Radware Cloudเอาอยู่!! ป้องกัน L7DDoS สุดซับซ้อนครั้งใหญ่ 14.7 ล้าน RPS ในแคมเปญโจมตีต่อเนื่อง 6 วัน

DDoS Attack มีหลายรูปแบบ ซึ่งที่ผ่านมาในหน้าข่าวคนส่วนใหญ่มักจะฮือฮากับปริมาณของทราฟฟิคจำนวนมาก และในฝ่ายป้องกันก็มักจะอวดถึงความสามารถในการรองรับทราฟฟิคเหล่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว DDoS Attack ยังมีการโจมตีที่เน้นคุณภาพและสร้างความน่าปวดหัวให้แก่ฝ่ายรับมือที่ซับซ้อนได้อีก อย่างการโจมตีในระดับ Layer 7 ที่เรามักต้องเปิดการเชื่อมต่อเอาไว้ใช้งาน ซึ่งจะเกิดการประมวลผลที่มากขึ้น ในแคมเปญที่น่าสนใจล่าสุด Radware Cloud ได้หยุดยั้งการโจมตีครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางไว้ได้ โดยเป้าหมายนั้นท่วมท้นไปด้วยทราฟฟิคไม่พึงประสงค์กลบทราฟฟิคดีที่กลายเป็นส่วนน้อย

ในบทความนี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  • SN_BLACKMETA กลุ่มคนร้าย DDoS Attack หน้าใหม่
  • Radware Cloud กับการป้องกัน L7 DDoS ที่สูงสุดถึง 14.7 ล้าน RPS
  • คำแนะนำจาก Radware เพื่อรับมือ L7 DDoS ที่ซับซ้อน

การรู้จักศัตรูเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการวางกลยุทธ์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยมักมี Threat Intelligence ที่เฝ้าระวังและเตือนเกี่ยวกับโลกที่อันตรายเหล่านี้อยู่เสมอ โดยหนึ่งในอาชญากรทางไซเบอร์หน้าใหม่อย่าง SN_BLACKMETA ก็คือกลุ่มกระทำการ L7 DDoS Attack ที่ถล่มโจมตีธุรกิจการเงินในตะวันออกกลางถึง 6 วัน ด้วยสถิติพีคสุดถึง 14.7 ล้าน Request ต่อวินาที (Request per second : RPS)

 SN_BLACKMETA ได้สร้างช่องทางตัวตนของพวกเขาทาง Telegram เมื่อปลายปี 2023 นี้เอง โดยเป็นกลุ่มคนแฮ็กเกอร์นักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านอิสราเอลและชาติพันธมิตรถึงการกระทำในปาเลสไตน์และชาวมุสลิม ณ เวลานั้นพวกเขากล้าประกาศถึงแผนการและโจมตีเป้าหมายทันใด และจากวันนั้น SN_BLACKMETA มีปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องโดยเน้นไปที่บริการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่พุ่งเป้าไปทางอิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย ฝรั่งเศส แคนนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกลุ่มคนร้ายมีการใช้ช่องทาง X เพื่อสื่อสารและโพสต์ซ้ำผลงานความสำเร็จของตนเองอีกด้วย ที่เรียกความสนใจจากสื่อต่างๆ

 อย่างไรก็ดีจากการวิเคราะห์ของทีมงาน Cyber Threat Intelligence(CTI) ของ Radware ถึงช่วงเวลาปฏิบัติการและภาษาที่ใช้มีความเป็นไปได้ที่  SN_BLACKMETA อาจจะเป็นกลุ่มรัสเซีย ตะวันออกกลาง หรือยุโรปตะวันออก แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในหลายมิติพบว่า การเลือกเหยื่อ วิธีการ และ แรงจูงใจ มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มคนร้าย Anonymous Sudan ในมุมของเป้าหมายมีความสอดคล้องกันถึง 70% และเมื่อต้นปีกลุ่ม Anonymous Sudan ก็ได้ประกาศเปิดบริการ DDoS for Hire ที่ขนานนามว่า InfraShutdown อีกด้วย ซึ่งอาจจะเป็นฐานหนึ่งของการโจมตีของ SN_BLACKMETA หากทั้งสองมีความเชื่อมโยงกันจริง

การโจมตีทั้ง 10 ระลอก , credit : radware

Radware CTI ได้เผยถึงเหตุการณ์โจมตีครั้งใหญ่ที่เน้นคุณภาพการโจมตีผ่านทาง Layer 7 จาก SN_BLACKMETA ที่หาญกล้าประกาศล่วงหน้าก่อนโจมตีหลายวันก่อนลงมือต่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป้าหมายต้องเจอกับการโจมตีหลายระลอกตลอด 6 วัน โดยมีช่วงเวลาการโจมตีกว่า 100 ชั่วโมง

ความน่าสนใจคือช่วงพีคของทราฟฟิคคือ 14,700,000 ล้าน Request ต่อวินาที ที่มีค่าเฉลี่ยทั้งหมดเป็น 4,500,000 ล้าน Request ต่อวินาที และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญเลยคือหากนับรวมทราฟฟิคโดยภาพรวมแล้ว ทราฟฟิคอันตรายมีจำนวนทั้งหมด 1.25 ล้านล้านครั้ง ในขณะที่ทราฟฟิคดีมีแค่ 1.5 พันล้านครั้ง นั่นหมายถึงว่าทราฟฟิคอันตรายแทบจะกลบการใช้งานจริงชนิดที่ไม่เห็นฝุ่น

ความยากของการตั้งรับก็คือ L7 Request ย่อมกินทรัพยากรมากอยู่แล้ว ลองจินตนาการถึงเส้นทางของแพ็กเกจที่วิ่งระหว่างต้นทางกับปลายทาง ยิ่งขึ้นไปประมวลผลที่ Layer สูงก็ต้องใช้พลังมากกว่า หากเป็นการโจมตีที่ L4 ยังสามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ แต่พอปล่อยมาถึง L7 ก็ต้องเข้าใจเรื่อง HTTP โดยอาจจะเป็นการสุ่มเกี่ยวกับพารามิเตอร์ต่างๆ นั่นแปลว่านี่เป็นการหวังผลเชิงคุณภาพที่ไม่ต้องคุยกันใหญ่โตเกี่ยวกับปริมาณนัก แต่หวังผลเลิศได้จากความซับซ้อนที่เกิดขึ้น

 อีกหนึ่งความท้าทายคือ แม้อัตราการโจมตีจะไม่ได้มีเน้นจำนวนเหมือน L4 แต่การโจมตีครั้งนี้ก็มากพอที่จะทำให้อัตราส่วนของทราฟฟิคปกติดูน้อยมากจนสังเกตยากเหลือเพียง 0.12% เมื่อเทียบกับทราฟฟิคที่โจมตี จุดสำคัญตรงนี้คือโซลูชันป้องกันต้องเก่งพอที่จะแยกแยะระหว่างคนดีกับคนร้าย หรือป้องกันได้โดยไม่บล็อกการใช้งานตามปกติตลอด 6 วัน ที่คนร้ายพยายามอย่างไม่ลดละ สิ่งเหล่านี้ได้แฝงไปด้วยเทคนิคและความซับซ้อนที่การใช้ Rate Limit เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำได้

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าความน่ากลัวของ L7 DDoS Attack ไม่ได้เน้นไปในเรื่องของปริมาณ แต่กลับมีความซับซ้อนและเมื่อมีปริมาณมากถึงจุดหนึ่งก็อาจทำให้การแยกแยะทราฟฟิคมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ตลอดจนความพยายามของคนร้ายที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ทำให้องค์กรประมาทไม่ได้

 โดย Radware ได้แนะนำวิธีการรับมือ L7 DDoS Attack ว่าควรต้องมีทั้งในมุมของ โซลูชัน DDoS Protection และ Web Application Security ดังนี้

  1. ผู้ป้องกันควรมี Intelligence เกี่ยวกับกลุ่มคนร้ายที่มีความเคลื่อนไหว
  2. โซลูชันสามารถสร้าง Signature แบบเรียลไทม์ได้เพื่อต่อกรกับ Zero-days Attacks
  3. โซลูชันการป้องกัน DDoS มีทางเลือกหลากหลายทั้ง On-premise และ Cloud ที่สามารถยังยั้งการโจมตีแบบเรียลไทม์ รวมถึงสามารถป้องกันการโจมตีเชิงปริมาณได้
  4. สามารถแยกแยะความผิดปกติระหว่างทราฟิคดีและร้ายได้อย่างแม่นยำ มีอัตรา False Positive ต่ำ
  5. โซลูชันมี Policy ที่สามารถปรับตัวได้อัตโนมัติ
  6. มีความสามารถป้องกัน  Bot, Dynamic IP, API และป้องกันได้ตาม OWASP Top 10
  7. โซลูชัน Web App Security มีทางเลือกทั้ง On-premise, Virtual และ Cloud ได้

ท่านใดสนใจโซลูชัน DDoS Protection, Bot Protection และ Web Application Protection หรือโซลูชันอื่นของ Radware สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Radware Sale Manager

Atichart Wala (Paint)

โทร: 094-594-4639

อีเมล: atichartw@radware.com

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ