[PR] ข้ามขีดจำกัดและจุดสะดุดบนคลาวด์ด้วยทางเลือกใหม่

โดย ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี

ผู้จัดการประจำประเทศไทย

นูทานิคซ์

ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจพับลิคคลาวด์กำลังบูมอย่างต่อเนื่อง จากรายงานของบริษัทสำรวจข้อมูลชื่อดังอย่าง IDC (International Data Corporation) เผยให้เห็นถึง 10 แนวโน้มสำคัญด้านเทคโนโลยี ที่จะเข้ามามีผลต่อภาคธุรกิจของไทยในปี 2559-2560 ซึ่งบริการคลาวด์เป็น 1 ใน 10 ของแนวโน้มที่สำคัญเหล่านั้น โดยในปี 2561 มีการคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะถูกแบ่งไปเป็นการลงทุนด้านการให้บริการคลาวด์ในสัดส่วน 1 ใน 4 เป็นอย่างน้อย ส่วนในปี 2563 คาดว่าจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้บริการคลาวด์ขององค์กรร้อยละ 30 โดยจะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายการให้บริการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์บนคลาวด์ เพื่อสนับสนุนภารกิจองค์กร มีมูลค่าสูงกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตขึ้นร้อยละ 100 จากปัจจุบัน

ไอดีซียังระบุว่าบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศจะใช้จ่ายสำหรับให้บริการคลาวด์แบบสาธารณะหรือพับลิคคลาวด์ถึงประมาณ 33,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ และใช้จ่ายเพื่อให้บริการคลาวด์แบบส่วนตัวหรือไพรเวทคลาวด์ มูลค่าประมาณ 19,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการ สำหรับผู้ใช้งานภายในองค์กร หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องของค่าใช้จ่ายในการลงทุนก็ยังเป็นปัญหาที่ทำให้หลายองค์กรตั้งคำถามถึงการย้ายไปใช้พับลิคคลาวด์จากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวที่อาจไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการทุกอย่างได้คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ข้อมูลต่อไปนี้คือปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดเทรนด์การเปลี่ยนจากระบบพับลิคคลาวด์ ไปเป็นระบบไพรเวทคลาวด์ของหลายๆ องค์กร

ค่าใช้จ่ายแอบแฝง

ในช่วงแรก จุดขายหนึ่งของระบบพับลิคคลาวด์ คือการตอบสนองความต้องการที่ต้องการโยกค่าใช้จ่ายจาก CAPEX ไปสู่ OPEX ทำให้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที เป็นการเช่าใช้บริการจากผู้ให้บริการระบบคลาวด์

เมื่อเวลาผ่านไป องค์กรต่างๆ จึงได้รู้ว่าแอปพลิเคชั่นต่างๆ ขององค์กรที่ใช้งานได้ง่าย และพอที่จะคาดการณ์ประสิทธิภาพการทำงานได้นั้นกำลังทำงานอยู่บนระบบคลาวด์ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่แต่เดิมองค์กรเคยสามารถจัดการการทำงานได้อย่างง่ายดาย ภายในศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของตนด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

เมื่อเกิดการใช้ระบบคลาวด์มากขึ้น ดูเหมือนว่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นภาระอันหนักหน่วงขององค์กร และยังทำให้องค์กรสูญเสียการควบคุมค่าใช้จ่ายไปอย่างรวดเร็ว

คิดนอกกรอบ

กฎเกณฑ์ที่ตายตัวอาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับองค์กรต่างๆ แต่ความยืดหยุ่นของกฎเกณฑ์ก็สร้างความวุ่นวายให้ซีไอโอและองค์กรเช่นเดียวกัน

ปัญหาด้านกฎเกณฑ์นี้ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็อาจทำให้องค์กรและผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องไตร่ตรองอีกครั้งก่อนที่จะยกยวงไปใช้ระบบคลาวด์ทั้งหมดโดยที่ยังไม่รู้จักคลาวด์มากพอ เมื่อเวิร์คโหลดและแอปพลิเคชั่นทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่บนระบบพับลิคคลาวด์ ก็ดูเหมือนจะเป็นการสร้าง “Data Gravity” โดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่องค์กรใส่ลงไปในระบบคลาวด์จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ

ผลกระทบจากเรื่องค่าใช้จ่ายอาจถึงจุดที่องค์กรพิจารณาแล้วว่าอย่างน้อยก็ควรย้ายงานบางประเภทออกจากระบบคลาวด์ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรธุรกิจเริ่มตระหนักว่าถูกผู้ให้บริการระบบพับลิคคลาวด์จากต่างประเทศสร้างเงื่อนไขในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการยกเลิกระบบที่สูงเกิน โดยจะมากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่กับขอบเขตการใช้งานขององค์กร แต่ควรตระหนักว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ในขั้นตอนการยกเลิกระบบนี้อาจนำมาซึ่งความเสียหายครั้งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

การกำกับดูแลที่มากขึ้น

ความข้องใจอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอในการใช้ระบบพับลิคคลาวด์คือ การกำกับดูแล คำถามก็คือ ข้อมูลสำคัญที่องค์กรส่งไปไว้บนคลาวด์จะไปอยู่ที่ไหน

สายเคเบิ้ลที่โยงใยกันเป็นเครือข่ายข้ามทวีปนั้น จะคอยรองรับข้อมูลให้ส่งผ่านกันทั่วโลกได้ภายในไม่กี่อึดใจ สิ่งเหล่านี้มักหมายถึงข้อมูลของลูกค้าและข้อมูลที่อ่อนไหวอาจล่วงล้ำกฎของประเทศหรือนโยบายทางธุรกิจขององค์กรก็เป็นได้ 

นโยบายเหล่านี้นับวันก็จะเข้มงวดมากขึ้น ทำให้องค์กรมีข้อจำกัดด้านจำนวนและประเภทของข้อมูลที่สามารถจัดเก็บไว้บนพับลิคคลาวด์ได้ แม้จะมีทางเลือกที่จะจัดเก็บข้อมูลไว้ภายในองค์กร แต่นั่นก็อาจตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และอาจไม่ได้ช่วยพิสูจน์ให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำข้อมูลเหล่านั้นขึ้นไว้บนคลาวด์เสียแต่แรก

ใช้คลาวด์ ให้ได้ผล

อย่างไรก็ตามแม้จะมีข้อกังวลดังกล่าว ระบบพับลิคคลาวด์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เราเพิ่งจะเริ่มเห็นการลดลงของการใช้งานระบบคลาวด์ล้วนๆ โดยไม่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง 

ตัวชูโรงของเกมนี้คือ ไฮบริดคลาวด์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมานานแล้วแต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือแม้แต่จะถูกสร้างคำนิยามใดๆ อย่างจริงจัง ความหมายในเชิงลึกของไฮบริดคลาวด์คือการสร้างความสมดุลของการใช้ทรัพยากรบนพับลิคคลาวด์และไพรเวทคลาวด์ เพื่อให้ระบบคลาวด์ทั้งสองทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

หากทำได้ถูกวิธี องค์กรจะได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติที่ดีที่สุดของคลาวด์ทั้งสองระบบ ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วและความยืดหยุ่นจากพับลิคคลาวด์ ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่กำลังเปิดตัวการให้บริการในรูปแบบดิจิทัล แต่ยังไม่แน่ใจถึงผลกระทบทางด้านทรัพยากรทางไอทีที่อาจเกิดขึ้น การคาดการณ์ค่าใช้จ่าย การเปิดเผยข้อมูล การกำกับดูแลที่ทันสมัย ระบบภายใน หรือระบบเอ็นเตอร์ไพรส์คลาวด์ต่างๆ 

เราเริ่มมองเห็นสัญญาณแห่งความเป็นไปได้มากขึ้น ผู้ให้บริการทางพับลิคคลาวด์ต่างกำลังผลักดันความสำคัญของไฮบริดคลาวด์และร่วมมือกับภาคธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างตัวเลือกด้านไฮบริดอย่างแท้จริง

นูทานิคซ์เพิ่งประกาศการผนึกพลังเป็นพันธมิตรกับ Google เพื่อช่วยสร้างความสำเร็จ และยังเปิดให้บริการที่ชื่อว่า Calm ซึ่งจะเข้ามาช่วยให้กระบวนการเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชั่นระหว่างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเป็นไปโดยอัตโนมัติ

เนื่องจากระบบพับลิคคลาวด์ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องเริ่มตระหนักถึงข้อจำกัด และความเสี่ยงต่างๆ และหาสิ่งที่เหมาะสมที่จะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานสามารถทำงานให้องค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้องค์กรสามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีมาใช้ทางธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

###

เกี่ยวกับ นูทานิคซ์

นูทานิคซ์สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดูเสมือนไร้ตัวตน ยกระดับมาตรฐานการใช้ไอที เน้นการใช้แอปพลิเคชั่นและการให้บริการที่เพิ่มศักยภาพต่อธุรกิจ นูทานิคซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ คลาวด์ แพลตฟอร์ม นำคุณประโยชน์จากวิศวกรรมแบบเว็บ-สเกลและการออกแบบที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริโภค การประมวลผล เวอร์ชวลไลเซชั่น และสตอเรจมารวมไว้ในโซลูชั่นที่ยืดหยุ่นและควบคุมการทำงานด้วยซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ที่ชาญฉลาด ซึ่งทำให้สามารถคาดการณ์ประสิทธิภาพการทำงานได้ สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานคล้ายคลาวด์ มีระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด และสามารถใช้งานแอปพลิเคชั่นที่หลากหลายขององค์กรแบบโมบิลิตี้ได้อย่างลื่นไหล ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nutanix.com

หรือ ติดตามผ่านทวิตเตอร์ของเราที่ @nutanix


About TechTalkThai PR 2

Check Also

Synology เปิดเกมรุก เปิดตัวโซลูชันใหม่ด้านการจัดเก็บข้อมูลสำหรับธุรกิจทุกขนาดตั้งเป้าโตกว่า 30% เดินหน้าตลาดในไทย เต็มลูกสูบ ชูนวัตกรรมใหม่ มั่นใจในความปลอดภัย เข้าถึงผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม [Press Release]

กรุงเทพฯ – การเก็บรักษาข้อมูลภายใต้ระบบความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นประเด็นหลักที่หลายองค์กรทั่วโลกต้องคำนึงถึง เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจได้ในพริบตา การเลือกใช้โซลูชันทางไอทีที่มีประสิทธิภาพสูงและระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ดี นอกจากจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรแล้ว ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก แม้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างเช่น สถานการณ์โรคระบาด

ภาครัฐ-เอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าจัดงาน ดิจิเทค อาเซียน ไทยแลนด์ 2022 [Guest Post]

สนับสนุนอนาคตของเทคโนโลยีเพื่อปฏิรูประบบดิจิทัลของประเทศไทย