Last Line of Defense Series II : รับมือกับ Ransomware ตามหลัก Best Practice Backup และรู้จักกับแผน 3-2-1-1-0

Ransomware เป็นเครื่องมือปิดเกมของคนร้าย ซึ่งแน่นอนว่าก่อนหน้านั้นคนร้ายอาจมีการฝังตัวหรือแอบซ่อนอยู่มานาน อย่างไรก็ดีเพื่อกดดันองค์กรให้อยู่ในภาวะวิกฤติขั้นสุด สิ่งสำคัญก็คือการเข้าทำลายหรือจัดการชุดข้อมูลสำรองไม่ให้เหลือทางรอดอีกต่อไป ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บทความ “Last Line of Defense Series” ในหัวข้อของ Ransomware ตอนที่ 2 แนวทางรับมือกับ Ransomware ตามหลัก Best Practice Backup และแผน 3-2-1-1-0

เส้นทางของ Ransomware

ข้อมูลคือสิ่งที่มีมูลค่าในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าคงไม่มีองค์กรใดเพิกเฉยต่อความสำคัญของข้อมูลอีกต่อไป แต่ความท้าทายคือโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและ Digital Transformation กำลังกระตุ้นให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและซับซ้อนต่อการจัดการขึ้นทุกที  เช่นเดียวกับเงินดิจิทัลที่ติดตามได้ยากที่ทำให้โลกการเงินไม่เหมือนเดิม ด้วยปัจจัยเหล่านี้เองจึงเป็นแรงกระตุ้นให้ Ransomware ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที เพียงแค่คนร้ายทำให้องค์กรเกิดร้อนใจจากข้อมูลที่ถูกปิดกั้นหรือข่มขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลที่ขโมยมาได้

อันที่จริงแล้ว Ransomware เป็นเพียงแค่เครื่องมือจบงานของคนร้ายเท่านั้น แต่ในช่วงต้นเกมคนร้ายเองจำเป็นต้องหาช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพื่อเข้าถึงระบบของเหยื่อให้ได้เสียก่อน เช่น Social Engineering, Phishing การใช้ช่องโหว่ หรือง่ายที่สุดเพียงแค่ซื้อ Credentials จากเว็บใต้ดินต่างๆ เป็นต้น หลังจากที่คนร้ายเข้ามาได้แล้วมักฝังตัวไม่ให้ถูกตรวจจับได้ เพื่อศึกษาข้อมูล รอคอยโอกาส ซึ่งกระบวนการนี้อาจกินระยะเวลาหลายสัปดาห์ เดือน หรือบางกรณีนานเกินหนึ่งปี สุดท้ายแล้วในค่ำคืนอันแสนสงบขณะที่ทีมงานไอทีและพนักงานกำลังดื่มด่ำช่วงสุดสัปดาห์ ขั้นตอนการปิดเกมอย่างเฉียบพลันก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ระบบ Backup และ Antivirus พร้อมกระโจนปิดเกมอย่างเฉียบขาดด้วย Ransomware ถึงแม้ไฟล์ของคุณไม่ได้หายไปเพียงแค่เข้าถึงไม่ได้เพราะถูกเข้ารหัส แต่กล่าวได้ว่าความเสียหายที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นแล้ว

โดยผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำวิธีการป้องกัน Ransomware เบื้องต้นไว้ดังนี้

  • ให้ความรู้แก่บุคคลากรเกี่ยวกับภัยทางไซเบอร์ถึงการสังเกตและป้องกันตัว เพราะแม้ระบบป้องกันจะดีเพียงใด แต่หลายครั้งที่ความผิดพลาดของบุคคลคือสิ่งที่ชักจูงให้เกิดหายนะครั้งยิ่งใหญ่อย่างประเมินมูลค่ามิได้
  • ลงทุนในเทคโนโลยีตรวจจับต่างๆ หลายช่องทางตั้งแต่ Email, Endpoint, Network และอื่นๆ
  • อัปเดตแพตช์ของเซิร์ฟเวอร์หรือซอฟต์แวร์ใช้งานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
  • บริการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงอย่างรัดกุมเช่น มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ และให้สิทธิ์น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ซึ่งในกรณีที่บัญชีถูกสวมรอยจะช่วยจำกัดความรุนแรงของปัญหาได้
  • มีระบบ Backup เพื่อรองรับกับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ Ransomware หรือการโจมตีทางไซเบอร์ แต่ยังรวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติหรืออื่นๆ กล่าวได้ว่าระบบ Backup เป็นฟางเส้นสุดท้ายในเชิงการป้องกันที่จะนำระบบกลับมาได้สู่ภาวะใกล้เคียงปกติที่สุด

แต่การมีระบบ Backup ไม่ได้การันตีว่าท่านจะปลอดภัย เพราะท่านยังต้องการวางกลยุทธ์เพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีข้อมูลพร้อมสำหรับการกู้คืนเสมอ ข้อมูลนั้นจะต้องปลอดภัยหากกลับมาแล้วต้องไม่เกิดเหตุซ้ำ จึงต้องทดสอบก่อนว่าข้อมูลนั้นใช้งานได้จริง นำไปสู่แผนปฏิบัติที่จะกล่าวถึงถัดไป

จากแผน 3-2-1 สู่ 3-2-1-1-0 ในนิยามของ Veeam

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับคอนเซปต์ 3-2-1 มาเนิ่นนาน แต่รู้หรือไม่ว่าคอนเซปต์นี้เกิดขึ้นมากว่า 20 ปีแล้วตั้งแต่สมัยที่ฮาร์ดดิสก์ยังเป็นจากหมุนในหน่วยวัดระดับ Gigabytes(GB) ปัจจุบันคอนเซปต์นี้ยังถูกอ้างถึงแม้หน่วยวัดความจุของฮาร์ดดิสก์ไปสู่ระดับ Terabytes(TB) ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ Petabytes(PB) มากกว่านั้นคอนเซปต์ 3-2-1 ไม่ได้ถูกคิดค้นจากคนไอที แต่ริเริ่มโดยช่างภาพชาวสหรัฐฯที่มีชื่อว่า Peter Krogh

3-2-1 ก็คือแนวทางปฏิบัติที่พูดถึงการสำเนาชุดข้อมูลซึ่งไม่ได้อ้างอิงขึ้นกับโซลูชันใด แต่หมายถึงคำแนะนำที่ให้องค์กรพยายามสำเนาข้อมูลให้ได้อย่างน้อย 3 ชุด (ซึ่งใครจะทำมากกว่านี้ก็ไม่ใช่ความผิด) ที่เป็นการลดโอกาสของการสูญเสียข้อมูลเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลควรถูกเก็บอยู่ในสื่อจัดเก็บที่ไม่เหมือนกัน 2 แห่งเป็นอย่างน้อย เช่น ข้อมูลชุดหนึ่งเก็บบนฮาร์ดดิสก์ของเซิร์ฟเวอร์ ส่วนอีกชุดจัดเก็บใน เทป ฮาร์ดดิสก์อื่นๆ คลาวด์ หรือ NAS เป็นต้น ส่วนสุดท้ายท่านควรแยกข้อมูลเก็บไว้ต่างสถานที่ (Off-site) เพื่อลดโอกาสการสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

อย่างไรก็ดีการโจมตีทางไซเบอร์อย่าง Ransomware ซึ่งร้ายแรงขึ้นกว่าในอดีต ทำให้ Veeam ที่มีลูกค้าอยู่ทั่วโลกจึงได้แนะนำให้โลกรู้จักกับการป้องกันที่สูงขึ้นต่อยอดมาจาก 3-2-1 สู่ 3-2-1-1-0 โดยคุณสมบัติ 1 ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงสำเนาข้อมูลที่ถูกถอดออกจากระบบโดยสิ้นเชิงหรือถูกป้องกันให้ไม่สามารถเข้าถึงได้เช่น USB เทป หรือฮาร์ดดิสก์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ หรือโซลูชันที่ป้องกันไม่ให้สำเนาข้อมูลถูกเข้าถึงได้ แน่นอนว่าหากเราทำได้แบบนั้นคนร้ายย่อมไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล คุณสมบัติ 0 สุดท้ายหมายถึงชุดสำเนาข้อมูลจะต้องถูกตรวจสอบว่าจะสามารถทำงานได้จริง ไม่มีข้อมูที่ผิดพลาด หรือมีการทดสอบกู้คืนโดยใช้ข้อมูลดังกล่าว

Best Practice Backup โดย Veeam

นอกจากการสร้างระบบ Backup ในคอนเซปต์โครงสร้างแล้ว ในภาพรวมของระบบยังมีปัจจัยในเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่องค์กรต้องมีควบคู่กัน ซึ่ง Veeam ได้แนะนำ Best Practice ไว้ดังนี้

1.) แผนการทำ DR

องค์กรส่วนใหญ่มักมีแผนการสำหรับรับมือกับเหตุฉุกเฉินอยู่แล้ว แต่คำถามที่น่าสนใจคือองค์กรนั้นได้ตรวจสอบและอัปเดตแผนนั้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ซึ่งจากรายงานของ IDC ชี้ว่าส่วนใหญ่อัปเดตเพียงปีละครั้งเท่านั้น ที่อาจจะไม่ทันต่อการปรับเปลี่ยนขององค์กร ในมุมของ Veeam เองภายใต้ Veeam Backup & Replication v12 เป็นต้นไป ผู้ใช้งานสามารถสร้างแผน DR พร้อมการดูแล ควบรวมกับการทดสอบภายใต้เครื่องมือได้ทันที

2.) เข้ารหัสชุดข้อมูลสำรอง

ในกรณีที่มาตรการต่างๆถูกเอาชนะได้ด้วยวิธีการใดก็ตามจากคนร้าย ซึ่งเป็นไปได้เพราะไม่มีอะไร 100% ในโลกของ Security แต่ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่ท่านสามารถทำได้ผ่านโซลูชันจาก Veeam ให้เป็นไปตาม Best Practice ซึ่งนั่นก็คือการเข้ารหัสข้อมูลสำรองในรูปแบบของ Symmetric Key Encryption ที่แม้คนร้ายจะผ่านการป้องกันเข้ามาก็ไม่สามารถอ่านข้อมูลของท่านได้อยู่ดี และแน่นอนว่าคนร้ายแรนซัมแวร์มักจะมีการขโมยข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากข้อมูลเหล่านั้นได้รับการป้องกันภายใต้การเข้ารหัสก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกอ่านได้

3.) ความทนทานของข้อมูลขั้นสูงสุด

‘ultra-resilient’ เป็นมาตรการป้องกันขั้นสูงสุดที่ Veeam แนะนำ ซึ่งเกิดจากความสามารถของผลิตภัณฑ์ร่วมกับการบริหารจัดการ ระหว่างความสามารถ Immutable ที่ช่วยไม่ให้ไฟล์ Backup ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง, Offline ตัดออกจากการเชื่อมต่อจากระบบดิจิทัล และ Air-gapped แยกมีเดียออกจากระบบในเชิงกายภาพ กล่าวได้ว่าเป็นการป้องกันเข้มข้นอย่างสูงสุด นอกเหนือจากนโยบายจำกัดการเข้าถึงตามหน้าที่ด้วยสิทธิ์เริ่มต้นที่น้อยที่สุด การบริหารจัดการรหัสผ่าน และ MFA ซึ่งความสามารถเหล่านี้พร้อมใช้งานภายใต้โซลูชันจาก Veeam

4.) ตรวจสอบข้อมูลสำรองอย่างสม่ำเสมอ

แม้ข้อมูลสำคัญของท่านจะอยู่ในแผนการสำรองข้อมูลที่ดูเหมือนว่าถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้เป็นการการันตีเมื่อถึงยามจำเป็นจริงๆ ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกใช้เพื่อดำเนินงานต่อไปตามปกติ ด้วยเหตุนี้เอง Veeam SureBackup คือสิ่งที่จะเข้ามาช่วยตรวจสอบว่าข้อมูลเหล่านั้นมีคุณภาพดีสำหรับการกู้คืน 

บทส่งท้าย

ในบทความนี้ทุกท่านคงได้เรียนรู้แล้วว่า Ransomware คือเครื่องมือปิดเกมของคนร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินหรือความเสียหาย แต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ การโจมตีก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องทั่วไป ที่ยืนยันได้จากสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ในคู่มือองค์กรต่างๆ แต่ในมุมของการสำรองข้อมูลที่เป็นแนวรับสุดท้าย (Last Line of Defense) ท่านต้องมีการวางแผนมาล่วงหน้า ซึ่งต้องผสมผสานกันในการจัดการเชิงกลยุทธ์และความสามารถของฟีเจอร์ป้องกันเองด้วย โดยในส่วนแรกได้ถูกกล่าวถึงผ่านหลักการของ 3-2-1-1-0 และ Best Practice แต่ในส่วนของฟีเจอร์ ทุกอย่างถูกออกแบบไว้อย่างพร้อมแล้วภายใต้โซลูชันจาก Veeam รอเพียงแค่ท่านเปิดใช้งานเท่านั้น

สนใจติดต่อทีมงานของ Veeam ได้ที่ sales.thailand@veeam.com

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ