แม้ว่า AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกต่างเร่งตื่นตัว และเริ่มต้นเรียนรู้ใช้งานพัฒนา AI สำหรับตอบโจทย์ธุรกิจองค์กร จนทำให้การใช้งาน Public Cloud เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา แต่เมื่อธุรกิจองค์กรได้ทราบถึงอุปสรรคและความเสี่ยงของการใช้งาน AI บนระบบ Public Cloud และบริการ Public AI แล้ว ก็ทำให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งต้องเริ่มกลับมาพิจารณาถึงกลยุทธ์ด้าน AI Infrastructure กันใหม่
“The Cloud Reset” กลายเป็นชื่อเรียกที่ใช้ระบุถึงแนวโน้มดังกล่าวนี้ ที่ธุรกิจองค์กรเริ่มพิจารณาถึงการนำ Private Cloud มาใช้เพื่อเผชิญความท้าทายที่ Public Cloud มีอยู่ และทำให้การลงทุนด้าน AI Infrastructure ของธุรกิจองค์กรเริ่มหันมาพิจารณาถึงการวางระบบภายใน Private Cloud แทน
แนวโน้มดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในต่างประเทศทั่วโลกเท่านั้น แต่ในไทยเองก็กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจองค์กรไทยเองก็เริ่มให้ความสำคัญเช่นกัน ในบทความนี้เราจะสรุปถึงความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นกับวงการ AI Infrastructure ทั่วโลก พร้อมความคิดเห็นจากเหล่าผู้นำของธุรกิจองค์กรทั่วโลกต่อความท้าทายดังกล่าว

การมาของ AI ทำให้บริการ Public Cloud เติบโตอย่างรวดเร็ว
เป็นที่ชัดเจนว่าในปี 2024 ที่เป็นปีของ Generative AI นั้น ได้ทำให้เกิด AI Model และ AI Application รูปแบบใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Generative AI สำหรับข้อความ, ภาพ, เสียง ไปจนถึงวิดีโอ และทำให้ AI สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้ด้วยภาษาธรรมชาติที่ลื่นไหล ก้าวสู่การนำไปใช้งานจริงได้ในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะในวงการ IT ที่ AI เริ่มก้าวเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการพัฒนา Software ได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดการใช้งาน AI เป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น
การเกิดขึ้นของ AI Application จำนวนมากนี้ มักจะเกิดขึ้นในลักษณะของบริการ Cloud AI ในรูปแบบ Software-as-a-Service (SaaS) เพื่อนำเสนอ AI สำหรับการทำงานเฉพาะทางบางอย่าง ทั้งจาก AI Model ที่พัฒนาขึ้นมาเอง หรือ AI Model ที่ปรับแต่งมาจาก Model อื่นๆ ให้ตอบโจทย์งานเฉพาะทางได้ดีขึ้น และเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถทดลองใช้งานได้ฟรี หรือ Subscribe ใช้งานได้ผ่าน Cloud ทันที ซึ่งด้วยรูปแบบของธุรกิจ AI ในลักษณะนี้ ทำให้ระบบเบื้องหลังของบริการเหล่านี้มักอยู่บน Public Cloud นั่นเอง
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจองค์กรหลายแห่งเองก็มีการริเริ่มโครงการทางด้าน AI ของตนเอง โดยเฉพาะการนำ AI Model ชั้นนำมาเริ่มปรับแต่งด้วยข้อมูลภายในองค์กรเพื่อใช้งานภายใน และการเริ่มทำ AI Automation เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น ซึ่งในช่วงปี 2024 กระบวนการเหล่านี้จำนวนมากยังคงเกิดขึ้นบน Public Cloud
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจองค์กรจำนวนมากทั่วโลกที่ต้องการเริ่มต้นเรียนรู้และทดลองใช้งาน AI จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการ Cloud เหล่านี้ผ่าน Public Cloud และเมื่อมาถึงปี 2025 ธุรกิจองค์กรทั่วโลกต่างก็ได้เริ่มเรียนรู้ถึงความท้าทายในการใช้งาน AI ลักษณะนี้จากประสบการณ์ของตนเอง
Public Cloud ไม่ได้เหมาะกับ AI และระบบ IT ในทุกรูปแบบ: มีปัจจัยหลายประการที่ต้องคำนึง
จากการสำรวจเหล่าผู้บริหารระดับสูงทางด้าน IT ทั่วโลกกว่า 1,800 ที่ดำรงตำแหน่งในระดับ Chairman, President, Principal, Partner, Owner, C-Level, Senior Vice President, Vice President, Director และ Head ขององค์กรในรายงาน Private Cloud Outlook 2025 โดย Broadcom พบว่าผู้นำเหล่านี้กำลังเผชิญความท้าทายในการใช้งาน Public Cloud หลายประการทั้งในแง่ของการรองรับ AI Workload ใหม่ๆ และการใช้งานเพื่อรองรับระบบ IT เดิมที่ใช้งานอยู่ จนเริ่มกลับมาพิจารณาถึงการใช้ Private Cloud เพิ่มเติม

จากผลสำรวจระบุว่า ความท้าทายหลัก 3 อันดับแรกที่เหล่าธุรกิจองค์กรต้องเผชิญในการใช้งาน Public Cloud นั้นได้แก่ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย (29%), การผสานระบบเข้ากับระบบดั้งเดิม (26%) และการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย (26%) โดยเมื่อเจาะลึกลงไปแล้ว ก็ได้ข้อสรุปถึง 3C ที่เป็นความกังวลหลักของเหล่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ทั่วโลก ดังนี้

- Cost ค่าใช้จ่าย มีองค์กรกว่า 49% เชื่อว่าการเช่าใช้งาน Public Cloud ในปัจจุบันนั้นเกิดความสูญเปล่าเป็นงบประมาณที่มากกว่า 25% ซึ่งโดยรวมแล้ว องค์กรกว่า 94% เชื่อว่าเกิดความสูญเปล่าในการเช่าใช้งานในปัจจุบัน
- Complexity ความซับซ้อน เหล่าองค์กรจำนวนมากเชื่อว่าการใช้งาน Public Cloud นั้นก่อให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ โดย 76% เชื่อว่า Public Cloud ทำให้เกิด Silo ใหม่ของระบบ IT, 77% เชื่อว่าในแต่ละ Silo นั้นมีการใช้งานโดยไม่ปฏิบัติตามนโยบายหรือข้อบังคับขององค์กร และ 70% เชื่อว่าปัญหา Silo บน Public Cloud นี้เองที่ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยกลายเป็นเรื่องยาก
- Compliance การปฏิบัติตามนโยบายและข้อบังคับ 66% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความกังวลอย่างมากและมากที่สุดในการจัดเก็บข้อมูลบน Public Cloud ในขณะที่ 61% กังวลถึงการกำกับดูแลการใช้งาน Public Cloud ให้เป็นไปตามนโยบายหรือข้อบังคับที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา
ทางด้านการใช้งาน Generative AI ก็เช่นกัน เหล่าผู้นำทางด้าน IT ขององค์กรเหล่านี้ต่างก็มีข้อกังวลในหลายประการ แต่ 3 อันดับแรกที่ถูกเลือกมากที่สุดนั้นได้แก่
- ความกังวลด้าน Data Privacy, Regulatory และ Security (49%)
- ความยากในการผสานระบบเข้ากับ Application และข้อมูลธุรกิจที่มีอยู่เดิม (38%)
- การขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน Generative AI (38%)
เมื่อนำประเด็นด้านข้อกังวลทั้งหมดในแง่ของ AI นี้มาตัดสินใจแล้ว ทำให้ธุรกิจองค์กรวางแผนในการใช้งาน Generative AI บน Public Cloud 56%, ภายใน Private Cloud 55% และบนระบบ Bare Metal 17%
การกลับมาของ Private Cloud: ข้อดีข้อเสีย และการตอบโจทย์ที่แตกต่างจาก Public Cloud
ในรายงานฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหล่าผู้นำทางด้าน IT ของธุรกิจองค์กรพิจารณาการใช้งาน Private Cloud เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากความกังวลด้าน Cybersecurity ที่มีต่อ Public Cloud ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายต่อการใช้งาน Public Cloud และ Generative AI ในขณะที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดในการใช้งาน Private Cloud อีกด้วย

รายงานระบุว่า 44% ของธุรกิจองค์กรได้จัดอันดับให้การเร่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยและความยืดหยุ่นให้กับ Public Cloud ภายในระยะเวลาอีก 3 ปีถัดจากนี้มีความสำคัญสูงสุด ในขณะที่ 92% ขององค์กรมีความเชื่อมั่นใน Private Cloud ว่าจะสามารถตอบโจทย์ด้าน Cybersecurity และ Compliance ได้ โดยหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามนั้นก็ได้เลือกใช้ Private Cloud ที่ผ่านการรับรองว่าเป็น Sovereign Cloud จริงๆ

ในขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 69% ก็ระบุว่ากำลังมีการย้ายระบบหรือมีแผนที่จะย้ายระบบบางส่วนออกจาก Public Cloud มาสู่ Private Cloud ซึ่ง 35% ของผู้ตอบแบบสอบถามก็เผยว่าที่ผ่านมาได้มีการย้ายระบบบางส่วนออกจาก Public Cloud มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับระบบที่ถูกย้ายออกจาก Public Cloud มาสู่ Private Cloud มากที่สุดนั้นก็ได้แก่ ระบบที่มีข้อกังวลด้าน Cybersecurity หรือ Compliance (51%), ระบบที่ต้องมีการเข้าถึงและใช้งานข้อมูลเป็นปริมาณมาก (46%), ระบบที่ต้องมีการผสานระบบเข้ากับระบบอื่นๆ (41%) โดยมีจุดที่น่าสนใจก็คือ แม้แต่ระบบที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Cloud-Native เองก็ถูกย้ายออกมาไม่น้อยเช่นกัน (34%) ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจอีกข้อที่ระบุว่า 84% ขององค์กรมีการใช้งาน Private Cloud เพื่อรองรับทั้ง Traditional Application และ Cloud-Native Application ควบคู่กันไป
จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ของธุรกิจองค์กรนั้นไม่ได้มีการตัดสินใจเลือกใช้งานเพียงแค่ Public Cloud หรือ Private Cloud เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป แต่ผู้นำทางด้าน IT เหล่านี้ต่างก็ได้เรียนรู้ถึงข้อดีข้อเสียของ Cloud ในแต่ละรูปแบบมาแล้ว และตัดสินใจใช้งานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ควบคู่กันในแบบ Hybrid เพื่อให้สามารถนำข้อดีของทั้งสองแนวทางมาใช้ผสมผสานกันได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการของแต่ละ Workload

Public Cloud นั้นได้รับการยอมรับว่ามีความโดดเด่นในแง่ความสามารถในการเพิ่มขยายระบบได้อย่างคล่องตัว (Scalability), การมีประสิทธิภาพที่มั่นคง และความง่ายดายในการใช้งาน แต่ก็มีประเด็นที่น่ากังวลในเรื่องของ Cybersecurity และ Compliance รวมถึงความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการบริหารจัดการจากระบบที่เติบโตอย่างรวดเร็วแต่ยากต่อการควบคุมจนเกิดเป็น Silo จำนวนมากบน Public Cloud
ในทางกลับกัน Private Cloud นั้นได้รับการยอมรับในแง่ของ Cybersecurity และ Compliance, ความสามารถในการปรับแต่งให้สอดคล้องต่อความต้องการเฉพาะทางของธุรกิจ และความโปร่งใสชัดเจนในการประเมินค่าใช้จ่ายในการลงทุน แต่ก็มีความท้าทายอย่างมากในการบริหารจัดการทักษะของผู้ดูแลระบบ, การจัดการปัญหาเรื่อง Vendor Lock-In และการดำเนินการเพื่อให้ Private Cloud นั้นกลายเป็น Cloud-based IT Model ได้อย่างแท้จริง

VMware Cloud Foundation 9: วางระบบ Private Cloud สำหรับ AI, Cloud-Native และ Traditional Workload ในแบบที่องค์กรควบคุมเองได้

เพื่อตอบรับต่อความต้องการของธุรกิจองค์กรในการวางระบบ Private Cloud ที่สามารถรองรับ Workload ได้อย่างหลากหลาย, ควบคุมการใช้งานได้, ปรับแต่งระบบให้สอดคล้องต่อความต้องการได้, บริหารจัดการด้าน Cybersecurity และ Compliance ได้ ไปจนถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมและโปร่งใส VMware จึงได้ทำการเปิดตัว VMware Cloud Foundation 9.0 (VCF9.0) เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ทั้งหมด โดยการชูจุดเด่น 3 ประการ ได้แก่
- Modern Infrastructure ผสานรวมเทคโนโลยี Compute, Storage, Networking, Management และ Security เพื่อสร้าง Private Cloud Infrastructure ซึ่งรองรับการให้บริการแบบ Self-Service ผ่าน Virtual Private Cloud (VPC) ได้ และทำงานเชื่อมผสานรวมกับบริการ Public Cloud สู่การเป็น Hybrid Cloud ได้
- Unified Cloud Experience ส่งมอบประสบการณ์การใช้งานแก่ผู้ใช้งานในรูปแบบเดียวกับ Public Cloud โดยรองรับได้ทั้ง Traditional Workload, Cloud-Native Workload และ Private AI ในขณะที่ยังคงทำการเพิ่มขยายระบบให้สอดคล้องต่อความต้องการทรัพยากรที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
- Security & Resilience มีความสามารถในการปกป้องระบบและข้อมูลสำคัญของธุรกิจองค์กรอย่างครบวงจร, ควบคุมได้ และตอบโจทย์การทำ Compliance โดยเฉพาะการทำ Ransomware Protection & Recovery ที่ได้กลายเป็นความต้องการพื้นฐานของทุกองค์กร
- ด้วยความสามารถที่ครอบคลุมในระดับนี้ VCF 9.0 จึงได้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องการสร้างระบบ Private Cloud ที่มีศักยภาพเทียบเคียงกับ Public Cloud ได้เป็นอย่างดี
สนใจโซลูชันของ VMware หรือกำลังมองหาแนวทางการสร้าง Private Cloud ติดต่อทีมงาน VST-ECS ได้ทันที
สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ VMware หรือกำลังมองหาแนวทางการสร้าง Private Cloud สามารถติดต่อทีมงาน VST-ECS ได้ทันทีที่ vmwareconnect@vstecs.co.th
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






