Breaking News

พาชมงานเปิดตัว Cisco Co-Innovation Center แห่งแรกของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทางทีมงาน TechTalkThai ได้รับเกียรติจาก Cisco ผู้นำตลาดด้านเครือข่ายระดับองค์กรให้เข้าร่วมงานเปิดตัว Co-Innovation Center ณ ประเทศ สิงค์โปร์ซึ่งถือเป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งแรกบนภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นแห่งที่ 14 จากทั้งหมด พร้อมกันนี้ยังได้มีการเปิดตัว Cybersecurity Center ที่จะประกอบไปด้วย 2 หน่วยย่อยคือ Talos และ Security Operation Center โดยทั้งหมดนี้เป็นการทำงานร่วมกับตัวแทนภาครัฐบาลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกับให้สิงค์โปร์ด้วย

Cisco Co-innovation Center

แนวคิดของ Co-Innovation Center และประโยชน์ที่สิงค์โปร์ได้รับ

Cisco และหน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจของสิงค์โปร์ (EDB) ได้จับมือกันสร้างศูนย์นวัตกรรมแห่งแรกขึ้นเพื่อช่วยผลักดันงานวิจัยหรือไอเดียสร้างสรรค์ให้สามารถนำไปแก้ปัญหาได้จริง โดย Cisco เองนั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีซึ่งภายในศูนย์นวัตกรรมนี้จะมีห้องทดสอบทั้ง Physical และ Virtual ให้พาร์ทเนอร์ หน่วยงานรัฐบาล องค์กร มหาวิทยาลัย Startup ได้นำไอเดียเข้ามาประยุกต์ทำ PoC ร่วมกับโซลูชันของ Cisco เพื่อสร้างโซลูชันใหม่ เช่น หน่วยงานรัฐบาลได้โซลูชันใหม่ในการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่น้อยลง ภาคเอกชนหรือ Startup มีโซลูชันใหม่ไปเสนอลูกค้าเพิ่มยอดขายและส่งผลไปถึง GDP เศรษฐกิจของประเทศ มหาวิทยาลัยก็จะได้งานวิจัยและนักศึกษาที่มีประสบการณ์จริงด้วย สำหรับ Cisco เองจะเป็นรากฐานของโซลูชันใหม่และมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโซลูชัน Cisco เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่ส่งผลดีกับทุกฝ่ายทั้ง Cisco และเศรษฐกิจของสิงค์โปร์

อย่างไรก็ตามทาง Cisco เองไม่ได้จำกัดแค่พาร์ทเนอร์หรือหน่วยงานในรัฐบาลสิงค์โปร์เท่านั้นเพราะบริษัทเองก็เปิดกว้างให้องค์กรจากประเทศที่สนใจ เช่น ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม หรืออื่นๆ สามารถเข้ามาใช้งานศูนย์แห่งนี้ได้เช่นกันเพียงแค่ติดต่อผ่านทีมงานของ Cisco ในประเทศนั้นเพื่อประสานงานเข้ามา

ภาพรวมของ Co-Innovation Center

ศูนย์นวัตกรรมแต่ละแห่งนั้นจะมีความสนใจหลายด้านแตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่นจะเน้นในเรื่องของ 5G, เทคโนโลยีของฝั่ง Service Provider และเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมเป็นหลัก หรือหากเป็นในฝั่งของออสเตรเลียก็จะเน้นเทคโนโลยี 5G, Service Provider, การขนส่ง, หน่วยงานรัฐบาล, การศึกษา รวมไปถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับเหมืองและทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น โดยในฝั่งของสิงค์โปร์เองจะสนใจ 3 เรื่องหลักคือ Smart City (IoT), Blockchain และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า Cisco สามารถสร้างผลงานที่ใช้งานได้จริงเหมาะสมกับความต้องการในแต่ละประเทศ

กลยุทธ์ของทีม innovation

กลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมของ Cisco มีด้วยกัน 4 ด้านดังนี้

  • สร้าง – พัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้นจากทีมงาน R&D ของตนเอง
  • ซื้อ – จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาทาง Cisco ได้เข้าซื้อบริษัทเป็นจำนวนมากเพื่อสามารถต่อยอดได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
  • จับมือ – เป็นการสร้างความร่วมมือกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Google หรือ Microsoft เป็นต้น 
  • ลงทุน – สนับสนุนบริษัทต่างๆ ที่น่าสนใจเพื่อให้มีทุนดำเนินงานต่อไปได้

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นทีมงานภายใน บริษัทที่ถูกซื้อเข้ามา พาร์ทเนอร์ หรือบริษัทที่ได้ทุนสนับสนุนจะเข้ามาทำงานร่วมกันภายใต้ชื่อ ‘Cisco’ เพื่อสร้างเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ นั่นเอง

Innovation Use Case

วิทยากรโชว์อุปกรณ์ IoT ที่มี Certificate ภายใน

ในครั้งนี้ Cisco ยังได้จัดกลุ่มบรรยายถึงนวัตกรรมที่บริษัทกำลังทำอยู่แก่สื่อมวลชนอีกด้วย 4 โครงการดังนี้

1.Rotterdam Port 

ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปที่ Cisco ได้เข้าไปทำ PoC อยู่ตอนนี้เพื่อผลักดันการดำเนินงานให้เป็น ‘Autonomous’ ให้ได้ทั้งหมดภายในปี 2023 ตั้งแต่เรือ รถส่งของ เครนและรางส่ง ระดับน้ำและสภาพของน้ำ โดยคาดว่าจะต้องใช้เซนเซอร์ราว 1,000 ถึง 100,000 ตัวเลยทีเดียว ซึ่งไอเดียคือ Cisco ได้เป็นฐานของการส่งข้อมูลได้อย่างสเถียรจากเซนเซอร์ไปถึงหน่วยประมวลผล อย่างไรก็ตามปัญหาที่น่าสนใจก็คือ ‘เราจะเชื่อถืออุปกรณ์ IoT เหล่านั้นได้อย่างไร’ โดยทาง Cisco ได้แก้ปัญหาดังนี้

  • ร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์ IoT เหล่านั้นเพื่อใส่ Certificate ไว้ในอุปกรณ์เพื่อการันตีว่าอุปกรณ์ IoT เหล่านั้นได้รับการรับรองไม่ใช่ใครจะนำอุปกรณ์ใดมาต่อก็ได้
  • เมื่อเชื่อมต่อเข้ามาแล้วอุปกรณ์จะถูก Enforce Policy จาก DNA IoT Management เพื่อจำกัดการทำงานในระดับที่เหมาะสม
  • ติดตามการทำงานของอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องว่าสามารถทำงานได้ปกติเหมาะสมหรือไม่ (ในการสาธิตใช้ Kibana Monitor)

สำหรับการแก้ปัญหาจริงทางผู้บรรยายได้หยิบยกปัญหาของการควบคุมปริมาณน้ำว่าจะมีผลต่อการจัดคิวเรือในขนาดต่างๆ เช่น เรือใหญ่น้ำต้องสูงถึงจะดี เป็นต้น ซึ่งแก้ปัญหาด้วยการนำเซนเซอร์ไปติดตามจุดต่างๆ เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของน้ำในแต่ละจุดทำให้สามารถทำนายระดับน้ำล่วงหน้าได้ (จับมือกับ IBM ใช้ Watson AI มาช่วย) ซึ่งส่งผลต่อการจัดคิวให้เหมาะสมและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

2.Future of Transportation

ปัญหาก็คือปัจจุบันมีประชากรกระจุกกันอย่างหนาแน่นซึ่งทาง Cisco ก็ได้สร้างความร่วมมือกับ University of New South Wales เพื่อแก้ปัญหานี้ โดยไอเดียก็คือร่วมกับหน่วยงานขนส่งใช้ Kinetic ดึงข้อมูล เช่น บัตรเดินทาง(ในต่างประเทศเวลาขึ้นขนส่งสาธารณะจะมีบัตรแตะได้ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถราง เป็นต้น) มาทำการวิเคราะห์ว่าจุดขนส่งสาธารณะไหนที่มีคนรอเยอะ ป้ายไหนคนอยากลงมากเพื่อส่งกลับไปให้ขนส่งบริหารจัดการรถได้อย่างเหมาะสมและลดต้นทุนได้ซึ่งปัญหาของขนส่งสาธารณะทั่วโลกคือมักขาดทุนเสมอ

3.Blockchain

Cisco ได้นำ Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาการติดตามโมดูล เช่น หัวโมดูล 10G หรือ 1G (หลายท่านคงคุ้นเลยว่าจะมีโมดูลที่ต้องเสียบกับ Switch มาให้และปัญหาคือหายง่ายมาก) โดยทุก Party เช่น ผู้รับเหมาหรือพาร์ทเนอร์จะมีโหนดของตัวเองเพื่อเข้าร่วมในเครือข่าย ดังนั้นจะสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าได้ซึ่ง Cisco ได้พัฒนาแพลตฟอร์มของ Blockchain และแอปพลิเคชันที่ชื่อ ‘Footprint’ สำหรับการใช้งานภายในขึ้นมาเองทั้งหมด

4.Future of Manufacturing

FANUC เป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์สำหรับอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในกรณีนี้ทางบริษัทได้พยายามแก้ปัญหาเรื่องของ ‘Unplanned Downtime’ ที่ทำให้หุ่นยนต์เกิดความเสียหายและกระทบกับภาคการผลิตของโรงงานซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดย FANUC ได้ใช้อุปกรณ์ของ Cisco เพื่อเป็นฐานของการส่งข้อมูล (ข้อมูลตัวเลขเชิงไฟฟ้าและช่างกล) และคลาวด์ของ Cisco สำหรับการคำนวณวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งนี้ทำให้สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ได้ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุเพื่อหยุดผลกระทบที่ไม่คาดคิดและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

เปิดตัว Cisco Cybersecurity Center of Excellence (CCX)

Cisco Co-Innovation Space

ภายใต้ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยนี้จะมีส่วนประกอบย่อย 2 ส่วนคือ

  • Talos – ทีมงานนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Cisco ที่ศึกษาเกี่ยวกับภัยคุกคามที่ค้นพบเพื่อสร้าง Intelligence ส่งกลับเข้าไปยังผลิตภัณฑ์ของ Cisco ที่ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลสู้กับภัยคุกคาม
  • SoC – การร่วมมือกันระหว่าง Cisco และภาครัฐบาลของสิงค์โปร์เพื่อตอบสนองเหตุการณ์ภัยคุกคาม โดย SoC จะมีหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานภายในและแนะนำหน่วยงานรัฐบาลถึงการปฏิบัติตัวต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น (เป็นแค่คำแนะนำ ดังนั้นจะถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ Cisco ไม่มีส่วน)

โดยประโยชน์ที่สิงค์โปรจะได้รับคือความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Cisco ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม โดยปัจจุบันอัตราการค้นพบภัยคุกคามของ Cisco เฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 ชั่วโมงซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ดีมากแต่ก็มุ่งหวังที่จะพัฒนาขึ้นกว่านี้ นอกจากนั้น CCX จะสามารถสร้างบุคคลกรที่มีทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยให้กับสิงค์โปร์ได้ด้วยกลยุทธ์ 3 ข้อคือ

  1. จัดทำ Workshop ให้กับรัฐบาลและพาร์ทเนอร์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
  2. แชร์ความรู้กับมหาวิทยาลัยให้อาจารย์และนักศึกษาได้นำไปวิจัยเพื่อแก้ปัญหาจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริง
  3. ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนควบคู่กันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างฐานความรู้ที่แข็งแกร่ง

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

[Cisco แกะกล่อง] EP1: รู้จักยุคใหม่ของ WAN Network กับ Cisco SD-WAN

Cisco แกะกล่อง เป็นรายการวิดีโอใหม่จากทาง Cisco ซึ่งจะนำทุกท่านมาร่วมแกะกล่องเทคโนโลยีของ Cisco ในมุมมองที่ง่ายขึ้นและเข้าใจได้มากขึ้น รวมไปถึงอัปเดตเทรนด์ทางด้านนวัตกรรม IT ล่าสุดโดทีมผู้เชี่ยวชาญจากทีม Cisco Thailand เอง

NetApp เปิดตัว Memory Accelerated FlexPod เสริม MAX Data และ Intel Optane DC Persistent Memory เร่งความเร็วให้สูงยิ่งขึ้น

NetApp ได้ออกมาประกาศเปิดตัวโซลูชันใหม่ล่าสุดสำหรับ Converged Infrastructure (CI) ภายใต้ชื่อ NetApp Memory Accelerated FlexPod ที่ได้ผสานนวัตกรรมใหม่อย่าง NetApp MAX Data และ Intel Optane DC Persistent Memory เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบโดยรวมให้สูงยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้