ช่วงนี้หากใครมีโครงการจัดซื้อระบบ Backup และเชิญทาง Vendor มานำเสนอผลิตภัณฑ์ ก็มักจะได้ยินการแนะนำแนวคิด 3-2-1 Backup Rule กันเป็นประจำไม่ว่าจะเป็น Vendor ค่ายใดก็ตาม โดยบางค่ายอาจมีการดัดแปลงกันไปบ้าง แต่โดยหลักการแล้วก็ถือเป็นข้อคิดที่มีประโยชน์ทีเดียว ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอนำเสนอให้ทุกท่านได้รู้จักกันดังนี้ครับ
กำเนิดของกฎ 3-2-1 Backup Rule
กฎ 3-2-1 Backup Rule นี้ ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่โด่งดังโดย Peter Krogh ช่างภาพชื่อดังแห่ง American Society of Media Photographers (ASMP) ที่ได้ออกมาเขียน Best Practice ทางด้านการทำ Backup สำหรับช่างภาพเอาไว้ที่ http://dpbestflow.org/node/262 พร้อมกับแนะนำเนื้อหาอื่นๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาข้อมูลภาพถ่ายที่เหล่าช่างภาพควรทำความรู้จักกัน และบทความนี้ก็ถือเป็นบทความโด่งดังที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเขียนได้เข้าใจง่ายในภาษาทั่วๆ ไป และยังนำไปปรับใช้ได้จริงอย่างสมเหตุสมผลอีกด้วย
กฎ 3-2-1 Backup Rule มีอะไรบ้าง
กฎ 3-2-1 Backup Rule นี้มีใจความหลักๆ ด้วยกัน 3 ข้อสั้นๆ ได้แก่
- แนะนำให้มีการเก็บข้อมูลสำคัญเอาไว้ 3 ชุดเป็นอย่างน้อย ได้แก่ข้อมูลหลักต้นฉบับ 1 ชุด และข้อมูลสำรองอีก 2 ชุด (จะได้กระจายข้อมูลไปเก็บหลายๆ อุปกรณ์ได้)
- ควรเก็บไฟล์เหล่านั้นเอาไว้บนอุปกรณ์ที่แยกขาดจากกัน 2 ประเภทเป็นอย่างน้อย (หากอุปกรณ์หนึ่งเสีย อีกอุปกรณ์จะได้ยังคงไม่เสียไปด้วยปัจจัยเดียวกัน)
- ข้อมูลสำรองชุดหนึ่ง ควรนำไปเก็บไว้ที่ต่างสาขา หรือสำรองเอาไว้แบบ Offline เป็นอย่างน้อย (หากเกิดเหตุใดๆ ขึ้นกับสถานที่หนึ่ง จะได้ยังคงมีข้อมูลสำรองที่ปลอดภัยจากเหตุนั้นๆ)
หากนึกภาพตามดีๆ ในมุมขององค์กรแล้ว กฎ 3 ข้อนี้ก็จะนำไปสู่การทำระบบ Local Backup และ Remote Backup นั่นเอง ลองดูแผนภาพประกอบจาก Veeam ได้ด้านล่างนี้เลยครับ

ทั้งนี้แนวคิดนี้ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทั้งการจัดการสำรองข้อมูลส่วนตัว (สำรองข้อมูลในเครื่อง + สำรองข้อมูลบน Cloud), การสำรองข้อมูลในที่ทำงาน (สำรองข้อมูลภายในสาขา + สำรองข้อมูลในต่างสาขาหรือ Cloud) ไปจนถึง Data Center ขนาดใหญ่ที่มีแนวทางในการออกแบบระบบสำรองข้อมูลที่หลากหลาย
อะไรบ้างที่จะทำให้ข้อมูลสูญหายไปได้?
ทาง ASMP ได้สรุปเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจทำให้ข้อมูลเสียหายได้เอาไว้ ดังนี้
- อุปกรณ์เสียหาย
- ถูกไวรัสโจมตี
- ตกเป็นเป้าประสงค์ร้ายจาก Hacker หรือผู้ไม่หวังดี
- เกิดความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ในระดับ Volume และ Directory
- เกิดความผิดพลาดในการส่งข้อมูล
- ปัญหาจากระบบไฟฟ้า
- การถูกขโมยอุปกรณ์หรือข้อมูล
- ภัยจากไฟหรือน้ำ
- เกิดความผิดพลาดจากผู้ใช้งานหรือผู้อื่น
Backup ไม่ใช่ RAID อย่าสับสนสองสิ่งนี้
บางคนเข้าใจว่าหากเก็บข้อมูลบน NAS Storage ที่ทำ RAID เอาไว้นั้นก็ถือว่าปลอดภัยเพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นการ Backup และการทำ RAID นี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง
การทำ RAID นั้นทาง ASMP ได้ให้นิยามเอาไว้ว่าเป็นการทำ Fault-tolerant Storage หรือระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความทนทานสูง ซึ่งถึงแม้การทำ RAID นี้จะช่วยปกป้องข้อมูลไม่ให้สูญหายได้จากหลายๆ กรณี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Storage ที่ทำ RAID เอาไว้จะไม่มีวันพัง อีกทั้งการทำ RAID เองนั้นก็ยังเพิ่ม Single Point of Failure ที่ระดับของ Software RAID และ Hardware RAID เพิ่มมาอีกด้วย หมายความว่าข้อมูลของเรามีโอกาสที่จะสูญหายไปได้หากระบบ RAID ทำงานผิดปกติ โดยที่ Disk ของเราไม่ได้มีปัญหาใดๆ เลย
ดังนั้นการทำ RAID ในกฎ 3-2-1 Backup Rule นี้จึงมีค่าเทียบเท่ากับการเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าหากทำ RAID 1 ซึ่งแนวคิดคือการ Mirror ข้อมูลแล้ว จะทำให้การใช้อุปกรณ์นี้นับเป็นการจัดเก็บข้อมูลสำรอง 2 ชุดในอุปกรณ์ 2 ชุดแต่อย่างใด และต้องหาอุปกรณ์อื่นมาเก็บข้อมูลสำรองเพิ่มอีกชุดหนึ่งอยู่ดี
ควรหัดกู้คืนข้อมูลให้เป็นก่อนเหตุร้ายจะมาถึง
มีคำกล่าวไว้ว่า “ข้อมูลที่สำรองเอาไว้จะยังไม่นับเป็นข้อมูลที่สำรองอยู่จริงๆ หากคุณยังไม่เคยทดลองกู้มันขึ้นมาใช้งานได้สำเร็จ” ดังนั้นทุกๆ คนที่มีการสำรองข้อมูลไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีอะไรก็ตาม การทดลองกู้คืนข้อมูลก็ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรละเลย
ทั้งนี้บทความนี้ยังมีรายละเอียดส่วนอื่นๆ อีกพอสมควรครับ แต่หลักการหลักๆ ของ 3-2-1 Backup Rule ที่ทุกคนควรรู้ก็มีเท่าที่สรุปเอาไว้ข้างต้น ดังนั้นหากใครสนใจศึกษารายละเอียดฉบับเต็มก็สามารถอ่านได้ที่ http://dpbestflow.org/node/262 นะครับ
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






