มุ่งสู่ Digital Transformation ด้วยแพลตฟอร์มและโซลูชัน B2B จาก AIS 5G Business

เป็นที่รู้กันว่า Digital Transformation คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ด้วยโลกแห่งอนาคตกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้ Digital Transformation นั้นไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไปสำหรับใครที่กำลังทำธุรกิจอยู่และยังคงต้องการอยู่ในสนามแข่งขันต่อไปในโลกอนาคต

และถ้าหากใครกำลังมองหาแพลตฟอร์มหรือโซลูชันใหม่ ๆ ในการทำ Digital Transformation สำหรับองค์กรเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ดีขึ้น หรือเร่งประสิทธิภาพได้สูงขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น ทาง AIS 5G Business มีโซลูชันและแพลตฟอร์มมากมายที่สนับสนุนตามความต้องการได้อย่างแน่นอน ซึ่งทีมงาน TechTalkThai จะมาสรุปแพลตฟอร์มและโซลูชันแบบ B2B จากทาง AIS 5G Business ที่มีในปัจจุบันให้ได้เห็นภาพรวมว่าเป็นอย่างไร ในบทความนี้

โครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม 5G คือรากฐานสำคัญ

ในการทำโซลูชันแบบใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจที่หลากหลายนั้นจำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งและมั่นคง ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกับแพลตฟอร์ม 5G นี้เองคือส่วนที่สำคัญในการนำไปต่อยอดเพื่อทำโซลูชันที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ โดยปัจจุบันโซลูชัน 5G Infrastructure และ 5G Platform ได้รองรับความต้องการในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้

  • 5G Network Slicing บริการจัดสรรเครือข่ายเสมือนแบบแบ่งส่วนได้แบบ End-To-End ตาม Workload ที่ต้องการใช้งาน โดยมี 3 แบบ ดังนี้
    • eMBB Slicing เหมาะกับความต้องการ Throughput สูง เช่น ธุรกิจสื่อออนไลน์ต่าง ๆ 
    • mMTC Slicing เหมาะกับการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์ IoT มาก ๆ อย่างเช่น ในโรงงานผลิตหรือธุรกิจค้าปลีก 
    • uRLLC Slicing เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Low Latency และ Reliability อย่างมาก เช่น งานทางการแพทย์ หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
  • 5G FWA PLUS+ (Fixed Wireless Access) บริการสร้างโครงข่ายแบบเฉพาะโดยที่ไม่จำเป็นต้องวางสายไฟเบอร์ใด ๆ อีกทั้งยังการันตีแบนด์วิดท์ที่เหนือกว่าบริการ FWA ทั่วไป โดยใช้ความสามารถของ Network Slicing ที่จะทำให้มั่นใจในการใช้งานเหมือนใช้งานสายไฟเบอร์ ซึ่งเหมาะกับงานที่เป็น Workload ที่เป็นงานที่สำคัญ (Critical Application) ต่อองค์กรมาก ๆ ในระดับที่ไม่สามารถรับความผิดพลาดได้นั่นเอง
  • 5G MEC (Multi-Access Edge Computing) บริการระบบประมวลผล Edge Computing ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด โดยปัจจุบันมีโซลูชัน 2 แบบ ได้เแก่
    • Shared MEC ที่จะแชร์ทรัพยากรใช้งานกัน จึงเหมาะกับงานในธุรกิจที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก ซึ่งจะทำให้สามารถขึ้นระบบใช้งานได้อย่างรวดเร็วและใช้เงินลงทุนต่ำ
    • Dedicated MEC คือการสร้าง MEC ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ Throughput สูงมาก ๆ และ Low Latency เพื่อการดำเนินงานของธุรกิจ
  • 5G Private Network บริการสร้างเครือข่าย 5G และ MEC ให้ใช้งานได้แบบส่วนตัว โดยมี 3 รูปแบบที่มีให้บริการอยู่ตอนนี้ ได้แก่
    • Standard Grade โดยจะเป็นลักษณะแชร์ทรัพยากร MEC และ UPF ซึ่งเหมาะกับงานที่ต้องการเริ่มต้นอย่างรวดเร็วและไม่ซับซ้อนมากนัก เช่น การทำงานทางไกลผ่านแว่นตา AR อัจฉริยะ หรือการเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ IoT ทั่วไป เป็นต้น
    • Premium Grade ซึ่งเริ่มให้บริการในพื้นที่เฉพาะโซน EEC จึงทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า Standard Grade ที่ช่วยลด Latency จึงเหมาะกับงานเฉพาะทางต่าง ๆ เช่น การควบคุมทางไกลในงาน Machine Vision หรือหุ่นยนต์ AMR หรือการทำโซลูชัน Smart City เป็นต้น
    • Exclusive Grade คือแบบที่จะสร้างเครือข่าย MEC และ UPF ให้ใช้งานแบบเฉพาะ ซึ่งจะเหมาะกับงานที่ต้องการ Low Latency และมีความเป็นส่วนตัว (Data Privacy) สูงมาก ๆ เช่น การทำระบบอัตโนมัติ (Automation) ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือการผ่าตัดจากระยะทางไกล
  • 5G Security Platform โดย AIS 5G Business ได้ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์มากมายเพื่อในการสร้างโซลูชันความปลอดภัยในแต่ละระดับ ไม่ว่าจะเป็น IoT Security, IT/OT Security หรือ Endpoint Security ที่จะผสมผสานกับโซลูชันอย่าง SD-WAN Firewall, Managed SASE และบริการ CSOC เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานหรือเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มจะมีความปลอดภัยจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์ได้

เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจกับโซลูชัน 5G Horizontal/Vertical 

นอกจากโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม 5G ที่ได้ให้บริการอยู่แล้วนั้น ทาง AIS 5G Business ยังต่อยอดการสร้างโซลูชันใน 2 แกน ได้แก่ 5G Horizontal Applications และ 5G Vertical Solutions ที่จะให้มูลค่า (Value) กับธุรกิจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

โดย 5G Horizontal Applications จะเป็นบริการแอปพลิเคชันในแบบต่าง ๆ สำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น เช่น การทำระบบ AR/VR, ระบบควบคุม Drone Robotics, การทำ Machine Vision หรือ Digital Signage เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยี 5G จะมาเสริมประสิทธิภาพในแต่ละโซลูชันที่มีในอีกขั้น เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่ต้องการใช้งานโซลูชันเหล่านั้นสามารถประยุกต์และนำไปใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วคือการสร้าง V-Avenue ที่เป็นห้าง Virtual Mall แบบเต็มรูปแบบที่ใช้งานโซลูชัน AR/VR ในการทำให้การช้อปปิ้งเกิดเป็นประสบการณ์มิติใหม่ในช่วงการแพร่ระบาด COVID-19 เป็นต้น

ส่วน 5G Vertical Solutions นั้นเป็นการสร้างโซลูชันเชิงลึกในแต่ละภาคส่วน โดยได้สร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านขึ้นมา เพื่อนำเอาเทคโนโลยี 5G เข้าไปเสริมศักยภาพในแต่ละโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมได้ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่งโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics) อสังหาริมทรัพย์และการค้าปลีก (Property & Retail) การแพทย์ (Healthcare) การเกษตร (Agriculture) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาคการผลิต (Manufacturing) ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดในการประยุกต์ใช้ 5G ภายในโรงงาน ซึ่งจะเป็นส่วนที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุค Thailand Industry 4.0 นั่นเอง

ความร่วมมือคือหัวใจสำคัญ

สิ่งที่สำคัญในการทำให้เกิดโซลูชันใหม่ให้เกิดขึ้นและใช้งานได้จริงนั้น คือ ความร่วมมือกันของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งทาง AIS 5G Business นั้นได้ดำเนินการตามเฟรมเวิร์กในการสร้างร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละภาคส่วนอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2022 AIS ก็จะยังคงเฟ้นหาพาร์ตเนอร์ใหม่มาผนึกกำลังกันต่อยอดและสร้างเป็นโซลูชันแบบใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งก่อนหน้านี้ ทาง AIS 5G Business ได้เริ่มสร้างความร่วมมือเป็น Key Strategic Partner กับหลายองค์กรแล้ว เช่น OMRON, Mitsubishi Electric, TKK, Tata Consultancy Services และ Schneider Electric ซึ่งจากความร่วมมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้เองที่ได้ทำให้เกิดเป็นโซลูชันแบบใหม่ที่สามารถนำไปใช้งานเป็น Smart Manufacturing ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยได้แล้วเป็นที่เรียบร้อย 

ตัวอย่างโซลูชันใน Smart Manufacturing

เป็นที่รู้กันว่า ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตในอดีตมักมีขั้นตอนต่าง ๆ มากมายและมักจะดำเนินการแบบ Manual อยู่ ซึ่งส่งผลให้ใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็นในสายการผลิตเรื่อยมา แต่ทว่าที่จริงแล้ว ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี 5G หรือ AI และ Big Data ที่จะสามารถพลิกโฉมหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่าง ๆ ภายในสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้เป็นอย่างมาก เช่น การใช้งานระบบ Automation ในสายการผลิต การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำนายถึงช่วงเวลาในการบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ หรือการทำนายอุปสงค์อุปทาน (Demand Supply) ได้ดีขึ้นซึ่งส่งผลให้สามารถบริหารจัดการสายการผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดได้ทันท่วงที เป็นต้น

และด้วยความร่วมมือต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงทำให้เกิดเป็นโซลูชันที่รองรับการทำ Smart Manufacturing โดยสามารถสนับสนุนปรับเปลี่ยนสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิมในแต่ละส่วน ทั้งการทำให้เกิด Smart Workforce, Smart Production Line, Smart Workplace, การสร้างเป็น Remote Factory พร้อมระบบ Energy & Emission Management และ Smart Logistics & Warehouse โดยตัวอย่างโซลูชันที่ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

  • ความร่วมมือกับ OMRON ในการทำ Layout-free Production Line ที่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างสายการผลิตได้แบบ Real Time ที่จะทำให้ไม่มีข้อจำกัดกับสายที่วางตามโครงสร้างอีกต่อไป 
  • ความร่วมมือกับ Mitsubishi Electric และ TKK ในการทำ Remote Monitoring จากภายนอกโรงงาน ทำให้โรงงานสามารถดำเนินการได้ตามปกติโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมีมนุษย์เข้าไปที่หน้างานตลอดเวลา
  • ความร่วมมือกับ Tata Consultancy Services ในการทำ Digital Twin ที่สามารถจำลอง (Simulation) และโยกย้ายสายการผลิตไปมาได้ตามที่ต้องการ หรือการทำ Smart Workforce ที่สามารถตรวจจับวัตถุต้องสงสัยหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันภายในโรงงาน การสร้าง Energy Management ในการตรวจสอบข้อมูลการใช้งานพลังงานเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และระบบ Logistics Optimizer ที่สามารถค้นหาเส้นทางขนส่งที่ดีที่สุดด้วยระบบ AI เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
  • ความร่วมมือกับ Schneider Electric ในระบบ EcoStruxure ด้วยการใช้งานร่วมกับ 5G ที่สนับสนุนให้ระบบ Machine Advisor สามารถตรวจสอบติดตามอุปกรณ์ต่าง ๆ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว หรือระบบ Connect Advisor ที่สามารถดึงข้อมูลจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกมาแล้วส่งไปวิเคราะห์ต่อได้อย่างทันท่วงที

บทสรุป

จากทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าทาง AIS 5G Business และพาร์ตเนอร์ได้มีโซลูชันมากมายที่รองรับความต้องการในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งด้วยแพลตฟอร์ม 5G และองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญของทีมงาน AIS 5G Business ที่มาพร้อมกับพาร์ตเนอร์ที่คร่ำหวอดในทุกวงการนั้น เชื่อได้เลยว่าจะสามารถส่งมอบแพลตฟอร์มและโซลูชันแบบ B2B ให้ธุรกิจแต่ละเจ้าสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ไปได้อย่างแน่นอน 

สำหรับองค์กรใดที่อยากจะเร่ง Disrupt ตัวเองให้ทันเวลาถือว่าเป็นโอกาสอันดีแล้ว โดยทาง AIS 5G Business ได้มีโครงการ AIS 5G2B Joint-Development Partnership ที่เฟ้นหาความร่วมมือร่วมกันในการทดลองและวางโซลูชันต้นแบบเพื่อแก้ไขปัญหาในธุรกิจที่มีและสร้างนวัตกรรมให้เกิดโซลูชันที่ยั่งยืนต่อไป โดยสำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจเข้าร่วมโครงการหรือโซลูชันของ AIS สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของคุณ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล business@ais.co.th ได้เลย

About chatchai

Tech Writer แห่ง TechTalk Thai ที่สนใจในทุกนวัตกรรมและเทคโนโลยี

Check Also

Elastic 9.4 ออกแล้ว

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Elastic 9.4 อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของ Context Engineering, Application และ Infrastructure เพิ่มเติม, เสริม AI ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และเพิ่มความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้

Extreme Networks เปิดตัว Wi-Fi 7 AP รุ่นใหม่ พร้อม Agentic AI สำหรับบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติ

Extreme Networks ได้ออกมาประกาศถึงอัปเดตครั้งใหญ่ โดยเปิดตัว Wi-Fi 7 Access Point รุ่นใหม่ล่าสุด 5 รุ่น พร้อมนวัตกรรมใหม่ในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วย AI Agent เพื่อดูแลรักษาระบบเครือข่ายขององค์กรให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ