4 เหตุผล ที่คนทำ SAP นิยมใช้ SUSE Linux Enterprise Server เพื่อให้บริการ SAP Applications

เมื่อพูดถึงระบบปฏิบัติการสำหรับ SAP หลายๆ คนนั้นก็มักจะนึกถึงชื่อของ SUSE Linux Enterprise Server ขึ้นมาก่อน เพราะระบบ SAP จำนวนมากทั้งในไทยและทั่วโลกนั้นต่างก็เลือกใช้ SUSE ในฐานะของระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับติดตั้ง SAP Applications กัน ในบทความนี้เราจะเล่าถึง 4 เหตุผลที่ SUSE Linux Enterprise Server นั้นมักถูกเลือกใช้เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับระบบ SAP กันครับ

 

1. SUSE นั้นทำการพัฒนาและออกแบบระบบต่างๆ ร่วมกับ SAP เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอมา

หากใครมีประสบการณ์กับระบบ SAP และ SUSE มานาน ก็มักจะทราบกันเป็นอย่างดีว่า Vendor ใหญ่คู่นี้ได้ทำการจับมือเป็น Partner อย่างเหนียวแน่นกันมาโดยตลอด ไม่ว่าระบบ SAP นั้นๆ จะเลือกใช้ Hardware ในส่วนของ Server และ Storage จากผู้ผลิตรายใด แต่ระบบปฏิบัติการนั้นก็ต้องเป็น SUSE Linux Enterprise Server เสมอ ก็เป็นเพราะความสัมพันธ์อันแนบแน่นของผู้ผลิตทั้งสองค่ายนี้นี่เอง

ทั้ง SUSE และ SAP นั้นต่างก็มีถิ่นกำเนิดมาจากฝั่งยุโรปทั้งคู่ ดังนั้นเมื่อองค์กรใดๆ ในแถบยุโรปกำลังมองหาระบบ Business Application มาใช้งาน ก็มักจะทำให้ SUSE และ SAP ถูกนำเสนอคู่กันไป จนทั้งคู่ได้ตัดสินใจจับมือเป็น Partner เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันมาแล้วเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ทำให้ SUSE นั้นมีระบบปฏิบัติการในเวอร์ชันที่ถูกออกแบบสำหรับ SAP โดยเฉพาะ และปัจจุบันนี้มีชื่อว่า SUSE Linux Enterprise Server for SAP ซึ่งมีเทคโนโลยีต่างๆ สำหรับตอบโจทย์การใช้งาน SAP ภายในองค์กรอยู่มากมาย และปรับแต่งการทำงานในระดับของระบบปฏิบัติการให้เสริมการทำงานของ SAP ได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด, ความทนทานสูงสุด และมีความมั่นคงปลอดภัยที่สุดไปด้วยพร้อมๆ กัน โดยมีทั้งการเสริมระบบ Built-in Firewall, การกำหนดค่าเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับ SAP HANA In-memory Database และอื่นๆ อีกมากมาย

SUSE นั้นมี Reference Architecture สำหรับใช้งานร่วมกับระบบต่างๆ ของ SAP อย่างครบถ้วน ทำให้ง่ายต่อการออกแบบและการติดตั้ง รวมถึงองค์กรยังสามารถมั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานของระบบได้ด้วยจากการตรวจสอบการออกแบบเหล่านี้ล่วงหน้าก่อนทำการลงทุน

 

2. SUSE ช่วยให้ SAP Applications ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

SUSE Linux Enterprise Server for SAP Applications นี้ได้ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแม้จะอยู่ภายใต้ภาวะที่ CPU และ Memory ถูกใช้งานอย่างหนักหน่วง เนื่องมาจากทาง SUSE และ SAP นั้นทราบเป็นอย่างดีว่าระบบปฏิบัติการสำหรับรองรับ Mission Critical Application นั้นควรมีคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพและความทนทานมากเพียงใด จึงได้ทำการวิจัยร่วมกันในการปรับแต่ง SUSE ให้กลายเป็น Linux ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ที่จำเป็นอย่างเช่นการทำ Page Cache Limit หรือตัวเลือกในการปรับแต่งด้านประสิทธิภาพเสริมเข้าไป ให้เลือกปรับค่าเหล่านี้ได้ง่ายๆ ตั้งแต่ในหน้า Wizard ให้เหล่าองค์กรได้มั่นใจถึงประสิทธิภาพในการทำงานของ SUSE นั่นเอง

 

3. SUSE มีเทคโนโลยีเสริมมากมาย ช่วยลด Downtime ของ SAP Applications ลงได้

การออกแบบระบบให้ทนทานนั้นถือเป็นโจทย์ที่สำคัญสำหรับเหล่า Mission Critical Application แต่ก็ถือเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับเหล่าผู้ดูแลระบบไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทาง SUSE และ SAP จึงได้ทำการตอบโจทย์นี้ด้วยการเสริมความสามารถทางด้าน Business Continuity ลงไปใน SUSE Linux Enterprise Server for SAP Applications ให้สามารถใช้งานได้ง่ายและมีตัวเลือกให้พร้อมใช้งานได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรองรับการทำ Clustering ได้ในตัวทั้งสำหรับระบบแบบ Physical และ Virtual รวมถึงฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้

  • SUSE Linux Enterprise High Availability Extension สามารถกำหนดค่าและสร้าง High Availability (HA) Cluster ได้โดยง่ายผ่านทางหน้าจอ GUI
  • System Replication Resource Agents ตัวช่วยสำหรับช่วยกู้คืนข้อมูลแลระบบของ SAP HANA ได้สำเร็จภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
  • Full System Rollback สามารถทำการคลิกเพียงครั้งเดียวเพื่อกู้ระบบย้อนหลังไปหากการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าหรือการอัปเดตระบบมีปัญหา

นอกจากนี้เทคโนโลยี SUSE Linux Enterprise Live Patching Extension นั้นก็จะยังช่วยให้การอัปเดตระบบปฏิบัติการเพื่ออุดช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย โดยไม่เกิด Downtime ต่อระบบ และไม่ส่งผลกระทบด้านประสิทธิภาพต่อ Application ด้วย

 

4. SUSE ช่วยให้การติดตั้ง SAP Applications ทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

เพื่อให้สามารถทำการติดตั้ง SAP ให้ได้อย่างรวดเร็ว ทาง SUSE จึงได้ทำการพัฒนาเครื่องมือมากมายเพื่อให้การติดตั้งเทคโนโลยีใดๆ จาก SAP สามารถเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายที่สุด ครอบคลุมทั้ง SAP BPM, SAP ERP, SAP HANA และอื่นๆ อีกมากมาย ไปจนถึงการตั้งค่าระบบให้รองรับการทำ HA ได้ และการเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Linux เดียวเพื่อรองรับ SAP Applications ทั้งหมดนั้นนอกจากจะทำให้การติดตั้งเป็นไปได้อย่างสะดวกแล้ว การดูแลรักษาก็จะไม่ซับซ้อนด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ทีมงานของ SUSE เองก็ยังได้ทำการพัฒนาระบบเพื่อรองรับเหล่าผู้ดูแลระบบที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีของ Microsoft เป็นหลัก ด้วยการรองรับ Microsoft Remote Desktop Protocol (RDP) ทำให้การบริหารจัดการผ่าน GUI จากระยะไกลนั้นเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับ Command Line พื้นฐานของ Microsoft Windows ได้ และยังรองรับการทำงานร่วมกับ Active Directory ทำให้ไม่ต้องทำการสร้าง User Credential ซ้ำซ้อนระหว่าง Windows และ Linux อีกด้วย ดังนั้นหากองค์กรใดต้องการย้ายระบบ SAP จาก Windows มาสู่ Linux นั้น SUSE ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เหล่าผู้ดูแลระบบทำงานได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

 

ทดลองใช้งานฟรี! SUSE Linux Enterprise Server for SAP 60 วัน!

สำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบระบบ SAP บน SUSE เพื่อทดลองใช้งานเทคโนโลยี ฟีเจอร์ และตรวจสอบความเข้ากันได้ของระบบ สามารถโหลด SUSE Linux Enterprise Server for SAP ได้ฟรีๆ 60 วันทันทีที่ https://www.suse.com/products/sles-for-sap/ ครับ

 

ติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ SUSE เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานระบบปฏิบัติการ SUSE Linux Enterprise Server ภายในองค์กร สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ SUSE ได้ทันที ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1) Netsolutions

  • Name: Kraileark Chanupprakarn
  • Role: Senior Channel Sales Manager
  • Email: kraileark@nsesb.co.th
  • Mobile: 0815785454

2) Ingram Micro

และสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อทีมงาน SUSE โดยตรง สามารถติดต่อได้ทันทีที่ AseanSales@suse.com



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Ericsson ประสบความสำเร็จ ทดสอบ 5G ที่ความเร็ว 23.4Gbps

Ericsson ได้ออกมาประกาศถึงความสำเร็จในการทดสอบความเร็วของเทคโนโลยี 5G ร่วมกับ Telecom Italia (TIM) ได้ความเร็วในการ Download ที่สูงถึง 23.4Gbps

Andrew Ng ชี้ สมรภูมิถัดไปของ AI คือธุรกิจโรงงานและการผลิต

Andrew Ng ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI ที่เคยเป็นผู้สร้างโครงการ Google Brain และเคยดำรงตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยี AI แห่ง Baidu ได้ออกมาเผยถึงวิสัยทัศน์ว่าสมรภูมิถัดไปของการพัฒนา AI ในความคิดของเขานั้นอยู่ที่ภาคธุรกิจโรงงานและการผลิตเป็นหลัก