ประเทศไทยจะปกป้อง”เมืองอัจฉริยะ”ให้มั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร ?

ในบทความนี้ Gigamon จะมาแนะนำถึงวิธีที่รัฐบาลควรใช้เพื่อจัดลำดับความสำคัญ ในการป้องกันและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้ได้อย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ มักจะคุ้นเคยกับการแข่งขันกันเพื่อจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งและมีอำนาจมากที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ทุกประเทศต่างก็หันมาแข่งขันเพื่อจะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดแทน รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยได้กล่าวว่า “เราต้องเป็นที่หนึ่ง” ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีได้กลายเป็นความสำคัญระดับต้นๆที่ผู้นำของประเทศในอาเซียนทุกคนต่างต้องให้ความสนใจ

แต่นวัตกรรมไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงและรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าใจถึงจุดเปราะบางของระบบเศรษฐกิจแบบเสมือนนี้ การมีระบบเครือข่ายใหม่หมายถึงการต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและแรงงานใหม่ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็หมายถึงการที่แฮกเกอร์จะมีวิธีการในการโจมตีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบันนี้ที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยี IoT ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเรากำลังจะได้เรียนรู้ว่าเมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเสริมความชาญฉลาดให้กับการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรทำก็คือต้องมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ควบคู่ไปด้วย และเราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของ Gigamon เพื่อเจาะลึกเพิ่มเติมกันในประเด็นนี้

วิสัยทัศน์ของประเทศไทย

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ปี 2020 อย่างเต็มตัว และเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลก็ได้ส่งเสริมให้ 27 จังหวัดทั่วประเทศไทยเข้าร่วมโครงการเครือข่ายระดับโลกของมาสเตอร์การ์ดที่มีชื่อว่า City Possible ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนเมือง ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีเมืองอัจฉริยะแล้วสามแห่ง ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี(อ.ศรีราชา)และกรุงเทพฯ โดยกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทยได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 75 จากเมืองอัจฉริยะทั่วโลกจำนวน 102 แห่ง และการขยายจำนวนเมืองอัจฉริยะถือเป็นเสาหลักสำคัญของนโยบาย ‘Thailand 4.0’ ของรัฐบาลไทยซึ่งได้ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุ 100 เมืองอัจฉริยะในปี 2022

เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ท้าทายนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เหมาะสม โดยนโยบาย Thailand 4.0 ได้เชื่อมโยงหน่วยงานทางด้านพลังงาน, การขนส่งและหน่วยงานสำคัญอื่น ๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้าง “ความพร้อมทางดิจิทัล” และ ” Sensorisation (การติด Sensor กับข้อมูลในทุกช่องทาง)” ซึ่งต้องมีการใช้งานอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ในการเก็บรวบรวม ตรวจสอบติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลได้ทั่วถึงทั้งประเทศ อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีและระบบในอดีตที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือกับแนวโน้มของภัยคุกคามในปัจจุบันนั้น จะกลายเป็นระบบที่ถูกใช้งานเพื่อทำการเชื่อมต่อกับเครือข่ายข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งก็หวังว่าทุกการเชื่อมต่อนี้จะอยู่ในสายตาและความดูแลของผู้นำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

ในมุมของรัฐบาลนั้นก็มีการผลักดันด้านการลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพด้านดิจิทัล โดย DEPA หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economic Promotion Agency) ได้สนับสนุนทุนจำนวน 200 ล้านบาท (6.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ให้แก่ธุรกิจสตาร์ตอัพและ SMEs ซึ่งบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้ก็มักจะขาดงบประมาณและทรัพยากรสำหรับสร้างมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เพียงพอ แต่กลับมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นเป็นหลักแทน

ตรวจสอบและดูแลให้ทั่วถึง – หรือจะปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับภัยคุกคาม

ความสามารถในการตรวจสอบระบบเครือข่ายทั้งหมดของคุณได้อย่างทั่วถึงเป็นรากฐานสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแข็งแกร่ง เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดระดับความสำคัญในการป้องกันและตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็ว

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบระบบเครือข่าย Gigamon มองว่าสำหรับระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศนี้ การมีปริมาณการรับส่งข้อมูลอย่างมหาศาลเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างอุปกรณ์จำนวนมาก ย่อมทำให้เกิดโอกาสที่จะถูกโจมตีด้วยวิธีการที่หลากหลาย เต็มไปด้วยช่องโหว่ที่อาจมองไม่เห็นและง่ายต่อการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

การตรวจสอบระบบเครือข่ายได้อย่างทั่วถึงในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเครือข่ายถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่าง Gigamon สำหรับองค์กรที่ต้องการขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและหน่วยงานภาครัฐที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ โซลูชั่นสำหรับองค์กรเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและทำการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แบบ Real-time เพื่อตอบสนองความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) รูปแบบใหม่นี้ได้ทันที

คุณเชน บัคลีย์ (Shane Buckley) ประธานและผู้นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Gigamon ได้แนะนำเคล็ดลับแรกสำหรับผู้นำทางธุรกิจคือ “การสร้างวัฒนธรรมหลักจากบนลงล่าง” ทั้งซีอีโอหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ที่อยู่ระดับสูงจะต้องแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังจับตามองและตรวจสอบระบบเครือข่ายที่ตนเองดูแลอยู่

อีกคำแนะนำที่สำคัญคือ “ต้องสามารถตรวจสอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเครือข่ายของคุณได้ตลอดเวลา” เมื่ออุปกรณ์ IoT สร้างข้อมูลปริมาณมหาศาลเกินกว่าที่จะจัดการได้ การตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงนั้นถือว่ามีความสำคัญพอ ๆ กับทักษะทางเทคนิคเลยทีเดียว เพราะถ้าคุณไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น คุณก็จะไม่สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

Gigamon ระบุว่า ‘ปัญหาความท้าทายในเรื่องความสลับซับซ้อนของระบบเครือข่ายของประเทศไทย’ เป็นโจทย์สำคัญซึ่งต้องใช้โซลูชั่นในการตรวจสอบระบบเครือข่ายได้ จากการที่ Gigamon มีพันธมิตรที่หลากหลาย ก็ทำให้ Gigamon กลายเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการมุ่งหน้าสู่เส้นทางดิจิทัลของประเทศไทยมาตั้งแต่เปิดตัวแผน “Digital Thailand” ของรัฐบาลเมื่อสี่ปีก่อนหน้านี้

ต้องจับตามองความเสี่ยงอยู่เสมอ

สำหรับรัฐบาลไทย การป้องกันเชิงดิจิทัลถือว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับนวัตกรรมเชิงดิจิทัลเลยทีเดียว และที่ผ่านมาก็ได้มีการออกกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมอบอำนาจให้แก่ผู้นำในหน่วยงานภาครัฐเพื่อทำการติดตาม ตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้สามารถค้นหาว่ามี “ภัยคุกคามไซเบอร์” กำลังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญเกิดขึ้นอยู่หรือไม่

เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้จัดการประชุมครั้งแรกขึ้นเพื่อจัดทำแนวทางสำหรับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ FinTech เองก็กำลังเข้ามามีบทบาทกำหนดอนาคตระบบการเงิน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ก็กำลังเร่งพัฒนาแนวทางในการทำ e-KYC เพื่อตอบสนองการปฏิวัติการชำระเงินแบบดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ และเพื่อที่จะสามารถตามระบบเครือข่ายที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ให้ทัน หน่วยงานภาครัฐก็จะต้องมีการเฝ้าระวังที่เข้มงวดมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ก็มีความพยายามที่จะผลักดันให้บริการดิจิทัลและข้อมูลสาธารณะสามารถถูกเข้าถึงโดยประชาชนได้มากขึ้น ด้วยการนำเสนอเครื่องมือสำหรับ “การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้เพียงใช้ปลายนิ้วสัมผัส” จะเห็นได้ว่าความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้อย่างทั่วถึงนี้เป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องตนเองให้ปลอดภัย

การมีโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งนี้จะปูทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต และคุณพอล ฮอปเปอร์ (Paul Hopper) ผู้ดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Gigamon ก็ได้ระบุว่า “การมองเห็นและตรวจสอบได้อย่างทั่วถึงนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำโครงการด้าน Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จ” คำแนะนำของเขาได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเดินทางของประเทศไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะและการเป็นผู้นำระดับโลก ทุกสายตาล้วนกำลังจับตามองไปที่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยังใหม่นี้ เพื่อติดตามก้าวถัดไปในอนาคต และเราก็หวังว่ารัฐบาลไทยจะสามารถดูแลปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ของตนเองได้อย่างครอบคลุม

บทความนี้จัดทำโดยคุณสุทิศา จิตภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำประเทศไทยของ Gigamon

ที่มา: https://govinsider.asia/security/how-can-thailand-secure-its-smart-cities/


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Gartner ออก Magic Quadrant ด้าน Meeting Solutions ปี 2021 – Microsoft, Cisco, Zoom ยังครองแชมป์

Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกรายงาน Magic Quadrant ทางด้าน Meeting Solutions ประจำปี 2021 ผลปรากฏว่าผู้ครองตำแหน่ง Leader ยังคงเป็น 3 Vendors …

Google เปิดตัว Android 12 อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Pixel 6 และ Pixel 6 Pro

Google ได้ประกาศเปิดตัว Android 12 อย่างเป็นทางการแล้ว เสริมฟีเจอร์ด้าน Privacy Control พร้อมเปิดตัว Pixel 6 และ Pixel 6 Pro