เชิญร่วมงานสัมมนา Rethink & Rebuild your Cyber Security Plan โดย AMR Asia

[Guest Post] Microchip เปิดตัวอุปกรณ์ CoaXPress 2.0 ความเร็วสูง ที่ช่วยให้การจับภาพด้วยระบบแมชชีนวิชั่น (Machine Vision) เป็นไปอย่างรวดเร็ว

Microchip ประกาศเปิดตัวอุปกรณ์ CoaXPress 2.0 ความเร็วสูงที่ช่วยให้การจับภาพด้วยระบบแมชชีนวิชั่น (Machine Vision) เป็นไปอย่างรวดเร็วขณะที่ทำให้การออกแบบและใช้ระบบสะดวกขึ้น  สร้างจากการที่บริษัทร่วมงานกับองค์กรมาตรฐานอุตสาหกรรมและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ใช้อุปกรณ์เพื่อสร้างการ์ดจับภาพ (capture card) และกล้องที่รองรับข้อกำหนดใหม่

 

 

ก่อนที่มาตรฐานอินเทอร์เฟซ CoaXPress 2.0 12.5Gbps จะได้รับการรับรองเมื่อปีที่แล้ว โซลูชันการจับภาพด้วยระบบแมชชีนวิชั่น (machine vision) ได้มาแทนที่สายพานลำเลียงซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญเพื่อให้ผลิตงานได้เร็วขึ้น ปัจจุบันนี้ ไมโครชิป เทคโนโลยี อิงก์ (Microchip Technology Inc.) (Nasdaq: MCHP) ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการตระหนักถึงศักยภาพของ CoaXPress (CXP) อย่างเต็มที่ในโรงงานโดยใช้อุปกรณ์อินเตอร์เฟซแบบชิปเดี่ยว (single-chip) ที่มีชั้นสื่อสารฟิสิคัล (physical-layer) ชิ้นแรก ซึ่งมีคุณลักษณะที่ปรับปรุงการออกแบบระบบแมชชีนวิชันให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ส่งข้อมูลเร็วขึ้นและใช้งานง่ายขึ้นในการบรรจุขวดปริมาณมาก การตรวจสอบอาหาร การตรวจสอบอุตสาหกรรม และการประยุกต์ใช้งานด้านการถ่ายภาพ

“เราทำงานร่วมกับสมาคมภาพถ่ายทางอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (Japan Industrial Imaging Association หรือ JIIA) ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐาน และลูกค้าชั้นนำ เพื่อให้สิ่งที่เรานำเสนอร่วมกับ CXP มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เราจึงใช้ประโยชน์จากข้อกำหนดในโรงงานได้อย่างเต็มที่ โซลูชันการส่งข้อมูลที่ประหยัดพลังงานและมีเวลาแฝงในระดับต่ำ (low-latency) ของเรารวมเอาอีควอไลเซอร์ (equalizer), เคเบิล ไดรเวอร์ (cable driver) และคล็อก ดาต้า รีคัปเวอรี (clock data recovery หรือ CDR) ไว้ในชิปตัวเดียว ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตกล้องและการ์ดจับภาพส่งสัญญาณวิดีโอความเร็วและความละเอียดสูงได้ รวมทั้งควบคุมการส่งสัญญาณและใช้ไฟจากสายโคแอ็กซ์เชียล (coaxial cable) สายเดียว” แมทเทียส เคสเนอร์ (Matthias Kaestner) รองประธานหน่วยธุรกิจระบบข่าวสารและความบันเทิงภายในรถยนต์ (Automotive Infotainment Systems) กล่าว

อุปกรณ์ CoaXPress ตระกูล EQCO125X40 ของ Microchip เป็นอุปกรณ์แรกที่ใช้มาตรฐาน CXP 2.0 โดยเริ่มจากการออกแบบใหม่ที่ใช้กับระบบ เครื่องมือ หรือโปรแกรมรุ่นเก่ากว่าได้ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนด โดยมี CDR ในตัวที่ความเร็วทุกระดับและนาฬิกาด้านข้างของกล้อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ตามความเป็นจริง อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเพิ่มปริมาณการประมวลผลของแมชชีนวิชั่นได้อย่างมากโดยใช้กล้องและการ์ดจับภาพส่งข้อมูลได้เร็วกว่าโซลูชันทางเลือกสี่ถึงแปดเท่า นอกจากนี้ อุปกรณ์เหล่านี้ยังช่วยเพิ่มระยะทางของสายเคเบิล/สัญญาณลิงก์ให้ยาวขึ้นถึงสี่เท่าโดยใช้พลังงานน้อยกว่ามากและเวลาแฝงเกือบเป็นศูนย์

ผลิตภัณฑ์ตระกูลนี้ยังเพิ่มพิกัดความเผื่อในการออกแบบ (design tolerance) และความยืดหยุ่นด้วยการล็อคความถี่ทั้งหมดที่ความเร็วใด ๆ ตั้งแต่ CXP-1 ถึง CXP-12 ได้อย่างราบรื่นและไม่ต้องใช้หลายช่องสัญญาณ โดยรองรับแบนด์วิดท์ 12.5Gbps ผ่านสายเคเบิลเส้นเดียว ตัวเลือกการต่อสายเคเบิลที่มีมากขึ้นช่วยให้มั่นใจว่าจะติดตั้งระบบได้ในกรณีที่จำเป็นและ CDR ในตัวช่วยลดค่าจิตเตอร์ (jitter) สำหรับสัญญาณที่ส่งจากกล้องไปยังการ์ดจับภาพ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องตั้งโปรแกรมนาฬิกาแยกต่างหากใน FPGA เพราะมีคล็อก รีคัปเวอรี (clock recovery) ความถี่ต่ำในกล้อง การทดสอบความสมบูรณ์ของสัญญาณลิงค์ในตัวช่วยให้ระบบตรวจสอบความสมบูรณ์ของสายเคเบิลลิงค์ (cable link) ได้แบบเรียลไทม์ก่อนและระหว่างการทำงาน

สำหรับผู้ผลิตการ์ด ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Microchip ช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งทำได้ง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลง ลูกค้านำไปใช้ได้ที่ใดก็ได้ที่ต้องการในสายการผลิต ผลิตภัณฑ์ช่วยให้ทดสอบคุณภาพสายเคเบิลลิงก์ (cable link) แบบตั้งค่าล่วงหน้าและแบบเรียลไทม์ได้ จึงนำเสนอทางออกที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกที่ปรับขนาดได้ถึง 50 Gbps โดยใช้สายเคเบิลหลายเส้น

“ตระกูล CXP-12 ใหม่ของ Microchip นำเสนอผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่มีโซลูชันอีควอไลเซอร์ชิปเดี่ยวที่มีขนาดกะทัดรัดและมีส่วนประกอบน้อย ซึ่งสามารถตอบสนองข้อกำหนดเรื่องค่าการสูญเสียสัญญาณ (return loss) ของ CoaXPress ได้อย่างง่ายดายอุปกรณ์ดังกล่าวมีคุณลักษณะสวยสง่าเพื่อให้การทดสอบเคเบิลมาร์จิน (cable margin) แบบเรียลไทม์ตรวจจับสายสัญญาณที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพได้ก่อนที่จะเห็นความผิดพลาดใด ๆ ของบิต (bit error) ในการทำงานปกติ” คริส เบย์นอน (Chris Beynon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของแอคทีฟ ซิลิคอน (Active Silicon) กล่าว

อุปกรณ์ CXP ของ Microchip ช่วยให้ผู้ผลิตได้ปริมาณงานเท่ากันจากสองพอร์ตในกล้องและเฟรมแกร็บเบอร์ (frame grabber) เหมือนที่เคยทำได้โดยใช้สี่พอร์ต อีกทั้งยังใช้อุปกรณ์นี้ดึงข้อมูลนาฬิกา (clock) ซึ่งมีความถี่ต่ำแบบเรียลไทม์ที่ด้านข้างของกล้อง ซึ่งให้จังหวะสัญญาณที่แม่นยำกว่า นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังใช้เป็นสายเคเบิ้ลรีพีเตอร์ (cable repeater) เพื่อให้กล้องเชื่อมสัญญาณได้ในระยะไกลขึ้น การที่ CXP ใช้พลังงานต่ำจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำโซลูชันการจับภาพที่มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพดีกว่าออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ลูกค้าในขณะที่ออกแบบได้ง่ายกว่าโดยมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

“ด้วยอุปกรณ์ CXP ของ Microchip เรารองรับความต้องการของตลาดด้วยการเพิ่มปริมาณข้อมูลเป็นสองเท่าในขณะที่รักษาต้นทุนระบบเท่าเดิม” อังเดร เจคอบส์ (Andre Jacobs) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขายของอดิเม็ค (Adimec) กล่าว

“JIIA รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นไมโครชิปนำเสนอโซลูชัน CoaXPress 2.0 ที่ใช้พลังงานต่ำและมีประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ตลาด ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนด CoaXPress 2.0 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็ว ๆ นี้” ซาชิโอะ คิอุระ (Sachio Kiura) ประธานสมาคมภาพถ่ายทางอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น กล่าว

นอกจากการมอบขีดความสามารถที่สำคัญซึ่ง Microchip เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้คนนำโซลูชันแมชชีนวิชั่นที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและต้นทุนต่ำกว่ามาใช้ได้เร็วขึ้นในการประยุกต์ใช้กับการตรวจสอบอุตสาหกรรมแล้ว บริษัทคาดว่าผลิตภัณฑ์ตระกูล CoaXPress 2.0 จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่า ๆ กันในการประยุกต์ใช้ต่าง ๆ ได้แก่ การตรวจสอบการจราจร การเฝ้าระวัง และความปลอดภัย ระบบการตรวจสอบทางการแพทย์ และโซลูชันแมชชีนวิชั่นในตัว ตระกูลนี้อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซึ่งขยายข้อกำหนดสำหรับการสร้างโซลูชันแบบครบวงจร (total system solution) รวมถึง  PolarFire® FPGA (field programmable gate array หรืออุปกรณ์ลอจิกแบบโปรแกรมได้) ความเร็ว 12Gbps ของ Microchip ซึ่งรองรับโปรโตคอล CoaXPress ได้อย่างราบรื่น โดยนักพัฒนาโปรแกรมไม่ต้องใช้ความพยายามมากในขณะที่ใช้โซลูชันประหยัดพลังงาน มีเวลาแฝงต่ำ และทิ้งข้อมูล (footprint) ไว้น้อย

เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์

มีบอร์ดประเมินผลสำหรับตระกูล CoaXPress 2.0 ของ Microchip (ตัวส่งสัญญาณ ตัวรับสัญญาณ และรีพีทเตอร์ (Repeater)) เพื่อช่วยให้ลูกค้าพัฒนาซอฟต์แวร์

การวางจำหน่าย

ตระกูล Microchip CoaXPress 2.0 ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่มีกล้องอยู่ด้านข้างสำหรับเครื่องส่งสัญญาณเท่านั้น และตัวเลือกตัวรับส่งสัญญาณชิปเดี่ยวสามตัว แต่ละชิ้นบรรจุอยู่ในแพ็คเกจ Quad Flat No-lead (QFN) 16-pin และเข้ากันได้กับอุปกรณ์ตระกูล CoaXPress 1.1 ของ Microchip สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงการกำหนดราคา กรุณาติดต่อตัวแทนขายของ Microchip หรือผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกที่ได้รับอนุญาต หรือดูพอร์ตโฟลิโอกลุ่มผลิตภัณฑ์ CoaXPress 2.0 ของ Microchip หากต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่กล่าวถึงที่นี่ กรุณาเข้าไปที่พอร์ทัลสำหรับซื้อสินค้าของ Microchip

 

เกี่ยวกับ ไมโครชิพ เทคโนโลยี

บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้นำด้านการจัดหาเซมิคอนดักเตอร์สำหรับโซลูชั่นควบคุมแบบฝังที่เป็นอัจฉริยะ เชื่อมต่อ และปลอดภัย เครื่องมือพัฒนาที่ใช้งานง่าย ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบได้อย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนโดยรวมของทั้งระบบ และยังช่วยลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โซลูชั่นของบริษัทให้บริการลูกค้ามากกว่า 120,000 รายในตลาดอุตสาหกรรม ยานยนต์ ผู้บริโภค อวกาศและการป้องกันประเทศ การสื่อสารและการประมวลผล สำนักงานใหญ่ของไมโครชิพตั้งอยู่ที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา บริษัทนำเสนอการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เป็นเลิศ พร้อมกับการขนส่งและคุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของไมโครชิพที่ www.microchip.com

 



About Maylada

Check Also

[Guest Post] “อว.” จุดพลุเปิดตัวโครงการ “AI for All” มุ่งสร้างองค์ความรู้ด้าน AI ปูพรมผ่าน 5 โครงการสำคัญ เจาะทุกกลุ่มเป้าหมาย

“อว.” บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน จุดพลุเปิดตัวโครงการ “AI for All” เน้นสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI แก่ประชาชน พร้อมส่งเสริมให้นำ AI มาประยุกต์ใช้ต่อยอดในสาขาวิชาชีพต่างๆ รวมไปถึงชุมชนและสังคม ผ่าน 5 …

[Guest Post] Aruba ESP ผสานรวมระบบเครือข่ายสำหรับ IoT, IT และ OT เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น ตอบรับต่อสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

แพลตฟอร์มแรกที่ควบคุมการทำงานผ่านการโปรแกรมได้อย่างสมบูรณ์เพื่อผสานรวมระบบเครือข่าย IT, IoT และ OT พร้อมด้วยการทำ Zero Trust Security และ AIOps ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติและปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย, มีความมั่นคงทนทาน และใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ