
Red Hat Tech Day 2026 หนึ่งอีเว้นต์ไฮไลต์สำคัญที่ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของ Red Hat ประเทศไทยปีที่ 10 โดยหนึ่งในหัวข้อร้อนแรงอย่าง AI ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นกระแสหลักของงาน ที่ผ่านมา Red Hat ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นอย่างไร และในมุมของ AI ที่เป็นมากกว่าแค่ไวรัลในระดับองค์กร Red Hat นำเสนอเรื่องนี่อย่างไร ในงานนี้มีคำตอบ ซึ่งทีมงาน TechTalkThai ขอเรียบเรียงประเด็นต่างๆมาให้ทุกท่านได้ติดตามกันอีกครั้งครับ

“เราเชื่อเสมอว่านวัตกรรมต้องมาจากการเปิดกว้างให้ทุกคนได้สร้างสรรค์ เป็นเวลาถึง 10 ปีที่เราได้เข้ามาจัดตั้งหน่วยธุรกิจในประเทศไทย และได้มีโอกาสเข้าไปช่วยลูกค้ามากมาย ซึ่งที่ผ่านมาเราเห็นศักยภาพของธุรกิจในประเทศไทยที่ลงทุนกับการทำ Digital Transformation สูงมาก เราภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่ช่วยให้หน่วยงานและธุรกิจของประเทศไทยก้าวหน้าทันเทรนด์ของเทคโนโลยีที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว” — คุณ Danial Aw, General Manager & Vice President, Asia pacific และ คุณ Albert Chai, General Manager, ASEAN จาก Rad Hat ได้ขึ้นเวลาเปิดงานในครั้งนี้ เพื่อบอกกับผู้ฟังทุกท่านว่าประเทศไทยเป็นส่วนธุรกิจที่พวกเขาภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามการ Modernization องค์กรไม่ใช่ประเด็นเพียงอย่างเดียวที่ผู้นำองค์กรต้องให้ความสนใจ แต่พร้อมกันนี้พวกเขาจำเป็นต้องมองเรื่อง Security และ Compliance ที่สมดุลย์กับต้นทุนที่คุ้มค่าไปพร้อมกันด้วย โดยกล่าวได้ว่าโอเพ่นซอร์สคือรากฐานสำคัญของ AI ในอนาคตไม่ใช่เพียงทางเลือกอย่างที่แล้วมา และ Red Hat จะอยู่ตรงนั้นเสมอ
พุ่งสู่หมุดหมายด้าน Autonomous Enterprise อย่างปลอดภัย คงทน และมีประสิทธิภาพ ด้วย AIOps

“อย่ามัวแต่มองหาเครื่องมือใหม่เข้ามาเพิ่ม กลับไปดูสิ่งที่คุณมีอยู่ในวันนี้ แล้วทำให้มันเรียบง่าย” — คุณ Vincent Caldeira, CTO APAC, Red Hat กล่าวในช่วง Keynote ของเขา ประโยคสั้นๆแต่ทรงพลังนี้มาจากประสบการณ์กว่า 20 ปีในแวดวงธนาคาร ที่นำมาสู่หัวข้อในวันนี้ว่าการวางรากฐานของ Automation ไม่ใช่เรื่องการจับจ่ายเพื่อซื้อของใหม่เข้ามา แต่เป็นการหาจุด ‘ลด’ ทำให้ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานง่ายขึ้น เพราะองค์กรมีแต่จะเผชิญความซับซ้อนอย่างมากขึ้นทั้งในแง่ของ ข้อมูล เครื่องมือ ที่ทำงานได้อย่างไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แถมทุกอย่างต้องตอบโจทย์ในด้านความปลอดภัยและระเบียบขององค์กรด้วย
AIOps ถูกจัดระเบียบได้เป็น 3 ช่วงคือ แบบรอเหตุแล้วตอบสนอง(Reactive) แบบคาดการณ์ล่วงหน้า(Predictive) และ การกระทำได้เองอย่างอัตโนมัติ(Agentic) ซึ่งความสามารถของ GenAI จำกัดอยู่เพียงสถานะแบบคาดการณ์เท่านั้นคือแค่วิเคราะห์รูปแบบและให้ข้อมูล คำถามคือแล้วเราจะไปถึง Agentic AIOps ได้อย่างไร?
ก่อนอื่นเลยคุณ Vincent ได้ชี้ให้ผู้ฟังเข้าใจก่อนว่าโมเดลทรงพลังในท้องตลาดที่เราเห็น อาจไม่เหมาะกับการใช้งานระดับองค์กร ด้วยเหตุผลที่ว่าแต่ละคนย่อมมีสภาพแวดล้อมที่ต้องการ AI ที่ตอบได้ตรงบริบทไม่ใช่แค่คำตอบทั่วไป ดังนั้นเราจะต้องมี ‘intelligence’ เป็นของตนเอง ซึ่งเขาได้เผยถึง Blueprint แนวทางที่จะไปสู่ Autonomous IT ที่แบ่งเป็น 2 เครื่องยนต์หลัก ดังนี้

1.) Platform Intelligence – เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานเพราะหากเราไม่มีการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยข้อมูลก็หมดสิทธิ์ที่จะต่อยอดให้ AI ใดๆมาช่วยได้ ตรงนี้เองยังได้ตอกย้ำว่านี่คือสถานการณ์ที่เราจะต้องปรับปรุงแพลตฟอร์มที่องค์กรใช้อยู่ไม่ใช่การซื้อของใหม่ โดยมุมมองในเชิงเทคนิคก็คือ เน้นไปที่การประยุกต์ใช้มาตรฐานแบบเปิด เช่น OpenTelemetry, การรวมฐานข้อมูลไว้ด้วยกัน และ ต้องรองรับประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลได้เพียงพอต่องาน AI
2.) Cross-domain Automation – ลำพังเพียงกำลังของแพลตฟอร์มไม่สามารถครอบคลุมระบบแสนซับซ้อนขององค์กรได้แต่ ดังนั้นแนวทางที่ดีคือการมีกองทัพของ Agent ที่มีความเฉพาะทางเข้าไปจัดการแต่ละโดเมน ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีอย่าง MCP เปรียบเสมือนแขนขาที่ต่อขยายให้ AI เข้าสู่การปฏิบัติการได้จริง “จากเดิมที่เราต้องล็อกอินเข้าหลายหน้าต่างแล้วคลิกโปรแกรม แต่ MCP ทำให้ปฏิบัติการเกิดได้เพียง 1 JSON Call” — คุณ Vincent ขยายความ
ผ่านมาถึงตรงนี้ผู้ฟังหลายท่านอาจจะเข้าใจว่าตัวเองมีระบบ Automation มานานแล้ว แต่อันที่จริงมันเป็นการตั้งคำถามถึงการใช้งานอย่างเหมาะสมในแต่ละหน้าที่มากกว่า เช่น การทำงานปฏิบัติการที่รู้อยู่แล้ว (Task-based) การปฏิบัติการตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (Event-driven) และ การขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven) มากกว่านั้นเรายังต้องตอบคำถามเรื่อง การกำกับดูแล การนำมาใช้ซ้ำ และ ความสอดคล้องที่เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร ดังนั้นคุณ Vincent จึงสำทับคำถามอีกครั้งว่า “Automation ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีที่คุณมี แต่ต้องตอบได้ว่าคุณใช้มันอยู่ที่ไหนบ้างต่างหาก“
สิ่งหนึ่งที่เมื่อพูดถึงการทำงาน AI ระดับองค์กรไม่สามารถละเลยได้ก็คือคำถามถึงการกำกับดูแลซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในเวลาระดับองค์กร เช่นเดียวกัน Red Hat ก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยในระดับหลักการคุณ Vincent ได้นำเสนอการป้องกัน 3 เรื่องคือ
- MCP Gateway – ให้สิทธิ์เข้าถึงตามที่จำเป็น ไม่ให้สิทธิ์เกินเลยนอกเหนือหน้าที่ที่ต้องมี ตรวจสอบ Payload ของ Prompt
- Policy-as-code – ป้องกันการกระทำการของ Agent ไม่ให้ละเมิดความมั่นคงปลอดภัย
- Harness – เน้นการตรวจสอบกระบวนการคิดไม่ใช่ผลลัพธ์เพราะ AI มีผลลัพธ์ไม่คงที่ ดังนั้นเราต้องตรวจสอบวิธีคิดให้ได้ เพราะหากมีวิธีคิดที่ดีผลลัพธ์ย่อมออกมาในเกณฑ์ที่ดี
Red Hat OpenShift 5 กำลังจะถูกปล่อยออกมาในปีนี้ ซึ่งนี่คือรากฐานของแพลตฟอร์ม Intelligent ที่ถูกพูดถึงในข้างต้น โดยภายในตัวแพลตฟอร์มที่กำลังจะอัปเดตมีความการอัปเกรตความสามารถ AI เข้ามาในหลายกระบวนการ ตั้งแต่การติดตั้ง ความปลอดภัย การพัฒนาแอปพลิเคชัน และ Observability & AIOps ที่เป็นไฮไลต์ของหัวข้อวันนี้
Red Hat Ansible Automation Platform คือหัวใจสำคัญในด้าน Cross-domain Automation ที่คั่นกลางในทุกกิจกรรมอัตโนมัติขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยคน เหตุการณ์ กระบวนการทำงาน และ การตรวจสอบเพื่อตอบคำถาม Audit โดย Ansible Automation ทำให้องค์กรสามารถเคลียร์ภาพด้าน Governance, Security และ Auditability ได้จบครบครอบคลุมทั้ง IT Infrastructure ได้อย่างแท้จริง
คุยกับ KBTG กับความร่วมมือกับ Red Hat จากรากฐานสู่อนาคต

KBTG เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านของการให้บริการธนาคารที่ปรับตัวสู่แอปพลิเคชันอย่างก้าวกระโดด ซึ่งด้วยจำนวนการใช้งานอย่างมหาศาลทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ microservice ด้วยคอนเซปต์ในการขยายตัว เปลี่ยนแปลง และ ความมั่นคงที่มากขึ้น อนึ่ง Red Hat ได้ทำให้พวกเขาเปลี่ยนภาพมุมมองของโอเพ่นซอร์สไปตลอดกาลด้วยวิธีการทำงานแบบมืออาชีพที่พร้อมเดินคู่กับลูกค้าอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้เมื่อหลายปีที่ผ่านโซลูชัน Virtualization ที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แผนของการหาทางออกลงตัวผ่าน Red Hat บน Bare Metal จึงชัดเจนและเห็นภาพความคุ้มค่าได้มากขึ้น
เมื่อถามถึง AI และภาพอนาคตทีม KBTG ตอบชัดว่า AI คือนโยบายหลักที่การช่วยเพิ่ม Productivity ของทีมงานทำให้พวกเขาทำงานได้เร็วกว่าด้วยคนเท่าเดิม แต่เช่นกันด้วยมาตรฐานของธนาคารที่มีความปลอดภัยสูง AI Guardrail ก็เป็นหนึ่งโจทย์หลักที่ต้องคิดให้ดีในยุค AI Agent ไปจนถึงต้นทุนของการใช้งาน AI นอกจากนี้ประเด็นด้าน PQC ก็เริ่มกระชั้นเข้ามา โดย Red Hat คือพันธมิตรที่พวกเขาคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้
คุยกับ AIS หนึ่งในพันธมิตรสำคัญยักษ์ใหญ่แห่งตลาดโทรคมนาคมอันดับหนึ่งในไทย

คุณ Arakin Rakchittapoke, Head of User Solutions Business Unit, AIS เผยว่าตัวเขาเองเป็นแฟนของ Red Hat มาตั้งแต่เป็น 20 กว่าปีก่อน ซึ่งในวันนี้ Red Hat ได้ทำให้เห็นแล้วว่าเขาคิดไม่ผิดที่เลือก Red Hat ในการให้บริการ เพราะในวันนี้เครื่องที่รันบน Red Hat ยังคงทำงานรองรับบริการนั้นอยู่ได้ แต่กว่าที่จะมีวันนี้ก็ไม่ง่าย เพราะช่วงเริ่มต้นก็มีการตั้งคำถามจากผู้บริหารถึงความน่าเชื่อถือเช่นกัน ที่คุณ Arakin แนะนำให้ทุกท่านลองตั้งระบบทดสอบขึ้นมา เพื่อตอบคำถามเหล่านั้น
นอกจากนี้ด้วยความที่ AIS เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างหลากหลาย ซึ่งคุณสมบัติความเป็นกลางของ Red Hat ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายบริการได้อย่างอิสระไม่ยึดติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งหากต้นทุนสูงขึ้น โดยในมุมของการใช้ AI คุณ Arakin เน้นในเรื่องของ AI Responsibility ที่เป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ ทำให้ทุกคนในองค์กรเข้าถึงได้ ควบคุมการทำงานได้ด้วยตนเอง และรับผิดชอบโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นที่ตัดสินใจได้จริง
บอกเล่าเรื่องราว “จากสนามซ้อมสู่สนามจริง” โดยธนาคารออมสิน(GSB)

ธนาคารออมสินถือเป็นธนาคารของรัฐขนาดใหญ่ที่แน่นอนว่าขั้นตอนการปฏิบัติงานอาจไม่รวดเร็วนัก ด้วยขั้นตอนปฏิบัติงานและวิธีการทำงานที่ยังเป็น silo แต่ทีมงานของออมสินรู้ดีว่าการวิ่งตามกระบวนการไม่สามารถตามความเร็วของไอทีได้ทัน พวกเขาจึงร่วมมือกับ Red Hat เพื่อเริ่มต้นโปรเจ็คเล็กๆปรับรูปแบบของทีมพัฒนาแอปให้ทันสมัยในรูปแบบ Agile ซึ่งพวกเขาได้เรียนรู้ว่า “ในไม่ใช่แค่การเร่งความเร็ว แต่เป็นการเปลี่ยนทัศนคติครั้งใหญ่ให้ทุกคนได้ทำงานอย่างเป็นทีมโดยแท้”
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้พวกเขาไม่ต้องเลือกเพียงความช่วยเหลือจาก outsource เพียงอย่างเดียวแต่การเป็น microservice ที่พวกเขามีอำนาจควบคุมจังหวะได้เองทั้งหมด เลิกงานจำเจใช้ระบบแทนคน ดูแลได้เองพร้อมขยายบริการสู่มือลูกค้า จากทีมเล็กๆเริ่มต้นในวันนั้น ณ วันนี้พวกเขากำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความร่วมมือกับ Red Hat และเชื่อว่าในไม่ช้าภาพของระบบไอทีของธนาคารแห่งรัฐจะเปลี่ยนไปแน่นอน
ไฮไลต์งานช่วงบ่าย AI & Automation และ Sovereignty & Security
ไฮไลต์ของงานช่วงบ่ายจะเน้นไปที่การเจาะลึกโซลูชันของ Red Hat ไปกับธีมภาพใหญ่ด้าน AI และ Sovereignty ให้ทุกคนได้เห็นภาพเกี่ยวกับการมุ่งสู่โจทย์ทั้งสอง แต่ต้องไม่ละทิ้งเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยด้วยเช่นกัน
- AI & Automation
Red Hat Open Shift AI ถือเป็นพระเอกสำหรับส่วนงาน AI ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงความต้องการด้าน AI ขององค์กร กับโครงสร้างด้านไอทีได้อย่างอิสระ เพรียบพร้อมด้วยซอฟต์แวร์สำหรับงาน AI นอกจากนี้ยังรองรับการทำ AI Inferencing ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในฝั่ง Edge ที่ว่าด้วยเรื่องของ vLLM และ llm-d สำหรับสเกลงานให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน Red Hat Open Shift AI มากกว่านั้นการเลือกใช้ RHOS AI ยังส่งเสริมกลยุทธ์แบบ Model as a Service เพราะการรวมศูนย์และแบ่งใช้ทรัพยากรด้าน AI จะช่วยให้องค์กรควบคุม จัดการ และลดต้นทุนโปรเจ็กต์ AI ได้อย่างมาก โดยผู้ใช้ RHOS AI จะมีเครื่องมือสนับสนุนในการจัดการเหล่านี้ได้ทั้งวงจรปฏิบัติการ เช่น Authentication, Usage Metering, Usage Limit, AI Gateway ฯลฯ
Red Hat Ansible Automation Platform เป็นโซลูชันเรือธงด้าน AIOps (Automation) เปลี่ยน Insights ไปสู่ภาพการทำงานแบบอัตโนมัติ แต่มีความสามารถรองรับการทำงานระดับองค์กรเพื่อตอบคำถามด้าน Governance, Control และ Accountability ได้ นอกจากนี้ Red Hat เองยังนำเสนอมุมมองด้าน AI ในระดับการพัฒนาแอปพลิเคชันผ่าน Red Hat Dev Hub ที่ช่วยในระดับการจัดการเครื่องมือ/คู่มือขององค์กร บนพื้นฐานของ backstage.io รวมถึงมี Lightspeed for DevHub และ Lightspeed for DevSpace ช่วยเสริมศักยภาพการทำงานได้อีกขั้นหนึ่ง
- Sovereignty & Security
Sovereignty ถือเป็นธีมใหญ่ของโลกที่หลายคนหวนกลับมาพูดถึงเรื่องอำนาจการควบคุมในมืออีกครั้ง แต่ธีม Sovereignty พูดถึงความจริงที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนมากกว่า นอกเหนือจะประเด็นด้าน ‘Data Sovereignty’ แต่ต้องคุยเรื่อง ‘AI Sovereignty’ ไปพร้อมกัน โดยประเด็นสำคัญคือความสามารถในการตรวจสอบและควบคุม เช่น ที่มา, Integrity, Policy, Runtime, Accountability ซึ่งผู้บรรยายเผยว่าองค์กรจะต้อง ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบ การกำกับดูแลต่อผู้สงสัยใครรู้ ได้อย่างอิสระไม่อ้างอิงตามคำพูดจาก Vendor แน่นอนว่านี่ต้องเกิดขึ้นในหลายส่วนในแนวทางปฏิบัติจริง โดย Red Hat ได้นำเสนอสิ่งเหล่านี้ไว้แล้วในหลายผลิตภัณฑ์ เช่น Red Hat OpenShift, Red Hat OpenShift AI, Lightwell Project (IBM x Red Hat), Quay ฯลฯ
ประเด็นหัวข้อด้าน Security มีการพูดถึง Red Hat Virtualization ที่เพิ่มการรองรับ Networking อีกระดับด้าน EVPN, BGP ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สร้างความแตกต่างในทางปฏิบัติอย่างมหาศาล ลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ IP, Mac Address, DNS ขยาย Broadcast Domain ให้โซลูชันเครือข่ายอย่าง Firewall หรืออื่นๆมองเห็น Workload แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพในระดับ Bare Metal นอกจากนี้ในส่วนรากฐานอย่าง Red Hat Enterprise Linux 10 ยังเพิ่มการรองรับควอนตัมอัลกอริทึมสำหรับอนาคตไว้แล้ว ตลอดจนความสามารถ AI ใหม่จาก Red Hat Lightspeed ซึ่งมีการพัฒนาใหม่ออกมาเรื่อยๆ
สนใจรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมท่านสามารถลงทะเบียนเข้าฟัง Red Hat Summit Connect Virtual ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม นี้
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย









