Microsoft ประกาศต่ออายุการสนับสนุน Windows 7 และ 8.1 บนอุปกรณ์ที่ใช้หน่วยประมวลผล Intel Skylake จนถึงปี 2018

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

ในกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา Microsoft ได้ประกาศเงื่อนไขที่จะสนับสนุนการใช้งาน Windows 7 และ Windows 8.1 บนอุปกรณ์ที่ใช้หน่วยประมวลผลตระกูล Skylake ตัวใหม่ของ Intel ไปจนถึงปี 2017 แต่แล้วก็ได้รับ Feedback จากกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานมากมายที่ต้องการให้ขยายเวลาเพิ่มมากขึ้น

ล่าสุด Microsoft ได้ออกมาประกาศขยายเวลาการสนับสนุนสำหรับ Windows 7 และ Windows 8.1 บนอุปกรณ์ที่ใช้หน่วยประมวลผล Skylake ไปจนถึงปี 2018 แล้ว ซึ่งเงื่อนไขการสนับสนุนมีรายละเอียดดังนี้

  • ขยายเวลาสนับสนุน Windows 7 และ Windows 8.1 สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ Skylake ไปอีกหนึ่งปี โดยขยายเวลาจาก 17 กรกฎาคม 2017 เป็น 17 กรกฎาคม 2018
  • หลักจากเดือน กรกฎาคม 2018 จะยังคงปล่อยอัพเดตสำหรับ Critical Security Patch ที่จำเป็นสำหรับ Windows 7 และ Windows 8.1 บนอุปกรณ์ที่ใช้ Skylake จนถึงระยะเวลาหยุดสนับสนุน Windows 7 ในวันที่ 14 มกราคม 2020 และ Windows 8.1 ในวันที่ 10 มกราคม 2023

การขยายระยะเวลาสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือผู้ใช้งานที่กำลังมีแผนในการอัพเกรดเป็น Windows 10 ในอนาคต ทำให้มีระยะเวลาในการอัพเกรดได้นานขึ้น และมีความมั่นใจในฮาร์ดแวร์ใหม่ๆที่กำลังจะออกมาอีกด้วย โดย Microsoft แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัพเกรดเป็น Windows 10 หากใช้งานหน่วยประมวลผล Skylake เนื่องจากจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า Windows 7 มาก โดยสามารถทำความเร็วในด้าน Graphic ได้ถึง 30 เท่า และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่า 3 เท่า

ที่มา : http://blogs.technet.com/b/windowsitpro/archive/2016/03/18/updates-to-support-policy-for-skylake-devices-running-windows-7-and-windows-8-1.aspx


About เด็กฝึกงาน TechTalkThai หมายเลข 1

นักเขียนมือใหม่ผู้หลงใหลใน Enterprise IT และซูชิ

Check Also

กลุ่ม RansomHouse ได้กล่าวอ้างถึงการโจรกรรมข้อมูล 450GB จาก AMD

บริษัท AMD ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่ปฏิบัติการโดยกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ RansomHouse เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ข้อมูล 450GB สูญหาย  

Raspberry Pi ออกบอร์ด Pico รุ่นใหม่เพิ่มชิป Wireless และการเชื่อมต่อภายนอก

เมื่อต้นปี 2021 การมาถึงของ Raspberry Pi Pico ถือเป็นบอร์ดขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จมากตัวหนึ่งด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 4 เหรียญสหรัฐฯ ล่าสุดมีการเพิ่มฟังก์ชันให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อภายนอกและสัญญาณไวไฟได้