ EC แต่เปลี่ยนมาเป็น CE อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1993 เครื่องหมาย CE บนผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการรับรองจากโรงงานผลิตว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดทางด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามกฏหมายและกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องของเครือสหภาพยุโรป (EU)

เครื่องหมาย CE ที่กำกับอยู่บนผลิตภัณฑ์เป็นตัวระบุว่าอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถวางจำหน่ายและเคลื่อนย้ายอย่างเสรีภายใต้เขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area: EAA) ได้ ยกเว้น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสมาชิกภายในเครือสหภาพยุโรปจะออกกฏหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกฏระเบียบข้อบังคับของเครือสหภาพยุโรป (EC Directives) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมาย CE

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://ec.europa.eu/enterprise/policies/single-market-goods/cemarking/index_en.htm

UL (Underwriters Laboratories)

ul_marking_1UL เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยให้บริการการทดสอบและออกใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์มานานกว่า 100 ปี

UL ทำการประเมินผลิตภัณฑ์, ชิ้นส่วน, วัสดุ และระบบ โดยมีมาตรฐานรองรับไม่น้อยกว่า 1,200 มาตรฐาน จุดประสงค์หลักของ UL คือ การสนับสนุนให้ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในการทำงานมีความปลอดภัย โดยใช้วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทางด้านไฟฟ้า, เครื่องมือการแพทย์, เครื่องมือป้องกันอัคคีภัย, ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์, ยาง, สายไฟฟ้า, พลาสติก และอื่นๆ

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.ul.com/

RoHS (Restriction of Hazardous Substances Directive)

RoHS เป็นมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดที่ 2002/95/EC ของเครือสหภาพยุโรป (EU) ว่าด้วยเรื่องการใช้สารที่เป็นอันตรายในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้กำลังไฟฟ้าในการทำงาน เช่น โทรทัศน์, วิทยุ, อุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ชิ้นส่วนภายในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ตั้งแต่แผงวงจร, อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ จนไปถึงสายไฟ จะต้องผ่านตามข้อกำหนดดังกล่าว

สารที่ถูกจำกัดปริมาณในปัจจุบันมี 6 ชนิด คือ ตะกั่ว (Pb), ปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), เฮกสะวาเลนท์ โครเมียม (Cr6+), โพลีโบรมิเนต ไบเฟนนิลส์ (PBB) และ โพลีโบรมิเนต ไดเฟนนิล อีเธอร์ (PBDE) โดยต้องมีปริมาณไม่เกิน 0.1% หรือ 1000 ppm โดยน้ำหนัก ยกเว้นแคดเมียมที่ต้องไม่เกิน 0.01% หรือ 100 ppm อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อยกเว้นสำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ยังไม่สามารถหาสารอื่นมาใช้ทดแทนได้ หรือสารทดแทนมีอันตรายมากกว่า

rohs_marking

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://corvalent.com/support/restriction-of-hazardous-substances-directive-rohs/

VCCI (Voluntary Control Council for Interference)

vcci_logo_1VCCI เป็นมาตรฐานแจ้งเตือนการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยรัฐบาลญี่ปุ่น สำหรับผลิตภัณฑ์ IT โดยเฉพาะ มาตรฐานนี้ไม่ได้ถูกใช้บังคับ แต่บริษัทส่วนใหญ่ก็นำผลิตภัณฑ์เข้าทดสอบมาตรฐานดังกล่าวเพื่อระบุถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่เข้ารับทดสอบจะได้กำกับเครื่องหมาย VCCI ซึ่งจะถูกแบ่งเป็น 2 คลาส คือ

  • Class B หรือ VCCI-B คือ ผลิตภัณฑ์อาจก่อให้เกิดการรบกวนของคลื่นวิทยุภายใต้สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยซึ่งมีเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์อยู่ในรัศมี 10 เมตร
  • Class A หรือ VCCI-A คือ ผลิตภัณฑ์อาจก่อให้เกิดการรบกวนของคลื่นวิทยุภายใต้สภาพแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยนอกเหนือขอบเขตของ Class B

รายละเอียเพิ่มเติม: http://www.vcci.jp/vcci_e/index.html

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

SailPoint เข้าซื้อ Entro สตาร์ทอัพความมั่นคงปลอดภัยเอเจนต์ AI

SailPoint Technologies ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Entro Security สตาร์ทอัพผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยองค์กรในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์

1Password เข้าซื้อกิจการ Apono ผู้ให้บริการการเข้าถึงแบบ Just-In-Time

1Password ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Apono เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับปัญญาประดิษฐ์ ทว่าไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขและมูลค่าทางการเงินของข้อตกลง

Leave a Reply