Opera เวอร์ชันใหม่บนมือถือสามารถบล็อกการทำ Cryptocurrency Mining ใน Browser ได้

Opera ได้ออก Browser เวอร์ชันใหม่บนมือถือที่มีฟีเจอร์บล็อกการทำ Cryptocurrency Mining อย่างไรก็ตามมันจำเป็นต้องเปิดใช้งาน ad-blocker เสียก่อนเพื่อใช้ความสามารถนี้ โดยความสามารถนี้มีใน Opera เวอร์ชันของ Desktop ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาแล้ว

credit : Bleeping Computer

ผู้เชี่ยวชาญสังเกตุเห็นว่าความสามารถนี้จะไม่มีในเวอร์ชัน Mini บน Android และ iOS ดังนั้นผู้ใช้ต้องโหลด Opera เวอร์ชันฉบับเต็มบน Google Play เท่านั้น และอย่าลืมว่าต้องเปิดฟีเจอร์ Ad Blocker ด้วยตามภาพด้านบน

หลังจากติดตั้งและเปิดฟีเจอร์แล้วผู้ใช้สามารถเข้าไปทดสอบการบล็อก Crytocurrency Mining ได้ที่ http://www.cryptojackingtest.com/ ซึ่งเป็นไซต์ที่ Opera สร้างขึ้น โดยเมื่อกดปุ่มเริ่มต้น Browser จะเข้าไปโหลด Mining Script และระบุว่า Browser ของผู้ใช้มีการป้องกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ Opera ก็สามารถเข้าไปทดสอบได้หากไม่แน่ใจว่า Browser ของตนได้รับการปกป้องหรือยัง โดยถ้าผู้ใช้ไม่มีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนไปใช้งาน Opera ก็มีคำแนะนำว่าให้อัปเดตซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งหา Extension มาช่วยบล็อกการทำ Mining เหล่านี้

credit : Bleeping Computer

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/opera-blocks-in-browser-cryptocurrency-mining-in-new-mobile-browser-versions/

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

PDPC เดินหน้าผนึกกำลังเครือข่าย DPO กว่า 3,700 หน่วยงานทั่วประเทศยกระดับตามมติ ครม.ทันที [PR]

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน โดยผนึกกำลังเครือข่ายเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPO กว่า 3,700 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ เร่งดำเนินการรีเซ็ต Username และ …

พบแคมเปญโจมตีพุ่งเป้าช่องโหว่ Critical บน VMware vCenter เตือนแค่แพตช์อย่างเดียวอาจไม่พอ

ช่องโหว่ระดับ Critical บน VMware vCenter รหัส CVE-2026-59310 กำลังถูกใช้โจมตีจริงเป็นวงกว้างทั่วโลก โดยผู้โจมตีฝังกลไกคงสถานะการเข้าถึงที่ยังทำงานต่อได้แม้ระบบจะถูกแพตช์แล้ว ผู้ดูแลระบบจึงต้องตรวจสอบร่องรอยการถูกเจาะระบบควบคู่ไปกับการติดตั้งแพตช์