Frontier ระบบ Supercomputer ใหม่ ติดอันดับเร็วที่สุดในโลก

Oak Ridge National Laboratory ได้ประกาศเปิดตัว Frontier ระบบ Supercomputer ใหม่ ติดอันดับเร็วที่สุดในโลก ทำลายกำแพง Exaflop

Credit: Oak Ridge National Laboratory

Top500 ได้จัดอันดับให้ Frontier ติดอันดับ Supercomputer ที่มีความเร็วในการประมวลผลมากที่สุดในโลก โดยมีความเร็วในการประมวลผล 1.102 Exaflops หรือระดับ 1 quintillion คำสั่งต่อวินาที เมื่อวัดจาก HPL Benchmark ทำให้ Fugaku Supercomputer จากประเทศญี่ปุ่นตกลงมาเป็นอันดับสองทันที โดยมีความเร็ว HPL ที่ 442 Petaflops

Frontier Supercomputer ดูแลโดย Oak Ridge National Laboratory ได้รับเงินลงทุนจากกระทรวงพลังงานสหรัฐ เริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ปี 2019 โดยความร่วมมือของ AMD และ HPE Cray ปัจจุบัน Frontier ใช้ HPE Cray EX ทั้งหมด 74 ชุด แต่ละชุดมี Blade Server ทั้งหมด 128 ตัว ใช้หน่วยประมวลผล AMD EPYC และมีการ์ด Instinct MI250x ทั้งหมด 4 ตัว ช่วยเร่งความในการประมวลผล ทำให้ระบบโดยรวมมี CPU รวม 9,408 ตัว และ GPU ทั้งหมด 37,632 ตัว

Frontier จะถูกใช้ในงานประมวลผลทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่ต้องการพลังประมวลผลสูง ซึ่งคาดว่าจะมีความเร็วในการประมวลผล Neural Network เร็วขึ้น 8 เท่า และเทรน AI ได้เร็วขึ้น 4.5 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้งานฮาร์ดแวร์รุ่นก่อน อย่างไรก็ตาม HPE และ AMD กำลังร่วมมือกับกระทรวงพลังงานสหรัฐ พัฒนา Supercomputer ตัวใหม่ในชื่อ El Capitan ซึ่งมีความเร็วถึง 2 Exaflops คาดว่าจะเปิดตัวได้ในปี 2023

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/05/30/amd-powered-frontier-supercomputer-ranked-fastest-world/

About เด็กฝึกงาน TechTalkThai หมายเลข 1

นักเขียนผู้มีความสนใจใน Enterprise IT ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในไทย ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ยังคงมุ่งมั่นในการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีให้กับทุกคน

Check Also

Alibaba Cloud รุกขยายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก และพอร์ตโฟลิโอ AI เร่งยกระดับการใช้ AI ในองค์กร [PR]

Alibaba Cloud (อาลีบาบา คลาวด์) ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ชั้นนำระดับโลกและหน่วยธุรกิจหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศแผนล่าสุดในการขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ณ งาน Apsara Conference 2026 พร้อมเปิดตัวชุดความสามารถด้าน …

ปลดล็อก Disaster Recovery แบบเดิม ด้วย IBM FlashSystem และ Storage Defender ที่เพิ่มความต่อเนื่องให้ธุรกิจในยุค Ransomware โจมตีทุกทิศทาง

ปัจจุบันโจทย์สำคัญของผู้นำองค์กรและทีมไอทีไม่ได้อยู่ที่ว่าระบบจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์หรือไม่ แต่คำถามจริง ๆ คือเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น องค์กรจะสามารถกู้คืนระบบสำคัญให้กลับมาดำเนินธุรกิจต่อได้รวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางสมรภูมิ Ransomware ที่มีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน ผลกระทบจาก Downtime ไม่ได้ประเมินกันแค่ชั่วโมงการทำงานที่เสียไป แต่คือความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงทางธุรกิจที่ประเมินค่าได้ยาก