Offensive Security: บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยเชิงรุก ที่ทุกธุรกิจองค์กรในปัจจุบันและอนาคตจะขาดไปไม่ได้

โดยปกติแล้วเมื่อเราพูดถึงเรื่องของ Security ในธุรกิจองค์กร เรามักจะนึกถึงการจัดซื้อเทคโนโลยีหรือโซลูชันอย่าง Firewall, Antivirus หรือระบบอื่นๆ เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบ IT ของธุรกิจองค์กรเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว Security ยังมีอะไรที่มากกว่านั้น

Offensive Security ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับธุรกิจองค์กรที่ถูกใช้งานสากลทั่วโลกมาอย่างยาวนาน และในไทยเองนอกจากธุรกิจองค์กรอย่างสถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์แล้ว แนวคิดด้าน Offensive Security ก็เริ่มถูกนำมาใช้งานเป็นวงกว้างมากขึ้น เพื่อช่วยปกป้องระบบ IT สำคัญของธุรกิจจากภัยคุกคามที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และโซลูชัน Security แบบเดิมๆ นั้นไม่เพียงพอต่อการตอบโจทย์นี้

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Offensive Security เบื้องต้น พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากทีมงาน AIS Cyber Secure ที่เคยทำ Offensive Security ให้กับธุรกิจองค์กรและป้องกันระบบ IT สำคัญจากการถูกโจมตีในหลากหลายรูปแบบมาแล้ว

ทำไมเทคโนโลยีด้าน Security อย่าง Firewall, Antivirus, IDS/IPS, Log Management หรือ Security Analytics ถึงไม่เพียงพอ?

ถึงแม้ในหลายธุรกิจเราจะคุ้นเคยกับคำว่า Firewall, Antivirus, IDS/IPS, Log Management หรือ Security Analytics ในฐานะของเทคโนโลยีทางด้าน Cybersecurity แต่การใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ถือเป็นเพียงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในเชิงรับหรือ Defensive Security เท่านั้น และไม่เพียงพอต่อการปกป้องระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริง

ลองจินตนาการว่าธุรกิจของเรามีการติดตั้งระบบ E-Commerce ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อขายสินค้าด้วยการตัดบัตรเครดิตได้จริง และระบบนี้มีการเชื่อมต่อกับระบบ ERP/WMS สำคัญของธุรกิจ ซึ่งถึงแม้ธุรกิจจะทำการลงทุนปกป้องระบบเหล่านี้ด้วยการลงทุนจัดซื้อเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาติดตั้งใช้งาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าระบบ E-Commerce สำคัญนี้จะปลอดภัยจากการถูกโจมตีเสมอไป

เทคโนโลยีอย่าง Firewall, Web Application Firewall, Antivirus, IDS/IPS และอื่นๆ นั้น สามารถปกป้องระบบจากการถูกโจมตีได้แค่บางชนิดที่เทคโนโลยีเหล่านั้นรองรับ หรือมีการตั้งค่าการทำงานไว้ให้ตรวจจับการโจมตีในรูปแบบนั้นๆ เท่านั้น แต่หากผู้โจมตีระบบมีความพยายามในการโจมตีและค้นหาช่องโหว่หรือจุดอ่อนของระบบ การโจมตีก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น

  • การค้นหาช่องโหว่บนระบบ Load Balancer, Web Server หรือ Application Server ซึ่งยังไม่ได้ถูกทำการอัปเดต Patch อุดช่องโหว่ และอาศัยช่องโหว่นั้นเป็นก้าวแรกในการโจมตีระบบ ซึ่งบางครั้งช่องโหว่เหล่านี้อาจเป็นช่องโหว่ของ Firewall, Web Application Firewall หรืออุปกรณ์เครือข่ายหรือ Security อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบโดยตรงเลยก็ได้
  • การค้นหาโค้ดส่วนที่เขียนเอาไว้อย่างไม่ปลอดภัยภายใน Web Application, Desktop Application หรือ Mobile Application ซึ่งอาจจะเป็นการจัดการกับ Session ที่ไม่ดี หรือการจัดการประมวลผล Input อย่างไม่รอบคอบ ทำให้สามารถอาศัยจุดอ่อนตรงนี้ในการโจมตีต่อเนื่องได้
  • การค้นหาช่องโหว่ของระบบเบื้องหลังที่มีการใช้งานภายในธุรกิจองค์กร เช่น ระบบ AD, File Sharing, Server, Network หรืออุปกรณ์อื่นๆ และทำการโจมตีผ่านช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อเข้าถึงสิทธิ์ของผู้ใช้งานระดับสูงหรือผู้ดูแลระบบ และทำการเข้าถึงข้อมูลหรือระบบงานอื่นๆ ภายในองค์กรต่อเนื่องเพื่อทำการโจมตีหรือขโมยข้อมูล

จะเห็นได้ว่าถึงแม้เราจะทำการจัดซื้อเทคโนโลยีมาช่วยปกป้องระบบของเรามากแค่ไหน แต่หากระบบของเรานั้นยังคงมีจุดอ่อนหรือช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีหลุดรอดอยู่ ระบบ IT และข้อมูลสำคัญของธุรกิจเรานั้นก็ล้วนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงอยู่ดี

แล้วธุรกิจองค์กรจะทำอย่างไรเพื่อจัดการกับจุดอ่อนหรือช่องโหว่เหล่านี้? คำตอบก็คือ Offensive Security นั่นเอง

มาทำความรู้จักกับ Offensive Security เบื้องต้นกันก่อน

หากจะสรุปโดยย่นย่อให้เข้าใจง่าย แนวคิดของการทำ Offensive Security นั้นก็คือการนำเครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญมาทำการค้นหาช่องโหว่หรือจุดอ่อนที่มีในระบบของเราและสามารถถูกใช้ในการโจมตีได้ เพื่อให้ธุรกิจทราบถึงการมีอยู่ของช่องโหว่หรือจุดอ่อนเหล่านี้ และทำการอุดช่องโหว่หรือปิดจุดอ่อนที่มีอยู่เพื่อไม่ให้ถูก Hacker ใช้โจมตีในภายหลังได้นั่นเอง

สำหรับวิธีการในการทำ Offensive Security นี้ก็คือการทำ Security Assessment เพื่อประเมินความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ซึ่งมีด้วยกันหลายระดับ ได้แก่

1. Vulnerability Assessment (VA) ทำการตรวจสอบช่องโหว่ของอุปกรณ์และ Software ที่มีการใช้งานอยู่ภายในระบบ ซึ่งมักจะใช้เครื่องมือช่วยในการค้นหาช่องโหว่เหล่านี้

2. Penetration Testing (Pentest) ทำการตรวจสอบทั้งช่องโหว่และจุดอ่อนโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจใช้เครื่องมือช่วยในบางส่วนควบคู่ไปกับผู้ทดสอบที่มีความชำนาญเฉพาะในการวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยในแต่ละด้าน เช่น Web Security, Application Security, Mobile Application Security และอื่นๆ ซึ่งอาจมีการอ้างอิงตาม Framework มาตรฐานสำคัญๆ อย่างเช่น OWASP เพื่อให้ธุรกิจมั่นใจว่าจะปลอดภัยจากการโจมตีในรูปแบบมาตรฐานซึ่งเป็นที่นิยม

3. Red Team Assessment (iPentest) ทำการทดลองโจมตีระบบให้มีความเสมือนจริงมากที่สุด โดยนอกจากผู้ทดสอบจะทำการค้นหาช่องโหว่หรือจุดอ่อนเพื่อใช้ในการโจมตีแล้ว ก็ยังจะใช้วิธีการที่กว้างขึ้นในการโจมตี เช่น การทำ Social Engineering หลอกล่อพนักงานภายในองค์กรเพื่อใช้เป็นก้าวแรกในการโจมตี เป็นต้น ส่วนในฝั่งธุรกิจองค์กรเองก็จะมีการเตรียมทีม Security มาทดลองตรวจจับและยับยั้งการโจมตีเหล่านั้น หรือดำเนินกระบวนการต่างๆ เมื่อตรวจพบว่าระบบถูกโจมตีหรือไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ เพื่อทดสอบว่ากระบวนการที่วางเอาไว้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างเหมาะสมหรือไม่

โดยหลังจากที่มีการทำ Offensive Security จบแล้ว ผู้ทดสอบก็จะจัดทำรายงานของช่องโหว่และจุดอ่อนต่างๆ พร้อมคำแนะนำว่าธุรกิจองค์กรควรปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ระบบมีความมั่นคงปลอดภัยขึ้นอย่างไร และเมื่อธุรกิจองค์กรได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ปรับปรุงให้ระบบของตนเองมั่นคงปลอดภัยขึ้นแล้ว ก็อาจมีการทำ Offensive Security ซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อทดสอบว่าหลังจากปรับปรุงระบบไปแล้วนั้น ระบบจะมั่นคงปลอดภัยจากการโจมตีนั้นจริงๆ

เมื่อรู้ว่าระบบมีจุดอ่อนใดบ้างจากการทำ Offensive Security แล้ว ธุรกิจองค์กรต้องทำอะไรต่อ?

ในมุมของธุรกิจเมื่อได้รับรายงานจากการทำ Offensive Security แล้ว ก็จะต้องพิจารณาในการที่จะจัดการกับช่องโหว่หรือจุดอ่อนเหล่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะแบ่งออกเป็น 4 แนวทาง ได้แก่

  1. การลดความเสี่ยง (Risk Mitigation) เช่น การจัดการอัปเดตระบบเพื่ออุดช่องโหว่, การซื้อ Security Solution เพื่อมาป้องกันภัยคุกคามเพิ่มเติม, การปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบ, การแก้ไขโค้ดในส่วนที่มีช่องโหว่หรือจุดอ่อน, การพัฒนา Application ใหม่ทั้งหมดเลย ซึ่งแต่ละแนวทางนั้นก็อาจต้องมีกิจกรรมหรือการใช้งบประมาณที่แตกต่างกันออกไป
  2. การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) ถ้าหากพบว่าระบบมีความเสี่ยงสูงและอาจสร้างผลเสียต่อองค์กรได้มาก ก็อาจมีการตัดสินใจปิดไม่ให้มีการเข้าถึงระบบเหล่านั้นไปเลยจนกว่าจะมีการแก้ไขแล้ว หรือจัดหาระบบใหม่ที่มีความมั่นคงปลอดภัยกว่ามาใช้งานทดแทนระบบเดิม เป็นต้น
  3. การแบ่งความเสี่ยง (Risk Sharing/Risk Transfer) ในกรณีที่ธุรกิจตัดสินใจว่าจะไม่ทำการอุดช่องโหว่หรือแก้ไขจุดอ่อนที่ตรวจพบ ก็อาจตัดสินใจทำประกันภัยความเสียหายหรือ Cyber Insurance เพื่อให้บริษัทที่รับประกันนี้ช่วยจ่ายค่าเสียหายทดแทนให้กับธุรกิจหากช่องโหว่หรือจุดอ่อนนี้ถูกโจมตีขึ้นมา แนวทางนี้เหมาะกับช่องโหว่ที่มีโอกาสการเกิดได้ต่ำ แต่หากเกิดเหตุนี้แล้วจะเกิดความเสียหายมูลค่าสูง
  4. การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance) เป็นกรณีที่ธุรกิจยอมรับว่ารับได้กับความเสี่ยง และใช้ระบบนั้นๆ ที่ยังมีความเสี่ยงต่อไป โดยหากเกิดเหตุขึ้นก็ไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายต่อธุรกิจมากนัก

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจเองก็ต้องทำการประเมินความเสี่ยงของตนเองและตัดสินใจจัดการในประเด็นเหล่านี้ให้เหมาะสมกับงบประมาณและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งในแต่ละธุรกิจก็อาจมีระบบ IT ที่มีความสำคัญมากน้อยแตกต่างกัน ใช้งบประมาณในการแก้ไขที่แตกต่างกัน จึงต้องชั่งน้ำหนักตัดสินใจในส่วนนี้ให้ดี

ธุรกิจองค์กรไทย กับแนวโน้มในการทำ Offensive Security ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางกระแส Digital Transformation

ทีมงาน AIS Cyber Secure ระบุว่าที่ผ่านมานี้ธุรกิจองค์กรมีการทำ Offensive Security กันอยู่แล้วจากปัจจัยด้านข้อกฎหมายและข้อบังคับของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร, ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ด้วยกระแสของธุรกิจ Startup ที่เริ่มมีบริษัทที่เติบโตขึ้นมาเป็นรายใหญ่, การทำ Digital Transformation ของธุรกิจองค์กรจำนวนมาก และข่าวคราวของภัยคุกคามและการโจมตีที่นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น Offensive Security จึงกลายเป็นบริการที่เป็นที่ต้องการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในธุรกิจเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้ อีกแรงขับเคลื่อนที่ส่งผลเป็นอย่างมากก็คือการออกข้อกฎหมายพรบ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะบังคับใช้กับทุกธุรกิจและมีบทลงโทษที่รุนแรง ธุรกิจองค์กรจำนวนมากจึงทำการเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับตนเองด้วยการนำ Offensive Security ไปใช้เพื่อลดความเสี่ยง

ทั้งนี้ในแต่ละธุรกิจเองก็อาจมองการทำ Offensive Security ในระดับที่แตกต่างกันไป และอาจเลือกทำกับระบบที่มีความสำคัญสูงหรือมีความเสี่ยงสูงก่อน หรือกำหนดรอบในการทำซ้ำให้แตกต่างกันตามลำดับความสำคัญ ให้สอดคล้องกับงบประมาณและความคล่องตัวในการทำงานด้วย

AIS Cyber Secure ระบุว่าที่ผ่านมามีธุรกิจองค์กรและหน่วยงานรัฐในหลากหลายรูปแบบที่ใช้บริการในส่วนนี้ และพบถึงช่องโหว่หรือจุดอ่อนที่ไม่เคยคาดถึงซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อธุรกิจหรือหน่วยงานอย่างมหาศาลได้ในอนาคต เช่น

  • สถาบันการศึกษาที่มีการพัฒนาระบบของตนเอง แต่ไม่ได้มีการพัฒนาโค้ดในส่วนของการกำหนดสิทธิ์และการจัดการกับ Session ของผู้ใช้งานให้ดี ทำให้ผู้โจมตีสามารถปลอมตัวเป็นนักเรียนนักศึกษาคนอื่นและเข้าถึงข้อมูลหรือสั่งทำสิ่งต่างๆ ได้ อีกทั้งยังอาจเสี่ยงต่อการผิดพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
  • ธุรกิจที่มีการพัฒนา Web Application หรือ Mobile Application ของตนเองและยังมีช่องโหว่หรือจุดอ่อนอยู่ ก็อาจถูกใช้ช่องโหว่หรือจุดอ่อนนั้นในการโจมตีต่อเนื่องเพื่อขโมยข้อมูลของผู้ใช้งานในระบบ หรือทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้
  • ธุรกิจองค์กรที่มีการวางระบบ IT Infrastructure เอาไว้มากมาย แต่ไม่ได้มีการดูแลรักษาด้านความมั่นคงปลอดภัยหรืออัปเดต Patch อย่างต่อเนื่อง ก็อาจถูกโจมตีผ่านช่องโหว่เหล่านี้และใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงระบบหรือข้อมูลสำคัญขององค์กรได้
  • ธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งานบริการ Cloud เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการกำหนดตั้งค่าการทำงานของบริการ Cloud ให้เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดกรณีข้อมูลรั่วไหลทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้
  • ธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐที่มีการจัดจ้างให้บริษัทอื่นๆ มาทำการพัฒนา Application ให้ โดยทั่วไปนั้นมักมีการทำแต่ Functional Test เพื่อทดสอบการทำงานของระบบ แต่ไม่ได้มีการตรวจสอบประเด็นด้าน Non-Functional เช่น Performance หรือ Security ซึ่งก็อาจนำมาสู่ความเสี่ยงในอนาคตได้

เรียกได้ว่าการทำ Digital Transformation ที่จะทำให้ธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นนั้นก็อาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงมากขึ้นไปในเวลาเดียวกัน และบริการอย่าง Offensive Security นี้เองที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถทำ Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจและมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้นได้นั่นเอง ซึ่ง AIS Cyber Secure ก็เชื่อว่าในปี 2021 นี้แนวโน้มด้านการทำ Offensive Security จะเติบโตยิ่งขึ้นในไทยอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริหารของหลายธุรกิจเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวทางนี้ และการประกาศบังคับใช้พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2021 ที่กำลังจะมาถึง

ตอบโจทย์การทำ Offensive Security ในทุกระดับ พร้อมจัดการกับช่องโหว่และจุดอ่อนของระบบ ด้วยบริการ One Stop Service จาก AIS Cyber Secure

AIS Cyber Secure ในฐานะของผู้ให้บริการ One Stop Service ทางด้าน Cybersecurity แก่ธุรกิจองค์กรทั่วไทยนั้น ก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์สำหรับให้บริการด้าน Offensive Security โดยเฉพาะซึ่งครอบคลุมทั้งการทำ Vulnerability Assessment (VA), Penetration Testing (Pentest) ไปจนถึง Red Team Assessment (iPentest) เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของธุรกิจองค์กรในทุกระดับ

นอกเหนือไปจากทีมบริการทดสอบ Offensive Security ที่มีความรู้ความชำนาญแล้ว อีกจุดหนึ่งที่โดดเด่นของ AIS Cyber Secure นี้ก็คือการให้บริการด้าน Cybersecurity ได้อย่างครบวงจรแบบ One Stop Service ที่ครอบคลุมทั้ง Defensive Security และ Offensive Security รวมถึงการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งธุรกิจองค์กรก็สามารถเลือกใช้เฉพาะแค่บริการส่วนใดส่วนหนึ่งที่ต้องการ หรือเลือกใช้ทั้งสองส่วนเลยก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้สำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นวางแผนด้าน Cybersecurity สำหรับปี 2021 และยังไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร หรือเริ่มมีโจทย์ในใจอยู่แล้ว ก็สามารถติดต่อทีมงาน AIS Cyber Secure เพื่อรับคำปรึกษาที่รอบด้านทั้งในส่วนของ Defensive Security และ Offensive Security ได้ทันที

สนใจติดต่อ AIS Cyber Secure ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจบริการของ AIS Cyber Secure สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/security.html หรือสอบถามข้อมูลทางอีเมล์ cybersecure@ais.co.th และเบอร์โทรศัพท์  063-225-3434 หรือติดต่อทีมงานของ AIS ที่ดูแลธุรกิจของคุณอยู่เพื่อประสานงานสำหรับการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่างๆ

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ