Sangfor ได้รับการยอมรับในฐานะ Representative Vendor ใน Gartner® Market Guide for Cloud Infrastructure Sovereign Solutions [Guest Post]

หลังจากที่ Sangfor ได้รับการระบุชื่อในรายงาน Gartner® Market Guide for Private Clouds เมื่อไม่นานมานี้ Sangfor มีความยินดีที่จะประกาศอีกหนึ่งการยอมรับสำคัญ โดยได้รับการระบุชื่อเป็น Representative Vendor ในรายงาน Gartner® Market Guide for Cloud Infrastructure Sovereign Solutions

ในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน Cloud Computing และ Cybersecurity Sangfor เชื่อว่าการได้รับการยอมรับในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้าน Digital Sovereignty หรืออธิปไตยทางดิจิทัล ที่เพิ่มสูงขึ้น ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมข้อมูล การดำเนินงาน และเทคโนโลยีของตนเองได้มากขึ้น ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ตามรายงานของ Gartner ระบุว่า

“ผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการความต้องการด้าน AI ขั้นสูง กำลังผลักดันให้เกิดความต้องการโซลูชันด้าน Digital Sovereignty อย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก”

Gartner ยังระบุเพิ่มเติมว่า

องค์กรทั่วโลกกำลังแสวงหาความเป็นอิสระที่มากขึ้น และต้องการควบคุมข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ โครงสร้างพื้นฐานด้านการดำเนินงาน และเทคโนโลยีพื้นฐานของตนเองอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้ยังคงมีความซับซ้อนและยากต่อการตัดสินใจ เนื่องจาก

ตลาด Cloud Sovereignty มีความยากในการประเมินและเลือกใช้งาน เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลากหลายประเภทมาบรรจบกัน โดยแต่ละรายมีจุดแข็งในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน

Gartner ให้นิยามโซลูชันด้าน Digital Sovereignty ว่าเป็น

เทคโนโลยีและบริการที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการควบคุมหรืออิทธิพลจากต่างประเทศที่อาจส่งผลต่อข้อมูลและการดำเนินงาน พร้อมทั้งช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดภายในประเทศได้อย่างถูกต้อง

โซลูชันเหล่านี้ครอบคลุมความสามารถต่าง ๆ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การกำกับดูแลข้อมูล การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง และแพลตฟอร์ม Sovereign Cloud

รายงานดังกล่าวยังระบุหลักการสำคัญ 3 ประการของ Sovereignty ได้แก่

1.) Data Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูล

ครอบคลุมทุกมิติของการบริหารจัดการข้อมูลที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบของเขตอำนาจศาลที่ข้อมูลนั้นถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกจัดเก็บอยู่ที่ใดก็ตาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ขอบเขตของข้อมูลต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศหรือเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง

2.) Operational Sovereignty หรืออธิปไตยด้านการดำเนินงาน

หมายถึงระดับที่องค์กรลูกค้าสามารถมองเห็น ตรวจสอบ และควบคุมการดำเนินงานของผู้ให้บริการได้ Technological

3.) Sovereignty หรืออธิปไตยทางเทคโนโลยี

หมายถึงระดับที่องค์กรลูกค้าสามารถรับประกันความต่อเนื่องในการใช้งานเทคโนโลยี และสามารถควบคุมสิทธิ์ในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีได้ ซึ่งรวมถึงความสามารถในการดำเนินงานต่อไปได้ แม้จะไม่เชื่อมต่อหรือไม่พึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายนั้น

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว Gartner แนะนำให้ดำเนินการดังนี้

ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง

องค์กรควรกำหนดให้มีการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงต่อข้อกำหนดด้าน Digital Sovereignty ขององค์กร เนื่องจากการระบุความต้องการที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินและเลือกทางเลือกที่เหมาะสมจากตลาดที่มีผู้ให้บริการหลากหลาย

ดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ หรือ Business Impact Analysis (BIA)

องค์กรควรใช้ BIA เพื่อวิเคราะห์และปรับแต่งข้อกำหนดด้าน Sovereignty ของตนเองอย่างรอบคอบ รวมถึงใช้ประเมินโซลูชันที่เป็นไปได้ กระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการตัดตัวเลือกที่มีต้นทุนสูงเกินไป หรือไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเชิงฟังก์ชันได้

กำหนดเป้าหมายด้าน Sovereignty ขององค์กรให้ชัดเจน

องค์กรควรกำหนดเชิงกลยุทธ์ว่าต้องการให้ความสำคัญกับหลักการใดใน 3 ด้านที่ Gartner ระบุ ได้แก่ Data Sovereignty, Operational Sovereignty หรือ Technological Sovereignty และใช้ลำดับความสำคัญดังกล่าวในการเลือกโซลูชันด้าน Digital Sovereignty ที่เหมาะสม โดยต้องคำนึงว่าระดับของ Sovereignty ที่สูงขึ้น มักอาจมาพร้อมกับข้อจำกัดด้านฟังก์ชันการใช้งานโดยรวมที่ได้รับ

ประเมินความสามารถของผู้ให้บริการอย่างรอบคอบ

องค์กรควรประเมินความสามารถของบริการ Cloud Infrastructure เป็นลำดับแรก เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรได้ ก่อนที่จะประเมินความสามารถด้าน Sovereignty ของบริการนั้น

Sangfor ตอบสนองต่อความต้องการด้าน Digital Sovereignty ที่เพิ่มขึ้นผ่าน Data Sovereignty Solution ที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน โดยสร้างอยู่บนสถาปัตยกรรมแบบรวมศูนย์ที่ผสาน Cloud Infrastructure, Data Protection และ Security เข้าไว้ด้วยกัน

รากฐานของโซลูชันนี้คือ Sangfor Virtualization ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับสภาพแวดล้อม Sovereign Cloud ที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลภายในพื้นที่ที่กำหนด การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการควบคุมการดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อองค์กรต้องการลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่มีผลบังคับใช้นอกอาณาเขต เช่น CLOUD Act

ด้วยฐานลูกค้ามากกว่า 28,000 รายทั่วโลก Sangfor HCI ช่วยให้องค์กรสามารถติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน Private Cloud แบบ Localized ได้อย่างสมบูรณ์บนฮาร์ดแวร์มาตรฐานทั่วไปภายในศูนย์ข้อมูลของตนเอง แนวทางนี้ช่วยให้ข้อมูลสำคัญยังคงอยู่ภายในพรมแดนของประเทศ และอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลภายในประเทศ ทำให้องค์กรมีความชัดเจนด้านการกำกับดูแล การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการเป็นเจ้าของกุญแจเข้ารหัสข้อมูล

เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ IT สมัยใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่น Sangfor ยังรองรับโมเดล Hybrid Sovereign Cloud ที่ช่วยให้องค์กรสามารถขยายระบบไปยังผู้ให้บริการคลาวด์ภายในประเทศที่เชื่อถือได้อย่างราบรื่น โดยยังคงสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกัน นอกจากการสร้างสภาพแวดล้อม Private Cloud แล้ว Sangfor ยังร่วมมือกับ Cloud Service Providers (CSPs) เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการเหล่านี้สามารถสร้างและดำเนินงานแพลตฟอร์มคลาวด์ภายในประเทศ และให้บริการคลาวด์ที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศนั้น ๆ ได้

ด้วยการใช้สภาพแวดล้อม Local Sovereign Cloud แทนการพึ่งพา Hyperscaler ที่กระจายอยู่ทั่วโลก องค์กรสามารถสร้างสมดุลระหว่างความคล่องตัว นวัตกรรม และข้อกำหนดด้าน Sovereignty ที่เข้มงวดได้ โดย Workload ที่มีความอ่อนไหวสามารถคงอยู่ภายในองค์กร ขณะที่แอปพลิเคชันอื่น ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรคลาวด์ที่ขยายตัวได้ ยังคงสอดคล้องกับข้อกำหนด และอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลเดียวกัน

Resilience หรือความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องของระบบ เป็นแกนหลักของสถาปัตยกรรมนี้ ความสามารถที่มีมาในตัว เช่น Backup, Continuous Data Protection (CDP), HA2.0, DRS และ Disaster Recovery ด้วย Stretched Cluster ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เผชิญกับเหตุขัดข้องหรือการหยุดชะงัก ด้วย CDP ที่สามารถบันทึกข้อมูล I/O ของ Virtual Machine ได้ในช่วงเวลาใกล้เคียง Real-Time องค์กรจึงสามารถบรรลุค่า Recovery Point Objective (RPO) ที่ใกล้ศูนย์ ลดการสูญหายของข้อมูล และรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงานท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

นอกเหนือจากด้าน Sovereignty และ Resilience แล้ว สถาปัตยกรรมของ Sangfor ยังสนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG และความยั่งยืน โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยืดอายุการใช้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดิม ด้วยความสามารถด้าน Guided Migration องค์กรสามารถปรับปรุงระบบจากสภาพแวดล้อมเดิม เช่น Physical Server, KVM, Hyper-V, VMware และแม้กระทั่ง Public Cloud เข้าสู่แพลตฟอร์มคลาวด์แบบรวมศูนย์ได้อย่างราบรื่น

ในขณะเดียวกัน ระบบรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาในตัวสำหรับสภาพแวดล้อมแบบ Zero Trust ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Sovereignty ผ่านการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงที่เข้มงวด การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และการปกป้องแบบ End-to-End ครอบคลุมทั้ง Infrastructure Stack

สำหรับกลยุทธ์ Sovereign Cloud แนวทางแบบองค์รวมนี้ช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุความเป็นอิสระด้านการดำเนินงานที่มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องย้ายข้อมูลจำนวนมากกลับจาก Public Cloud อย่างเต็มรูปแบบ แทนที่จะต้องเผชิญกับการ Migration ที่มีต้นทุนสูงและกระทบต่อการดำเนินงาน องค์กรสามารถใช้โมเดลที่สมดุลและขับเคลื่อนด้วยความยืดหยุ่น โดยยังคงควบคุมข้อมูลสำคัญของตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมของคลาวด์ได้อย่างสอดคล้อง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

การได้รับการระบุชื่อเป็น Representative Vendor ในรายงาน Gartner’s Market Guide for Cloud Infrastructure Sovereign Solutions นั้น เราเชื่อว่าเป็นการยืนยันวิสัยทัศน์ของเราในการช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุ Digital Sovereignty ที่แท้จริง โดยไม่ต้องลดทอนความสามารถด้านนวัตกรรม

ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น และความซับซ้อนด้านภูมิรัฐศาสตร์ Sangfor ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชัน Sovereign Cloud ที่มีความยืดหยุ่นและทนทาน เพื่อให้องค์กรลูกค้าสามารถควบคุมข้อมูล การดำเนินงาน และเทคโนโลยีของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบ

Keith Lee
Cloud Business Director
Sangfor International Market Department

เมื่อ Digital Sovereignty กลายเป็นวาระเชิงกลยุทธ์ขององค์กรทั่วโลก Sangfor ยังคงเดินหน้าพัฒนาและขยายพอร์ตโฟลิโอของตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัย สอดคล้องกับข้อกำหนด และมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน

Sangfor ตอกย้ำจุดยืนในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้สำหรับองค์กรที่กำลังเผชิญกับจุดตัดระหว่างนวัตกรรมคลาวด์ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

แหล่งที่มา

Gartner Inc., Market Guide for Cloud Infrastructure Sovereign Solutions, Dennis Smith, Alessandro Galimberti, Rene Buest, Gregor Petri, เผยแพร่วันที่ 1 มิถุนายน 2026

ข้อสงวนสิทธิ์

Gartner ไม่ได้ให้การรับรองบริษัท ผู้ให้บริการ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใด ๆ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารเผยแพร่ของ Gartner และไม่ได้แนะนำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีเลือกเฉพาะผู้ให้บริการที่ได้รับคะแนนสูงสุดหรือได้รับการระบุสถานะใดสถานะหนึ่งเท่านั้น เอกสารเผยแพร่ของ Gartner ประกอบด้วยความคิดเห็นขององค์กรด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยีของ Gartner และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นข้อเท็จจริง Gartner ปฏิเสธการรับประกันทั้งหมด ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยนัย ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารเผยแพร่นี้ รวมถึงการรับประกันด้านความเหมาะสมในการจำหน่ายหรือความเหมาะสมต่อวัตถุประสงค์เฉพาะ

GARTNER เป็นเครื่องหมายการค้าของ Gartner, Inc. และ/หรือบริษัทในเครือ

เกี่ยวกับ Sangfor Technologies

Sangfor Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้าน Cybersecurity, Cloud Computing และ IT Infrastructure โดยให้บริการโซลูชันที่ผสานรวมอย่างครบถ้วนและขับเคลื่อนด้วย AI บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2000 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2018 ภายใต้รหัสหลักทรัพย์ 300454.SZ

Sangfor ให้บริการลูกค้ามากกว่า 100,000 รายทั่วโลก รวมถึงองค์กรมากกว่า 28,000 แห่ง ที่ใช้งานโซลูชัน Hyperconverged Infrastructure (HCI) ของ Sangfor ครอบคลุมบริษัทในกลุ่ม Fortune Global 500 หน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และองค์กรด้านสาธารณสุข

ด้วยพนักงานมากกว่า 7,000 คน และสำนักงานสาขามากกว่า 70 แห่ง ทั่วภูมิภาค APAC, EMEA และ LATAM บริษัทมุ่งมั่นในการส่งมอบพันธกิจของตน คือ

Make Your Digital and AI Transformation Simpler and Secure

ผู้ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมหรือปรึกษาข้อมูลและผลิตภัณฑ์อื่นๆ จาก Sangfor สามารถติดต่อทีมงานได้ที่ marketing.th@sangfor.com

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

WordPress Core พบช่องโหว่ RCE wp2shell มี Public Exploit ออกมาแล้ว แนะนำอัปเดตด่วน

มีการเผยแพร่ Public Exploit สำหรับช่องโหว่ Remote Code Execution ระดับ Critical ที่ถูกเรียกรวมกันว่า wp2shell บน WordPress Core ผู้ดูแลระบบควรทำการแพตช์ทันที

Microsoft นำ Helios แร็คสำหรับงาน AI ของ AMD มาใช้บน Azure พร้อมเปิดตัว VM ใหม่ 3 ตระกูล

Microsoft ประกาศนำ Helios ซึ่งเป็นการออกแบบแร็คสำหรับงาน AI รุ่นใหม่ของ AMD มาใช้รองรับบริการบางส่วนบน Azure พร้อมกับเปิดตัว Virtual Machine ตระกูลใหม่ 3 ตระกูลที่ทำงานบนชิปของ …