ความซับซ้อนของ DDoS Attack เบื้องหลังฉากทัศน์คู่ขนานของสงครามอิสราเอล-ฮามาส

เราทุกคนทราบดีว่าสงครามทางกายภาพนั้นนำมาซึ่งความสูญเสียอันน่าเศร้า แต่นั่นคือมุมเดียวของคนทั่วไปที่รับรู้กัน แต่ในฐานะของผู้สนใจด้านไอที ท่านควรรู้ว่ายังมีสงครามทางไซเบอร์ที่ร้อนระอุไม่แพ้กัน ที่สำคัญคือมีความซับซ้อนมากกว่าแค่คู่ขัดแย้งของสงคราม แต่อาจจะลากประเทศที่อยู่ไกลอีกซีกโลกตกเป็นเหยื่อได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน

ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านมาพบกับความซับซ้อนในฉากทัศน์เบื้องหลังของสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ จากปากคำของ Radware ผู้เชี่ยวชาญและให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งสำนักงานใหญ่ ณ กรุงเทลอาวีฟ กำลังเผชิญกับสถานการณ์จริง โดยทางทีมงาน TechTalkThai ขอสรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับสงครามไซเบอร์และกลยุทธ์ DDoS ที่กำลังเกิดขึ้นจริงสดๆร้อนๆมาให้ทุกท่านได้ติดตามครับ

ความซับซ้อนของผู้เข้าร่วมสงคราม

หากพิจารณาจากสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาส อาจมีตัวละครเพียงไม่กี่ตัวที่ปรากฏขึ้น ทั้งกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ อิหร่าน และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่จากข้อมูลของ Radware ผู้ที่อยู่ท่ามกลางเหตุการณ์พบว่า แฮ็กเกอร์หลายสิบกลุ่มจากนานาประเทศได้เข้ามาพัวพันในสถานการณ์ครั้งนี้ ทั้งขั้วสนับสนุนและต่อต้านสหรัฐฯ เช่น รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน เป็นต้น

ความหลากหลายของผู้เล่น ยังส่งผลไปถึงยุทธวิธี เทคนิค และเครื่องมือที่อยู่ในสนามรบอีกด้วย นั่นหมายความว่าผู้ป้องกันจำเป็นต้องเผชิญกับการโจมตีที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าชวนคิดต่อคือจากประสบการณ์ในอดีตพบว่า เป้าหมายของการโจมตีสอดคล้องกับกิจกรรมทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นที่ประนามการกระทำของรัสเซียที่สงครามกับยูเครน ทำให้ธุรกิจองค์กรของญี่ปุ่นถูกโจมตีหลังจากนั้นเพียงไม่นาน

ลองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยที่อาจจะพยายามวางตัวไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใด แต่หากวันหนึ่งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้สนับสนุนที่เลือกข้าง องค์กรในไทยอาจต้องเผชิญกับการโจมตีในอนาคต ยังไม่นับรวมความคุกรุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังวางท่ากันอยู่และอาจปะทุนำมาซึ่งสงครามทางไซเบอร์ที่เข้มข้นมากกว่านี้ แล้วไทยเองยังปลอดภัยอยู่หรือไม่?

ความโกลาหลคือเป้าหมายสนับสนุนสงคราม

ผลสำเร็จของสงครามไม่ได้วัดกันเพียงความเสียหาย แต่การสร้างความสับสนทางจิตวิทยาและความโกลาหลของผู้คนก็เพียงพอแล้ว โดยมีหลายสถานการณ์ที่ Radware ได้ติดตามมาตั้งแต่วันที่สงครามเกิดขึ้นเมื่อ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เช่น

  • ระบบ CCTV ของหน่วยงานที่ให้บริการเกี่ยวกับน้ำถูกเจาะเข้าไป โดยคนร้ายได้เผยแพร่ภาพจากกล้องของหน่วยงาน แม้ดูเหมือนว่าจะไม่มีผลร้ายแรง แต่นี่ถือเป็นความสำคัญเพราะอาจจะจูงใจให้ถูกโจมตีหรือมองเห็นสถานการณ์โดยรอบได้
  • ระบบแจ้งเตือนมิสซายถูกโจมตีด้วยการทำ DDoS เพื่อปิดกั้นการรับรู้อันตรายที่กำลังเกิดขึ้น
  • ระบบหัวจ่ายน้ำมันภายในประเทศ
  • ข้อมูลส่วนตัวของ LBGTQ+
  • โจมตีเว็บข่าวให้ล่ม ไม่สามารถให้บริการได้

การโจมตีเหล่านี้เกิดจากผู้โจมตีหลายกลุ่ม โดยพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานรัฐบาลฯ ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่งสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และองค์กรประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การโจมตี DDoS ถือเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้ผู้คนเริ่มไม่ไว้วางใจ เพียงแค่ไม่สามารถให้บริการได้อาจนำไปสู่ความเคลือบแคลงที่ว่าผู้ให้บริการอาจถูกแฮ็ก แต่อันที่จริงแค่ถูกรบกวนจนไม่สามารถให้บริการได้เท่านั้น ไม่ให้อัปเดตข้อมูลที่จำเป็น ซึ่งเมื่อประกอบกับภาพของสงครามทางกายภาพ จิตใจของประชาชนอาจเริ่มปั่นป่วนได้ในที่สุด และนำไปสู่ความโกลาหลที่ยิ่งใหญ่กว่า

ความก้าวหน้าของ DDoS Attack ที่รับมือได้ยากกว่าที่คิด

DDoS Attack ไม่ใช่สิ่งเกิดใหม่ แต่ในปัจจุบันการรับมือกับการโจมตียากขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งแบบเดิมจะเน้นการโจมตีระดับ L3 และ L4 อย่างที่เรียกว่า ‘Connection Per Second : CPS’ โดยอาจเน้นเรื่องของปริมาณเป็นสำคัญ หรือทำให้ทราฟฟิคสูงเกินกว่าที่เครือข่ายเตรียมการไว้ นั่นเป็นอดีตไปแล้วเพราะการโจมตีสมัยใหม่ผู้โจมตีเน้นการทำงานระดับ L7 ที่เรียกว่า ‘Request Per Second : RPS’ โดยแน่นอนว่าการ Request เพียงครั้งเดียว อาจสร้างทราฟฟิคขากลับมาได้มากมาย นำไปสู่การประมวลผลที่มากขึ้น ยิ่งในยุคที่ทุกอย่างเป็น HTTPS นั่นหมายความว่าในฝั่งป้องกันต้องมีความสามารถถอดรหัสด้วย นั่นจำเป็นต้องอาศัยการประมวลผลที่มากกว่าเดิม

ในภาพของการโจมตีที่ Radware นำมาบรรยายครั้งนี้ ได้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมรับทราบถึงความซับซ้อน 3 ปัจจัยร่วมกันที่เกินขึ้นในการทำ DDoS Attack คือ

1.) Encrypted : เน้นการโจมตีจากโปรโตคอลเข้ารหัส เพิ่มการใช้ทรัพยากร

2.) Morphing : มีหลายรูปแบบการโจมตี โดยในหนึ่งระลอกอาจมีทั้ง L7 และ L3/L4 สลับกันไป

3.) Randomize : มีการเปลี่ยนแปลงพารามิเตอร์ URLs ค่าต่างใน Header และอื่นๆในระดับ L7

ความยากก็คือเมื่อผสานทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน การตรวจจับแบบ Static ย่อมไม่ได้ผล หากไร้การป้องกันแบบอัตโนมัติผู้ป้องกันก็จะเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่นั้นการอัปเดตต้องรวดเร็วเพียงพอ เพราะการโจมตีที่เกิดขึ้นแต่ละรูปแบบอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที นั่นหมายความว่าระบบตรวจจับของท่านต้องเร็วกว่าที่จะเกิดการโจมตีระลอกใหม่ หากโซลูชันที่ใช้อยู่ไม่ตอบโจทย์ เหยื่ออาจตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถให้บริการได้นับสัปดาห์เลยทีเดียว จากความพยายามอันน้อยนิดของคนร้าย

ความโดดเด่นของ Radware ที่ถูกนำเข้าไปปกป้องบริการสำคัญในระดับโลก

แน่นอนว่า Radware ที่อยู่ในศูนย์กลางของสงคราม ย่อมมีความเชี่ยวชาญมากกว่าใคร โดยเฉพาะ DDoS Attack ซึ่งได้รับความไว้วางใจในภาคบริการต่างๆ รับมือกับความอันตรายในภัยสงครามไซเบอร์ครั้งนี้ แต่นี่เป็นเพียงฉากหนึ่งของ Radware เท่านั้น จากกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

สิ่งที่ทำให้ Radware โดดเด่นกว่าโซลูชันอื่นๆในท้องตลาดคือ

  • AI – อัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนระบบ AI ของ Radware มีมุมมองที่ครอบคลุมเพียงพอที่จะรับมือจากการโจมตี โดยไม่มองเพียงแค่การแยกแยะรูปแบบการโจมตีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเข้าใจพฤติกรรมปกติของการใช้งานด้วย นั่นหมายความว่าเทคนิคที่คนร้ายสุ่มค่าซึ่งแตกต่างจะพฤติกรรมจากปกติจึงถูกป้องกันได้ นอกจากนี้ Threat Intelligence ที่แข็งแกร่งและมีการอัปเดตที่รวดเร็วยังเท่าทันต่อการป้องกันการโจมตี
  • Deployment Option – พร้อมสำหรับการป้องกันตามโจทย์ของธุรกิจทั้ง On-premise, Cloud และ Software โดยมี Scrubbing Center ถึง 19 แห่งทั่วโลก เพื่อปิดกั้นทราฟฟิคใกล้แหล่งกำเนิดเพื่อลดความเสียหายตั้งแต่เนิ่นๆ แถมยังมีความยืดหยุ่นที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมในแบบ Always-On หรือ On-demand โดยในธุรกิจที่กังวลเรื่องการเก็บข้อมูลภายในประเทศ On-premise ถือว่าตอบโจทย์ แต่หากมีฐานผู้ใช้งานระดับสากลทำประสานงานระหว่าง On-premise และ Cloud จะช่วยรองรับการโจมตีทั้งจากภายนอกและภายในควบคู่กัน เพิ่มความมั่นใจให้แก่การให้บริการ

Radware กับโอกาสทางการตลาดในประเทศไทย

นอกจากการบรรยายแบบสุดพิเศษแล้ว ทีมงาน TechTalkThai ยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณ Yaniv Hoffman, Vice President และ Managing Director ประจำภูมิภาค APJ ของ Radware อีกด้วย โดยสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดในประเทศไทยที่ทำให้ Radware มองเห็นว่านี่คือตลาดที่สำคัญก็คือ ความคืบหน้าจากภาครัฐจากการออกกฏหมายทางไซเบอร์หลายฉบับ และการมีหน่วยงานรับผิดชอบทางไซเบอร์ให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญเกิดขึ้น ตลอดจนผู้ให้บริการทางการเงินที่มีการออกข้อบังคับออกมา นั่นคือความชัดเจนหนึ่งที่คาดการณ์ได้องค์กรในประเทศไทยน่าจะให้ความสำคัญกับโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น ซึ่ง Radware พร้อมตอบโจทย์เหล่านั้น

อย่างไรก็ดี Radware มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะแชร์ประสบการณ์และความรู้ ที่ตนได้มองเห็นการโจมตีนับล้านที่เกิดขึ้นรายวันทั่วโลก แก่องค์กรและภาครัฐในประเทศไทย ให้เกิดความตระหนักรู้ โดยหวังที่จะทำงานร่วมกับภาคสาธารณะให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ให้บริการเทเลคอมที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายใหญ่จากสถิติใน APAC ของครึ่งปีแรกที่ผ่านมาด้วย

ข้อสรุปที่น่าสนใจของการบรรยายที่คุณ Yaniv ที่ชี้ให้เราเห็นก็คือ ไม่ว่าแรงจูงจึงจะเกิดขึ้นจากปัจจัยใด ระดับภัยคุกคามที่อาจจะแตกต่างกัน ความเข้มงวดของ Regulator แต่เมื่อภัยเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งบนโลกแล้ว ในอนาคตส่วนอื่นๆก็จะเผชิญการโจมตีด้วยเทคนิคและเครื่องมือที่คล้ายกันนี้ตามมา ด้วยเหตุนี้เอง Radware ที่มีฐานผู้ใช้อยู่มากมายทั่วโลก และเฝ้าติดตามภัยที่เกิดขึ้นใหม่ในทุกวินาที จึงพร้อมช่วยท่านรับมือกับภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที “คำถามสำคัญในมุมมองด้านความมั่นคงปลอดภัยปัจจุบันคือ เมื่อไหร่ ไม่ใช่ ถ้าหาก” — คุณ Yaniv กล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดสนใจโซลูชัน DDoS Protection, Bot Protection และ Web Application Protection หรือโซลูชันอื่นของ Radware สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Radware Sale Manager

Atichart Wala (Paint)

โทร: 094-594-4639

อีเมล: atichartw@radware.com

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ