Foxconn เปิดตัว LLM ตัวแรกของบริษัท เตรียมใช้ปรับปรุงการผลิตและการจัดการซัพพลายเชน

Foxconn บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งไต้หวัน ล่าสุดได้เปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model หรือ LLM) ตัวแรกที่มีแผนจะนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการซัพพลายเชนของบริษัท

บริษัท Foxconn ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามสัญญารายใหญ่ที่สุดในโลกที่รับผลิต iPhone ของ Apple และ AI Server ของ NVIDIA ล่าสุดได้เปิดตัวโมเดล LLM ในชื่อ “FoxBrain” โดยโมเดลถูกเทรนด้วย NVIDIA H100 GPUs ถึง 120 ตัวด้วยเวลาราว 4 สัปดาห์ 

โดย Foxconn เผยว่า LLM ของบริษัทนี้มีความสามารถในการให้เหตุผล (Reasoning) ที่ปรับปรุงสำหรับสไตล์ภาษาจีนและไต้หวัน ซึ่งบริษัทยังเผยว่ามีประสิทธิภาพที่ต่างจาก Distillation Model ของ DeepSeek เล็กน้อย หากแต่ประสิทธิภาพโดยรวมเรียกว่าใกล้เคียงกับมาตรฐานระดับโลกแล้ว 

บริษัทเผยว่า FoxBrain สามาราถสนับสนุนการทำ Data Analysis, Decision Support, การทำเอกสารร่วมกัน การคำนวณทางคณิตศาสตร์ การแก้ไขปัญหาและให้เหตุผล และการเขียนโค้ดสร้างโค้ดขึ้นมา ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะร่วมมือกับพาร์ตเนอร์เทคโนโลยีเพื่อขยายแอปพลิเคชันใช้งานของโมเดล พร้อมแชร์ข้อมูล Open-Source และสนับสนุน AI ในภาคการผลิต การจัดการซัพพลายเชน ให้เกิดขึ้นในวงกว้างต่อไป

ทั้งนี้ Foxconn เตรียมจะเปิดเผยรายละเอียดของ FoxBrain เพิ่มเติมในงาน GTC Developer Conference ของ NVIDIA ในช่วงกลายเดือนมีนาคมนี้ สามารถดูรายละเอียดของงานได้ที่นี่

ที่มา: https://www.reuters.com/technology/foxconn-unveils-first-large-language-model-2025-03-10/

About chatchai

Tech Writer แห่ง TechTalk Thai ที่สนใจในทุกนวัตกรรมและเทคโนโลยี

Check Also

ปรับกลยุทธ์ Enterprise Infrastructure ที่ Symphony Communication มองว่า Public Cloud อาจไม่ใช่คำตอบเดียวเสมอไป

องค์กรส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจย้ายระบบขึ้น Public Cloud หวังผลด้านความรวดเร็วและความยืดหยุ่น แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบปัญหาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ควบคู่กับความซับซ้อนในการบริหารจัดการ และความเสี่ยงด้าน Ransomware ที่รุนแรงขึ้น จนทิศทางการขึ้น Public Cloud อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการบริหารจัดการองค์กรในยุคนี้ ภายในงาน Enterprise …

Cloudflare จับมือ OpenAI ใช้โมเดล Daybreak ค้นหาและบล็อกช่องโหว่โค้ด

Cloudflare เปิดให้ใช้งานบริการ Vulnerability Discovery and Remediation ในรูปแบบ early access แล้ววันนี้ โดยเป็นบริการที่ใช้โมเดลด้านความมั่นคงปลอดภัยของ OpenAI เพื่อค้นหาจุดบกพร่องในซอฟต์แวร์ของแอปพลิเคชันลูกค้า พร้อมทั้งสกัดกั้นการโจมตีที่ชายขอบของเครือข่าย