Helix เปิดตัวพร้อมทุนกว่าหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI

กลุ่มพันธมิตรนักลงทุนรายใหญ่ได้ประกาศเปิดตัวบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ในชื่อ Helix Digital Infrastructure เพื่อดำเนินการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ป้อนให้แก่ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลอร์

Credit: Helix

กลุ่มผู้สนับสนุนเบื้องหลังของ Helix ประกอบด้วยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง KKR, สำนักงานการลงทุนแห่งคูเวต (Kuwait Investment Authority – KIA), Nvidia และ Vistra บริษัทสาธารณูปโภคด้านพลังงานรายใหญ่ โดยกลุ่มพันธมิตรได้ร่วมกันจัดหาเงินทุนผูกพันระยะยาวให้แก่ Helix คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งมีแผนที่จะดึงดูดนักลงทุนสถาบันรายอื่น ๆ เข้ามาร่วมเพิ่มเติมในอนาคต

Helix จะได้รับการนำทัพโดย Adam Selipsky อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon Web Services (AWS) ในตำแหน่ง CEO และมี Waldemar Szlezak หัวหน้าระดับโลกฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ KKR เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของบริษัท

บริษัทมีแผนที่จะสร้างศูนย์ข้อมูลโดยใช้ Nvidia DSX ซึ่งเป็นชุดเทคโนโลยีที่ครอบคลุมสำหรับการสร้างคลัสเตอร์ AI ขนาดใหญ่ โดยภายในชุดเครื่องมือจะประกอบด้วยพิมพ์เขียวที่อธิบายวิธีการรวมการ์ดจอของ Nvidia เข้ากับฮาร์ดแวร์ของผู้ผลิตภายนอก มีเครื่องมือจำลองสถานการณ์ที่ช่วยให้วิศวกรสามารถทดสอบการออกแบบศูนย์ข้อมูลก่อนการติดตั้งใช้งานจริง รวมถึงระบบปฏิบัติการ DSX OS ที่จะเข้ามาช่วยจัดการงานดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละวันโดยอัตโนมัติ

Helix ได้แต่งตั้งให้ Nvidia เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านชิปจะเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการติดตั้งใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ Vistra บริษัทพลังงานที่ร่วมลงขันในดีลนี้ จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาพลังงานหลักให้แก่โครงการต่าง ๆ ของ Helix โดยปัจจุบัน Vistra ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตรวมกันสูงถึงประมาณ 44 กิกะวัตต์

กลยุทธ์สำคัญของ Helix คือการวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว ซึ่งบริษัทจะไม่เพียงแต่ลงทุนในส่วนของศูนย์ข้อมูลเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงระบบเครือข่ายใยแก้วนำแสง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการลงทุนด้านพลังงานของ Helix จะขยายขอบเขตไปตั้งแต่โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าไปจนถึงระบบขนส่งพลังงานอย่างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

“ผู้ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรายใหญ่ในปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดความซับซ้อนและปลดล็อกกำลังการผลิตใหม่ ๆ” Selipsky กล่าว “Helix ได้รวมเอาเงินทุนระยะยาวจำนวนมหาศาลเข้ากับขีดความสามารถและความเชี่ยวชาญ เพื่อส่งมอบโซลูชันโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบองค์รวมด้วยความเร็วและขนาดที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด”

การตัดสินใจเปิดตัวบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจได้รับแรงผลักดันมาจากดีลมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่กลุ่มผู้สร้างศูนย์ข้อมูล AI ได้ลงนามไปในช่วงปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนเมษายน CoreWeave Holdings ชนะสัญญาจำหน่ายกำลังการผลิตบนคลาวด์มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่ Meta Platforms ยาวไปจนถึงปี 2032 ขณะที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ Nebius Group ก็ได้เซ็นสัญญาโครงสร้างพื้นฐานในลักษณะเดียวกันกับบริษัทแม่ของ Facebook ด้วยมูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้าน Microsoft เองก็มีข้อตกลงผูกพันในการซื้อกำลังการผลิตการ์ดจอมูลค่า 1.47 หมื่นล้านดอลลาร์จาก Nscale Global Holdings เช่นกัน

ทั้งนี้ นอกจาก CoreWeave จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แก่กลุ่มไฮเปอร์สเกลอร์แล้ว บริษัทยังดำเนินระบบคลาวด์สาธารณะของตนเองด้วย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า Helix อาจจะเลือกเดินตามแนวทางที่คล้ายกันนี้ และมีความเป็นไปได้ว่าบริษัทจะนำฐานเงินทุนจำนวนมหาศาลนี้ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลเฉพาะของตนเอง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือคู่แข่งในตลาด

ที่มา: https://siliconangle.com/2026/06/11/helix-launches-10b-funding-build-ai-infrastructure/

About นักเขียนฝึกหัดหมายเลขเก้า

Check Also

แคสเปอร์สกี้และสกมช. จับมือต่ออายุ MoU เสริมแกร่งความมั่นคงทางไซเบอร์ของไทย [PR]

แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ต่ออายุและขยายบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) เพื่อกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศไทย ข้อตกลงนี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของภัยคุกคามที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายการโจมตีมากขึ้นในประเทศไทย และมุ่งสร้างกรอบการทำงานที่ครอบคลุมสำหรับการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคาม การสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีในประเทศ และการสนับสนุนการฝึกอบรมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ภายใต้แนวคิด Kaspersky Global …

เตรียมพร้อม MFA กับ SendQuick เมื่อ Multi-factor Authentication กลายเป็นวาระเร่งด่วน!

ต้นเหตุของ Data Breach กว่าครึ่งมาจากบัญชีผู้ใช้งานถูกขโมยหรือรั่วไหลออกไป สู่ข้อมูลหลายล้าน Record ที่ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลดได้ผ่าน Dark Web อย่างไม่ยากเย็น ด้วยเหตุนี้เององค์กรใดๆจึงต้องมีมาตรการปกป้องตัวตนอีกชั้นหนึ่งที่เรียกว่า Multi-factor Authentication (MFA) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าช่วยลดเหตุถูกขโมยบัญชีได้อย่างมีนัยสำคัญ