Intel ร่วมกับ Qualcomm พร้อมให้บริการ “WiGig” มาตรฐาน Wi-Fi ความเร็วสูงแล้ว 

intel_logo   qualcomm_logo

Intel และ Qualcomm 2 บริษัทผู้ผลิตชิพชื่อดัง ได้ออกมาประกาศผลการทดสอบอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ทั้ง 2 บริษัทประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ Intel WiGig เข้ากับ Qualcomm-powered Base Station ตามมาตรฐาน 802.11ad เป็นที่เรียบร้อย สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วสุดถึง 4.6 Gbps สูงกว่ามาตรฐาน 802.11ac ในปัจจุบันเกือบ 3 เท่า

จากการทดสอบนี้ น่าจะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าทาง Intel และ Qualcomm คงเตรียมผลักดันให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เตรียมเพิ่มโมดูล WiGig ลงในอุปกรณ์โมบายล์ โน๊ตบุ๊ค เราท์เตอร์ และอื่นๆ อย่างแน่นอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารแบบไร้สายให้ดียิ่งขึ้น

“การทดสอบนี้ครอบคลุมการใช้งานและสภาพแวดล้อมหลายแบบ รวมถึงการเชื่อมต่อแบบ Peer-to-peer ระหว่าง Intel และ Qualcom Atheros 802.11ad WiGig-based Client และ Qualcomm Atheros-802.11ad WiGig-pwered Access Point” — Intel และ Qualcomm ระบุในแถลงการณ์ทดสอบ

Основные RGB
Credit: Vmaster/ShutterStock

ถึงแม้ว่า มาตรฐาน 802.11ad จะให้ความเร็วที่สูงขึ้นกว่า 802.11ac ในปัจจุบัน แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องระยะทางที่สั้นกว่ามาก เนื่องจากใช้ย่านสัญญาณ 60 GHz ซึ่งทาง Intel และ Qualcomm มองว่า มาตรฐาน WiGig นี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการใช้ Wi-Fi บนคลื่นความถี่ 2.4 และ 5 GHz ให้กลายเป็น Wi-Fi 3 คลื่นความถี่แทน กล่าวคือ ในระยะสั้นๆ อุปกรณ์จะเชื่อมต่อกันโดยใช้มาตรฐาน 802.11ad แต่เมื่อระยะไกลออกไปก็เปลี่ยนกลับมาใช้มาตรฐาน 802.11ac แทน

ที่มา: http://www.theregister.co.uk/2016/02/02/intel_and_qualcomm_wigig_connected/


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Microsoft เปิดตัว Dev Box ระบบ Cloud-based Developer Workstation Service ให้ทดลองใช้แบบ Preview

Microsoft เปิดตัว Dev Box ระบบ Cloud-based Developer Workstation Service ให้ทดลองใช้แบบ Preview

คู่มือ CRM ฉบับฟรีสำหรับ SME ไทย เผยวิธีช่วยหาลูกค้า ขายของให้สำเร็จ และรักษาลูกค้าใหม่ไว้ให้ได้

การสร้างฐานลูกค้าเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่สำหรับสตาร์ทอัปและ SME และยิ่งกลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่เดิมสำหรับในช่วงสองปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตอนนี้ลูกค้าคาดหวังจากธุรกิจมากกว่าแต่ก่อน ลูกค้าต้องการประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม เมื่อไปช้อปปิ้งออนไลน์หรือเมื่อมีคำถาม และลูกค้ายังต้องการเข้าถึงบริการแบบ Personalisation ตลอดเวลา และมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะหันไปหาบริษัทที่ตอบสนองความต้องการของตนได้ ทั้งนี้ การปรับตัวให้ทันกับความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในยุคนี้เป็นอย่างมาก