VMware ได้ประกาศเปิดตัว VMware Cloud Foundation หรือ VCF 9.1 อย่างเป็นทางการ หวังยกระดับ Private Cloud ให้เป็นแพลตฟอร์มที่บริหารจัดการได้ง่าย คุ้มค่าต่อการลงทุน และมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับมือกับโครงสร้างพื้นฐานไอทีในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการเพิ่มจำนวนของ VM, Container และงานด้าน AI แต่องค์กรถูกจำกัดเรื่องงบประมาณ และคน

หัวใจสำคัญของการอัปเกรดใน VCF 9.1 มุ่งเน้นไปที่การผลักดันนวัตกรรมใน 3 ส่วนหลักดังนี้
ประสิทธิภาพและลดต้นทุน: ใช้งาน Enhanced NVMe Memory Tiering ที่จัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานบ่อยไว้บน DRAM และย้ายข้อมูลที่ใช้น้อยไปไว้บน NVMe ช่วยเพิ่มความจุหน่วยความจำโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชัน สามารถลดต้นทุนได้สูงสุดถึง 40% ควบคู่กับระบบ vSAN Global Deduplication และ Enhanced Compression ที่ช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล
ทำ Application Delivery ได้เร็วขึ้น: ตอบโจทย์นักพัฒนาด้วย Live Application Stack Blueprints ที่สามารถแปลงแอปพลิเคชันที่รันอยู่พร้อมการตั้งค่าทั้งหมดให้กลายเป็นเทมเพลต เพื่อนำไปสร้างใหม่ซ้ำได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ในขณะที่ฝั่งของ VMware vSphere Kubernetes Service หรือ VKS ก็ได้รับการปรับปรุงให้รองรับสูงสุดถึง 500 คลัสเตอร์ต่อ Supervisor พร้อมรองรับ AMD Instinct MI350 Series GPUs เพื่อรองรับงานด้าน AI
ตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัย: ปรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นเชิงรุกด้วย vSAN for Recovery ที่ใช้ Native Snapshot ในการกู้คืนระบบจากภัยต่าง ๆ และแรนซัมแวร์อย่างรวดเร็ว พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยที่สำคัญได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงาน รวมถึงการใช้ Hardware Acceleration เข้ามาช่วยประมวลผลการเข้ารหัส vMotion เพื่อลดภาระการทำงานของ CPU ลงกว่า 70%
ขณะเดียวกัน VCF 9.1 ยังเปิดกว้างในการทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ ของพาร์ทเนอร์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นด้านเครือข่ายที่ผสานการทำงานกับ Arista, Cisco และ SONiC หรือด้านความปลอดภัยที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม CrowdStrike EDR เพื่อสร้างพื้นที่ Clean Room สำหรับสแกนการทำงานอย่างละเอียดก่อนนำกลับเข้าสู่ระบบจริง ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดมัลแวร์ซ้ำซ้อน
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






