บทวิเคราะห์นี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเตือนใจทั้งทีมงานของ TechTalkThai เองและเหล่าผู้อ่านในฝ่าย IT ขององค์กรต่างๆ ทั่วไทย เพราะหลังจากที่ได้ทำการศึกษามาระยะหนึ่ง ทางทีมงาน TechTalkThai ก็ตัดสินใจว่าควรออกมาวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องราวของประเทศจีนกับบทบาทในฝั่ง Enterprise IT ที่จะเริ่มกระทบกับองค์กรไทยมากขึ้นอย่างชัดเจนในหลังจากนี้ให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

1. วงการ Enterprise IT ไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน จากการใช้เทคโนโลยีโลกตะวันตก สู่เทคโนโลยีโลกตะวันออก
ที่ผ่านมาวงการ Enterprise IT เมืองไทยนั้นมักจะคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีของโลกฝั่งตะวันตกกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมาจากสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปก็ตาม แต่ภาพนี้กำลังจะเปลี่ยนไปจากการที่จีนเริ่มขยายธุรกิจของตนเองออกไปยังทั่วโลกกันมากขึ้น และแน่นอนว่าตลาด Enterprise IT ในเมืองไทยเองก็เป็นตลาดหนึ่งที่จีนจะเข้ามามีบทบาทด้วยอย่างแน่นอน
ที่ผ่านมาเมื่อนึกถึงผลิตภัณฑ์จากจีน เรามักนึกถึงภาพของผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กราคาถูก สำหรับใช้งานในธุรกิจ SMB หรือสาขาต่างๆ ขององค์กรใหญ่ๆ หรือไม่ก็ระบบขนาดใหญ่ที่มีราคาถูกกว่าคู่แข่งจากฝั่งตะวันตก (ซึ่งก็มักจะมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักในแง่ของคุณภาพ) แต่ในปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์ของจีนเองนั้นก็เริ่มได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ความพยายามของธุรกิจจีนที่ต้องการจะแข่งขันกับแบรนด์ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ทั่วโลกนั้นสูงขึ้นในทุกๆ ปี ดังนั้นหากเราจะเห็นว่าเทคโนโลยีหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากจีนนั้นสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงนี้ก็คงไม่ใช่ภาพที่น่าประหลาดใจนัก
การที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมในจีนเติบโตมาได้อย่างรวดเร็วนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะจีนนั้นได้เริ่มผลักดันด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการศึกษาภายในประเทศจีนเอง, การศึกษาต่อในต่างประเทศ รวมไปถึงการที่จีนนั้นเริ่มมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, Baidu, Lenovo, Tencent, Xiaomi และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้กระแสของเทคโนโลยีหลั่งไหลเข้าไปในประเทศจีนนั้นในรูปของการลงทุน, การเข้าซื้อกิจการ, การเข้าซื้อเทคโนโลยี และมีความต้องการจากภาคธุรกิจในการคิดค้นและวิจัยสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ในจีนและทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากมาย ความต้องการในเหล่าแรงงานที่มีความรู้ชั้นสูงจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประชากรจีนรุ่นใหม่จำนวนมากก็ได้ยกระดับการศึกษาของตัวเองเพื่อตอบโจทย์ความต้องการแรงงานเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น ในปีที่ผ่านมานี้เองก็ยังมีข่าวของการที่เหล่าบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีในฝั่งตะวันตกได้เข้าไปลงทุนหรือร่วมทุนในการเปิดบริษัทและสาขา R&D ในประเทศจีนกันอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายฐานเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งชื่อของบริษัทเหล่านี้แต่ละรายก็คุ้นหูคนในวงการ Enterprise IT กันทั้งนั้น ด้วยปัจจัยเหล่านี้การที่จีนจะได้กลายเป็นศูนย์กลางอีกแห่งสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโลกก็คงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงไปนัก
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การมาของ Internet of Things (IoT) ที่จีนนั้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก, Cloud / Data Center ของจีนที่เริ่มขยายตัวสู่ระดับโลก, เทคโนโลยี Robot หรือหุ่นยนต์ที่จีนนั้นเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ อีกทั้งระบบ Artificial Intelligence (AI) ที่จีนเองนั้นต้องพัฒนามาเพื่อตอบรับต่อความต้องการภายในประเทศจีนเองนั้น เมื่อนำมารวมกันแล้วก็เรียกได้ว่าจีนนั้นมีเทคโนโลยีสำหรับทศวรรษหน้าอยู่ในมือครบแล้วก็ไม่ผิดนัก และเทคโนโลยีเหล่านี้เองที่จะขยายตัวออกมาสู่ระดับโลกให้เราได้เห็นกันนับถัดจากนี้ไป (ทั้งหมดนี้ยังไม่นับถึงเทคโนโลยีในสาขาอื่นๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, พลังงานสะอาด หรือแม้แต่ Startup ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจำนวนมากในจีนเลยด้วยซ้ำ)
สิ่งที่ควรทำ: ติดตามข่าวสารจากฝั่งจีนให้ดี ทั้งข่าวดีและไม่ดี การรับรู้ข่าวสารทั้งฝั่งของโลกตะวันตกและโลกตะวันออกพร้อมกันจะทำให้เราเห็นภาพรวมทิศทางของโลกนี้มากขึ้น บางเทคโนโลยีฝั่งตะวันตกอาจยังคงนำอยู่ แต่เทคโนโลยีจากจีนเองก็เริ่มก้าวนำเทคโนโลยีอื่นๆ ทั่วโลกบ้างแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าทางทีมงาน TechTalkThai ในปี 2017 นี้ก็จะเสริมเนื้อหาจากฝั่งจีนมาให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันมากขึ้นครับ
2. ก้าวแรกของจีนคือการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก ก่อนที่จะมีการขยายอย่างเต็มกำลัง
นอกจากประเด็นของเทคโนโลยีแล้ว มุมอื่นๆ ในการทำธุรกิจกับจีนหรือการเป็นลูกค้าของผู้ผลิตชาวจีนก็เป็นอีกสิ่งที่น่าจับตา ในอดีตเรามักมีปัญหากับการร้องขอบริการ, การสื่อสาร หรือการสนับสนุนต่างๆ ค่อนข้างมาก (โดยส่วนตัวของผู้เขียนเคยเจอผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ที่มีแต่คู่มือภาษาจีนให้อ่าน) รวมถึงรูปแบบการทำธุรกิจที่มักจะเอาแน่เอานอนไม่ได้มากนัก แต่จีนในวันนี้และวันข้างหน้าก็ไม่เหมือนอดีตอีกแล้ว
เนื่องจากจีนนั้นเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ และภาครัฐของจีนเพิ่งเปิดให้เอกชนสามารถทำธุรกิจด้วยตัวเองได้ไม่นานนัก ประเด็นนี้จึงกลายเป็นโอกาสขนาดใหญ่สำหรับประชากรชาวจีนทั่วประเทศ และทำให้การทำธุรกิจในจีนนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงภาคเอกชนเองก็เติบโตขึ้นมาในภาวะของการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งการแข่งขันกับธุรกิจที่เป็นของภาครัฐ, การแข่งขันกับธุรกิจของภาคเอกชนจีนกันเอง และการแข่งขันกับผู้ผลิตชาวต่างชาติที่เข้าไปวางรากฐานต่างๆ ในจีน
ภาวะการแข่งขันที่สูงมากภายใต้กฎระเบียบด้านการทำธุรกิจในจีนที่ยังไม่ตายตัว อีกทั้งยังต้องรองรับเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ ให้ได้นี้ทำให้ธุรกิจจีนนั้นมีความรวดเร็วและความยืดหยุ่นสูงมาก การปรับตัวของแต่ละธุรกิจเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอด ทำให้การทำธุรกิจกับจีนนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และภาพนี้เราอาจไม่คุ้นกันนักสำหรับการทำธุรกิจกับฝั่งตะวันตก ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนเองก็ไม่คาดด้วยว่าจีนจะปรับให้ตัวเองช้าลง แต่น่าจะเป็นฝั่งตะวันตกมากกว่าที่ต้องปรับตัวเองให้เร็วขึ้นตามจีนให้ทัน
วัฒนธรรมการแข่งขันสูงนี้ได้ตามติดธุรกิจจีนในการออกสู่ตลาดระดับโลกมาด้วย และหากวิเคราะห์รูปแบบการทำธุรกิจของจีนในฝั่งเทคโนโลยีที่ผ่านๆ มาในแต่ละประเทศแล้วก็จะเห็นได้ว่าธุรกิจจีนเองนั้นก็ได้ทำการลองผิดลองถูกในแต่ละพื้นที่อยู่ (ซึ่งก็เชื่อได้ว่าความขลุกขลักในอดีตที่ผ่านมาน่าจะเกิดจากประเด็นนี้) ด้วยความที่จีนเพิ่งเปิดตัวเองออกสู่โลกไม่นานมากนัก แต่การเรียนรู้เหล่านี้ก็ใช้เวลามาหลายปีจนเชื่อได้ว่าจีนเองนั้นน่าจะเริ่มจับภาพของการทำธุรกิจในต่างแดนได้มากขึ้นแล้ว การจับตาจีนในก้าวถัดจากนี้ไปที่จะเริ่มเป็นการขยายตลาดอย่างเต็มกำลังเองนั้นก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อย สำหรับในไทยเองการจับตา Huawei ที่เข้ามาเปิดสาขาใหญ่สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไทยนั้นก็ถือว่าน่าติดตามดีทีเดียวสำหรับปี 2017 ไม่นับถึงเหล่าผู้ผลิตจีนรายอื่นที่พากันเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ควรทำ: การที่จีนเข้ามาลงทุนในไทยนั้น ก็อาจเป็นโอกาสใหม่ๆ สำหรับหลายๆ ธุรกิจในไทย และก็อาจเป็นภัยคุกคามสำหรับหลายๆ ธุรกิจในไทยไปด้วยในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการจับตามองผู้ผลิตจีนรายใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดของตนในประเทศไทยนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ การติดภาพของสินค้าและบริการจากจีนในอดีตที่มองกันว่าเป็นตลาดล่างหรือไร้คุณภาพนั้นถือเป็นการประมาทอย่างใหญ่หลวง อีกทั้งการที่จีนเพิ่งเปิดตลาดออกมาสู่โลกภายนอกและต้องการเร่งยึดพื้นที่นี้ก็อาจทำให้มีข้อเสนอพิเศษที่น่าสนใจในเชิงธุรกิจได้ (แต่ก็อาจต้องประเมินอย่างรอบคอบซักหน่อย) การมีผลิตภัณฑ์หรือบริการของจีนอยู่ในภาพการประเมินเทคโนโลยีใดๆ ให้สม่ำเสมอนั้นถือว่าเป็นก้าวแรกที่ทุกองค์กรควรเริ่มต้นพิจารณากันในปี 2017 นี้
3. การเรียนรู้เทคโนโลยีและการทำธุรกิจกับจีน คือสิ่งที่ทุกองค์กรต้องเริ่มต้นทำ
เป็นอีกเรื่องที่น่าจะปฏิเสธได้ยากว่าจีนจะรุกเข้าไทยอย่างหนักแน่ๆ จากความร่วมมือหลายๆ ประการที่ภาครัฐของไทยได้จับมือกับจีน สิ่งที่เหล่าธุรกิจในไทยเองต้องเริ่มทำก็คือการปรับตัวเข้าหาภาคธุรกิจของจีนที่กำลังจะหลั่งไหลเข้ามาสู่ไทยในปี 2017 นี้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าเพราะวัฒนธรรมการทำธุรกิจของจีนนั้นค่อนข้างจะมีความเฉพาะตัวสูง การปรับตัวของธุรกิจไทยเข้าหาธุรกิจจีนเองก็อาจมีการบ้านที่ต้องทำ และเราเองก็ต้องลองผิดลองถูกเช่นกัน
กลุ่มหนึ่งที่เริ่มมีการจับมือกับจีนชัดเจนมากในปี 2015 – 2016 ที่ผ่านมาก็คือภาคการศึกษาที่ธุรกิจต่างๆ ในจีนเริ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ ทั้งการฝึกงาน, การดูงาน, การเปิดหลักสูตร, การเข้ามา Recruit เด็กจบใหม่ไปทำงาน และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะในฝั่งการศึกษาทางด้าน IT และเทคโนโลยี ประเด็นนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับเหล่านิสิตนักศึกษารุ่นปัจจุบัน แต่ก็เป็นอีกปัญหาของภาคธุรกิจที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนแรงงาน IT จากการมาของจีนเพิ่มเติม
สิ่งที่ควรทำ: องค์กรในไทยรวมถึงฝ่าย IT ต่างๆ ก็ควรเริ่มเปิดการพูดคุยกับเหล่าภาคธุรกิจจากจีนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะในแง่ของการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนต่างๆ หรือการเรียนรู้ที่จะทำงานกับธุรกิจจีน ในขณะเดียวกันการมองหาช่องทางเพื่อให้ธุรกิจของตนเป็นที่รู้จักสำหรับเหล่าธุรกิจจีนเองก็ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ต้องเริ่มมองหาช่องทางกันบ้างแล้ว ส่วนในมุมของนักพัฒนานั้น การเริ่มพิจารณา Open Source จากจีนเองก็ถือเป็นเรื่องที่สนุกดีไปอีกแบบเหมือนกันครับ
4. การโจมตีระบบ IT จากฝั่งจีนคืออีกสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น
ประเด็นนี้จริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของธุรกิจจีนสู่ทั่วโลกแต่อย่างใด แต่เมื่อธุรกิจ IT นั้นเติบโตพร้อมกันทั่วโลก การโจมตีนั้นก็ย่อมจะต้องเกิดมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน และหากติดตามข่าวฝั่ง Security เองก็จะพบการวิเคราะห์การโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ในจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และการโจมตีจากจีนสู่ภาคต่างๆ ทั่วโลกเองนั้นก็มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในอีกมุมหนึ่ง ผลิตภัณฑ์จากจีนที่กำลังจะไหลทะลักเข้าสู่ประเทศไทยเองนั้นก็อาจมีข้อกังวลทางด้านความปลอดภัยอยู่บ้างพอสมควร เพราะผลิตภัณฑ์ที่จะเข้ามานี้ก็มีหลายระดับ หลายผู้ผลิต หลายราคาแตกต่างกันไป ข้อกังวลที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่แค่การฝังโค้ดอันตรายหรือการโจมตีโดยเจตนา แต่รวมไปถึงช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยต่างๆ ที่อาจยังคงมีข้อกังขาอยู่ ซึ่งอันที่จริงประเด็นนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดสำหรับการนำทุกเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้มาใช้ไม่ว่าเทคโนโลยีนั้นๆ จะมาจากส่วนใดของโลก ดังนั้นการนำผลิตภัณฑ์ใดๆ มาใช้ก็ควรจะคำนึงถึงประเด็นทางด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความปลอดภัยเบื้องต้น, การตรวจสอบหาช่องโหว่โดยผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่การพิจารณากระบวนการในการอุดช่องโหว่และประวัติที่ผ่านมาของผู้ผลิตแต่ละรายให้ดี
(ในหัวข้อนี้มีเรื่องที่อยากกล่าวถึงเป็นการส่วนตัวเล็กน้อย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ผลิตฝั่งตะวันออกรายหนึ่ง ที่มานำเสนอระบบสำหรับการป้องกันภัยคุกคามจากประเทศจีนโดยเฉพาะ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้เกิดขึ้นมาเนื่องจากประเทศของผู้ที่มานำเสนอนั้นถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีนและมีเรื่องราวการโจมตีระหว่างกันอยู่ตลอด พอย้อนกลับไปมองจากมุมมองในตอนนี้ก็เริ่มจะเข้าใจคนมานำเสนอมากขึ้นเล็กน้อยแล้วเหมือนกันครับ)
สิ่งที่ควรทำ: ติดตามข่าวสารด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น, เพิ่มกระบวนการในการพิจารณาประเด็นด้านความปลอดภัยสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้งาน และระมัดระวังให้ดีไม่ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการจากประเทศใดก็ตาม
5. ตะวันออกเข้ามา ตะวันตกก็ต้องปรับตัว
ภาพนี้อาจเป็นภาพที่เราจะได้เห็นหรือไม่ได้เห็นก็ได้ (แต่เชื่อว่าคงได้เห็น) เพราะเมื่อผลิตภัณฑ์และบริการฝั่ง Enterprise IT จากจีนเริ่มบุกตลาดโลกด้วยมุมมองในการทำธุรกิจในแบบใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นเคยกัน การแข่งขันในเชิงธุรกิจก็จะเปลี่ยนไป และแน่นอนว่าการปรับตัวก็ย่อมต้องเกิดขึ้น สำหรับในไทยเองนั้นเราก็เริ่มได้เห็นจีนแทรกซึมเข้ามาในภาครัฐกันแล้วค่อนข้างมากทั้งการเชิงของการจัดงานต่างๆ และการลงทุนขนาดใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีในโครงการของรัฐ รวมไปถึงการลงทุนทางด้านภาคการศึกษาโดยจีน หากในจังหวะนี้เหล่าธุรกิจจากฝั่งตะวันตกนั้นปรับตัวไม่ทัน ภาพของวงการ Enterprise IT ในไทยอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย
ไม่เพียงแต่เหล่าธุรกิจจากฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่เหล่าธุรกิจไทยที่อิงกับเทคโนโลยีจากฝั่งตะวันตกเองก็ควรต้องปรับตัวด้วยเช่นกันดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อก่อนๆ ไม่เช่นนั้นเราอาจได้เห็นผู้เล่นรายใหม่ที่นำผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ จากจีนเข้ามาแข่งขันอย่างรวดเร็วกันกว่าที่คิด จนรับมือไม่ทันก็เป็นได้
สิ่งที่ควรทำ: เริ่มพูดคุยกับเหล่า Partner ของธุรกิจใน Ecosystem ขององค์กรเพื่อมองภาพรวมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการมาของเหล่าผู้ผลิตจีนให้ออกในตลาดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา และเริ่มคิดหาทางว่าในระยะยาวจะต้องทำการปรับตัวรับอนาคตอย่างไรบ้าง
สุดท้ายนี้ก็หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อทิศทางของฝ่าย IT ในแต่ละองค์กรบ้างไม่มากก็น้อยครับ ทีมงาน TechTalkThai ขอสวัสดีปีใหม่ 2017 พร้อมกับทิ้งประเด็นให้ทุกท่านได้ขบคิดกันนะครับ
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






