ในยุคที่ Remote & Hybrid Work กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจ ความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะการทำงานอยู่นอกเหนือ “ขอบเขตการป้องกันเดิม” ขององค์กร
แนวคิด Zero Trust จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น Ecosystem สำคัญในการสร้างความปลอดภัย ผ่านการตรวจสอบ ติดตาม และจัดการภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง
แต่จะเริ่มต้นอย่างไร? และต้องใช้โซลูชันไหนบ้าง? มาเจาะลึก 6 ขั้นตอนสู่ Zero Trust พร้อมตัวช่วยอัจฉริยะอย่าง WatchGuard Zero Trust Bundle กัน
6 ขั้นตอน เพื่อเริ่มต้น Zero Trust

1.) ปกป้องทุกการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากทุกที่ (Secure Internet Access)
ขยายอาณาเขตการปกป้องด้วย FWaaS, Secure Web Gateway และ DNS Protection เพื่อเพิ่ม Visibility ในการมองเห็นทราฟฟิคอินเทอร์เน็ต บล็อก Phishing และสกัดกั้นภัยคุกคามแบบ C2C (Command and Control)
เมื่อทำขั้นตอนนี้เสร็จจะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนด Policy เพื่ออนุมัติการเข้าถึง SaaS แอปพลิเคชัน จำกัดความเสี่ยงจากเครือข่ายหรือผู้ใช้ที่ไม่น่าเชื่อถือจากทุกๆสถานที่
2.) ยืนยันตัวตนที่แท้จริง (Identity Verification)
เพราะการล็อกอินได้ ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป องค์กรควรใช้ MFA, SSO และ Risk-based Authentication ควบคู่กับการตรวจจับข้อมูลรั่วไหลใน Dark Web เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตน
เมื่อผ่านขั้นตอนนี้องค์กรจะสามารถกำหนดบริบทของการเข้าใจงานได้จากหลายมุมมอง เช่น พิกัดการใช้งาน เงื่อนไขของอุปกรณ์ ช่วยปรับปรุงความแข็งแกร่งให้มั่นใจว่าจะสามารถตรวจสอบทุกการใช้งาน ป้องกันการแทรกแซงตัวตนได้อย่างมั่นใจ
3.) ตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ (Device Inspection)
“ผู้ใช้ที่น่าเชื่อถือ บนอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัย ก็คือความเสี่ยง” ต้องมีโซลูชัน EDR เพื่อเช็กสถานะความปลอดภัยของอุปกรณ์ก่อนอนุญาตให้เข้าสู่ระบบทุกครั้ง จะช่วยให้ทราบถึงสถานะความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่เข้ามา เพื่อกำหนด Policy ในการรับมือได้ตามความเสี่ยง มั่นใจได้ว่าทุกอุปกรณ์ที่เริ่มต้นเซสซันจะเป็นอุปกรณ์ที่มั่นคงปลอดภัย
4.) ควบคุมการเข้าถึงแบบรายเซสชัน (Continuous Access Control)
บอกลา VPN แบบเดิมๆ แล้วเปลี่ยนมาใช้ ZTNA (Zero Trust Network Access) เพื่อจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะแอปพลิเคชันที่จำเป็นในแต่ละเซสชัน ช่วยลดพื้นที่การถูกโจมตี (Attack Surface) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.) รวมศูนย์การมองเห็น (Centralized Visibility)
ระบบความปลอดภัยที่ดีต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้ดูแล โซลูชันต่างๆ ควรบริหารจัดการได้จากหน้าจอเดียว (Centralized Management) เพื่อการกำหนด Policy ที่แม่นยำและรวดเร็ว
6.) ตรวจจับและโต้ตอบแบบอัตโนมัติ (Automated Response)
Zero Trust ต้องปรับตัวตามความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระบบต้องสามารถรับรู้พฤติกรรมที่ผิดปกติ และปรับเปลี่ยนมาตรการป้องกันได้โดยอัตโนมัติทันที
รู้จักกับ WatchGuard Zero Trust Bundle เริ่มต้นกับ Zero Trust ครบ จบ ในหนึ่งเดียว

WatchGuard ผสานรวม 3 โซลูชันทรงพลังเพื่อตอบโจทย์ทั้ง 6 ขั้นตอนข้างต้นได้อย่างไร้รอยต่อ
1) AuthPoint: ยกระดับการปกป้อง Identity ด้วยระบบ MFA ชั้นสูง มาพร้อมฟีเจอร์ DNA Verification ตรวจสอบความถูกต้องของฮาร์ดแวร์ และบริการตรวจจับ Credential Leak บน Dark Web
2) FireCloud: โซลูชัน SASE ที่รวม FWaaS, SWG และ ZTNA เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อปกป้อง Remote Workforce แทนที่ VPN ที่ยุ่งยาก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับ MSP ที่ต้องการส่งมอบบริการความปลอดภัยให้ลูกค้า
3) Endpoint Security 360: โซลูชัน EDR ที่มอบอำนาจให้องค์กรตรวจสอบอุปกรณ์ ควบคุมการอัปเดตแพตช์ อนุมัติแอปพลิเคชัน และสกัดกั้นการแพร่กระจายของภัยคุกคาม
ทำไมต้อง WatchGuard?
เมื่อผสานทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ข้อมูลจาก Identity, อุปกรณ์ และการเชื่อมต่อจะถูกนำมาประมวลผลร่วมกันเพื่อให้ได้ Policy ที่ยืดหยุ่นและแม่นยำที่สุด โดยทั้งหมดนี้บริหารจัดการได้ง่ายๆ ผ่านหน้าจอเดียวบน WatchGuard Cloud
📞 สนใจยกระดับองค์กรสู่ Zero Trust ด้วย WatchGuard?
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมงานประเทศไทยได้ที่ inquiry.sea@watchguard.com
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย









