เมื่อวานนี้ทางซิสโก้ได้จัดงานบรรยายแนวโน้มการปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียนรอบสื่อมวลชน โดยในครั้งนี้ทางซิสโก้ได้จัดทำผลสำรวจร่วมกับบริษัท A.T. Kearney ซึ่งได้กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทยและแนะนำการแนวทางการปรับตัวเพื่อให้เท่าทันสิ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต และสุดท้ายยังได้พูดถึงแผนของซิสโก้ในด้านอุตสาหกรรมปี 2019 ด้วย

คุณ นาวีน เมนอน ประธานประจำภูมิภาคอาเซียนของซิสโก้ได้บรรยายว่าปัจจุบันเราได้เข้าสู่เข้ายุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR) แล้วซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ข้อดังนี้
-
IoT – เพื่อเป็นส่วนปลายทางในการรับข้อมูลออกมาใช้
-
Machine Learning – ใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับองค์กร
-
3D Printing – เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยสร้างอุปกรณ์ เช่น ส่วนประกอบหรืออะไหล่เล็กๆ ที่ต้องการได้ (นึกถึงรถยนต์มีส่วนประกอบเล็กๆ จำนวนมาก)
-
Advance Robotics – ปัจจุบันมีการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ล้ำหน้าขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ทั้งนี้จะทำให้องค์กรสามารถลดแรงงานได้อย่างมากแทนที่จะย้ายฐานไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูก รวมถึงลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์
-
Wearable/AR/VR – อุปกรณ์สร้างภาพเสมือนหรือต่อขยายความสามารถในการมองเห็นได้เข้ามาอำนวยความสะดวกในการทำงานของคนมากขึ้น สำหรับ Wearable ที่กล่าวถึงใครนึกไม่ออกให้นึกถึงชุดเสริมสมรรถนะ (ชุดเกราะ Ironman เป็นต้น) ในการทำงาน เช่น ยกของหนัก เป็นต้น
สำหรับภูมิภาคอาเซียนมูลค้าของอุตสาหกรรมประเทศไทยอยู่อันดับที่ 2 เป็นรองเพียงอินโดนีเซียเท่านั้นแต่หากพูดถึงตำแหน่งของประเทศไทยกับ 4IR เราจะอยู่ที่อันดับที่ 3 รองจากสิงค์โปร์และมาเลเซีย (สามารถดูภาพประกอบได้จากด้านบน) นอกจากนี้เราไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มีนโยบายปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมอย่าง Thailand 4.0 เพราะหลายประเทศตระหนักดีว่า 4IR จะสามารถเพิ่มประสิทธิผลและลดคนในการผลิต ดังนั้นกำไรก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่เหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในภูมิภาคนี้มี 5 ปัจจัยคือ
-
ยึดติดกับแรงงานราคาถูกทำให้หาคนมีฝีมือมีความรู้มาทำงานไม่ได้
-
ยังไม่มี Demand ที่ก่อให้เกิดแรงผลักดันในบางอุตสหกรรมเพราะยังใช้วีธีการแบบเดิมไหวแต่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน เช่น โรงงานผลิตรถยนต์นั้นหากสามารถลดแรงงานและเพิ่มการผลิต เทคโนโลยีใหม่จะมีแรงดึงดูดมากกว่า
-
ขาดผู้เชี่ยวชาญเพราะจะหาคนที่รู้เรื่องการผลิตและไอทีไปพร้อมกันนั้นเป็นไปได้ยาก
-
สภาพแวดล้อมซับซ้อนเพราะมีโซลูชันเยอะจนไม่รู้ว่าจะเลือกใครดีที่เหมาะสมที่สุด
-
ตัวธุรกิจเองไม่มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนในระยะสั้นก็เลยยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าจะทำไปทำไม

คุณนิโคไลน์ ดอบเบอร์สไตน์ พาร์ทเนอร์จากบริษัท A.T. Kearney พูดถึงแนวทางในการปฏิบัติว่าทางผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมักจะติดคำถาม 3 ข้อคือ ทำไปทำไม จะสร้างยังไง และจะจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างไรโดยไม่ให้กระทบกับการดำเนินงานของธุรกิจเดิม จึงเกิดเป็นแนวทางปฏิบัติที่แบ่งได้ 2 ส่วน 6 ขั้นตอนคือ
แผนระยะสั้น
1.นิยามปัญหาของธุรกิจก่อนว่าเราต้องการแก้ปัญหาอะไร
2.เลือกกรณีศึกษาขึ้นมาและหาเทคโนโลยีที่เข้ามาตอบโจทย์นั้น
3.ทำเป็นระบบจำลองเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อศึกษาทดลองก่อน
แผนระยะยาว
4.สร้างระบบของคู่ค้าหรือพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมกับนโยบายและตอบโจทย์บริษัทขึ้นมา เช่น สามารถดูแลแก้ไขให้ได้ทั้งกระบวนการหรือไว้ใจได้ เป็นต้น
5.สร้างระบบให้มีความยืดหยุ่น (Scale)
6.สร้างระบบที่ยั่งยืนคือนอกจากปรับเปลี่ยนได้แล้วจะต้องมองการณ์ไกลไปถึงในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตามนอกจากองค์กรเองแล้วยังมีความร่วมมืออื่นที่จะช่วยผลักดันการปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนี้คือ
-
รัฐบาลต้องลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะบุคคลากรเฉพาะด้าน
-
ผู้ประกอบการจะต้องเร่งทำทันทีในส่วนเล็กๆ ไปก่อนควบคู่กันกับของเดิม
-
ผู้จัดหาโซลูชันต้องออกแบบระบบให้บูรณาการครบวงจร ตอบโจทย์เรื่องความยืดหยุ่นและใช้ได้ยาวนาน
-
ผู้ผลิตโซลูชันเองควรจะไปร่วมกันสร้างโซลูชันให้ทำงานร่วมกันได้เองด้วย

สุดท้าย คุณ วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของซิสโก้ได้เผยแผนของบริษัทด้านอุตสาหกรรมเพื่อรับมือกับการปฏิวัติในประเทศไทยแล้วดังนี้
-
ตั้งทีมมาดูแลในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ
-
ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมและ Depa เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
-
เพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายโซลูชันไปทางตัวแทนด้าน IoT
-
ผลักดันหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีข้างต้นเข้าไว้ในโครงการ Network Academy เพื่อสร้างบุคคลากรรุ่นใหม่ขึ้นมา
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






