Snowflake บุกตลาดไทยเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดบริการบน AWS Asia Pacific (Thailand) Region ปี 2026 เพิ่มศักยภาพข้อมูลด้วย AI Data Cloud

“AI จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่ดีพร้อม” คำๆนี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงแทบจะทุกเวทีที่มีหัวข้อเรื่อง AI ย้อนกลับไปตั้งแต่กระแสยอดฮิตของ Digital Transformation ที่มักกล่าวถึงการใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจ แต่การเตรียมพร้อมด้านข้อมูลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลายการลงทุนในโครงการ AI ต้องพังลงเพราะไม่สามารถจัดการกับข้อมูลที่ซับซ้อน บริหารพื้นที่จัดเก็บให้มีประสิทธิภาพ หรือบูรณาการการใช้ข้อมูลข้ามระหว่างหน่วยงาน

Snowflake คือผู้ให้บริการในการ AI data cloud ที่ในวันนี้พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่คอนเซปต์ของการเตรียมความพร้อมของข้อมูลต่อยอดสู่ AI Data Cloud ที่กำลังจะเปิดตัวบริการในประเทศไทยผ่าน AWS Asia Pacific (Thailand) Region คำถามคือ Snowflake เห็นโอกาสอะไรในประเทศไทย มีการลงทุนอะไรไปแล้วบ้าง แพลตฟอร์มของพวกเขาจะเปลี่ยนภาพการทำงานของธุรกิจได้อย่างไร มาติดตามได้ในบทความนี้ครับ

Snowflake ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2012 โดยอดีตวิศวกรจาก Oracle คือ Benoît Dageville และ Thierry Cruanes รวมถึง Marcin Żukowski ผู้ก่อตั้ง Vectorwise นำไปสู่การก่อตั้งแพลตฟอร์มทดลองครั้งแรกในปี 2014 ภายใต้ชื่อ Snowflake Elastic Data Warehouse โดยชูจุดขายการเป็น Cloud Data Warehouse โดยเฉพาะ ต่อมาในช่วงเวลาของการปรับตัวที่เน้นลูกค้าระดับองค์กรยังมีนวัตกรรมที่แยกระหว่าง Compute และ Storage ที่ถือเป็นจุดเป็นของ Data Warehouse โดยปริยาย และในปี 2020 หลังเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กที่เปิดตัวมูลค่าสูงกว่า 70,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ บริษัท Snowflake Inc. ก็ขยายฐานพันธมิตรอย่าง AWS, Azure และ Google Cloud เรื่อยมา พร้อมเพิ่มความสามารถในการใช้งานอีกมากมาย เช่น Data Sharing, Marketplace, AI/ML Integration, Snowpark เป็นต้น

ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Snowflake ทั่วโลกกว่า 12,064 รายโดยมีอัตราการเติบโตถึง 19% ต่อปีและภายในนั้นมี 751 รายเป็นลูกค้าขนาดใหญ่ตามสถิติของ FORBES GLOBAL 2000 พร้อมรายรับต่อปีถึง 1.09 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ จากการให้บริการผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้มีผู้ใช้งาน 6,100 บัญชีที่เริ่มต้นกับความสามารถ Snowflake AI แล้ว ตัวเลขเหล่านี้คือเสียงสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความไว้วางไว้ใจบริการจาก Snowflake และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังจะเกิดขึ้นที่ประเทศไทย

ภาพเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา : Angela Koh, Director of Partnerships & Alliances, ASEAN, Snowflake, Satchit Joglekar, Managing Director, ASEAN, Snowflake และ Tat Wee Kan, Head of Solution Engineering, Snowflake Asia

Snowflake ได้วางรากฐานในการออกแบบแพลตฟอร์มของพวกเขาไว้อย่างน่าสนใจภายใต้ 3 คอนเซปต์ คือ

1.) ง่ายต่อการใช้งาน

การทำงานกับซอฟต์แวร์ในอดีตมักติดเรื่องของการออกแบบที่เข้าถึงได้ยาก นั่นทำให้ผู้ใช้ต้องเสียเวลาไปกับการเรียนรู้โดยใช่เหตุ ซึ่ง Snowflake ตระหนักเรื่องเหล่านี้ดี จึงมุ่งออกแบบระบบให้ใช้งานและบำรุงรักษาได้ง่าย โดยนอกจากข้อดีของการเป็น SaaS ที่ไม่ต้องดูแลเรื่องการจัดการระบบแล้ว แพลตฟอร์มยังได้มอบโอกาสในการใช้งานได้อย่างเปิดกว้าง เช่น การรองรับภาษาโปรแกรมที่ต้องการ ฮาร์ดแวร์จากตัว CPU หรือ GPU ที่จำเป็นต่องาน AI นอกจากนี้บนแพลตฟอร์มของ Snowflake ยังมีความสามารถด้าน AI ที่เข้าใจต่อข้อมูลตามบริบทของธุรกิจ เปิดให้ผู้ใช้สอบถามข้อมูลที่ต้องการได้ผ่านภาษามนุษย์

2.) เชื่อมต่อได้ทุกข้อมูล

Snowflake สามารถรองรับข้อมูลได้ทุกประเภท จากแหล่งที่มาต่างๆ ซึ่งจำเป็นต่อการเป็นแพลตฟอร์มด้านการจัดการข้อมูล เพราะองค์กรส่วนใหญ่ต่างมีข้อมูลกระจัดกระจายหลายแห่ง ทั้งข้อมูลที่จัดเก็บภายในองค์กร และข้อมูลที่ถูกใช้ในคลาวด์อย่างซ้ำซ้อน เป็นต้น นอกจากนี้ความสามารถของ Marketplace ยังทำให้องค์กรสามารถสร้าง Data Catalog สำหรับการใช้งานภายในเป็นของตนเองได้ พร้อมกันนี้ยังสามารถนำเอาข้อมูลจากภายนอกของอุตสาหกรรมเดียวกันเข้ามาใช้งานเพิ่มที่การันตีว่าเป็นข้อมูลที่พร้อมต่อการนำไปใช้ในโปรเจ็กต์ AI

3.) ความน่าเชื่อถือ

แพลตฟอร์มระดับองค์กรจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อปราศจากความน่าเชื่อถือ โดยในมุมของแพลตฟอร์มด้านข้อมูล Snowflake ได้การันตีตรวจสอบความถูกต้องและความปลอดภัยที่อยู่ใน Marketplace แล้วว่าจะไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือความเป็นส่วนตัว พร้อมกันนี้ยังมีโซลูชันที่ช่วยกู้คืนข้อมูลได้อย่างปลอดภัยในกรณีเกิดความเสียหายที่ไม่คาดคิด รวมถึงการมีเครื่องมือด้าน Observability ในการติดตามข้อมูลได้อย่างมั่นใจ

จากการออกแบบข้างต้นทำให้ Snowflake เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะพวกเขาได้ช่วยเหลือลูกค้าจัดการความซับซ้อนแบบเดิมของระบบ Data Warehouse ดังนี้

  • โดยพื้นฐานจากประโยชน์ของ Cloud ทำให้ลูกค้าไม่ต้องดูแลฮาร์ดแวร์เอง(Managed Services) เพิ่มความคล่องตัวในการเปิดใช้งาน ขยายการใช้งานเมื่อมีความต้องการเพิ่มขึ้น ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ยังส่งผลด้านกำลังคนผู้เชี่ยวชาญในส่วน IT และ DBA จำนวนมาก เพราะ Snowflake สามารถทำการปรับจูน และ ขยายตัวได้อย่างอัตโนมัติ
  • ความสามารถ Virtual Warehouse ที่ทำให้เพิ่ม/ลด ส่วนประมวลผลรองรับโหลดการใช้งานพร้อมกันได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ต้องต่อคิวและทำการ Lock Table เพื่อเข้าใช้งานระบบ และยังเป็นการแยกส่วน Compute สำหรับกลุ่มผู้ใช้เฉพาะส่วนอีกด้วย
  • ความสามารถ Data Sharing ของ Snowflake คือจุดเด่นที่ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการทำสำเนาข้อมูลจริง ตัดวงจรการเกิดความไม่สอดคล้องและซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมถึง Latency ในการปฏิบัติการเหล่านี้ โดยภายในจะมีกลไก Mapping ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไปยังตำแหน่งของ Storage เหล่านั้นในกรอบการควบคุมที่เหมาะสม
  • Snowflake ยังสามารถรองรับข้อมูลได้ทุกรูปแบบ ทั้งข้อมูลแบบโครงสร้าง(Structured) กึ่งโครงสร้าง(Semi-Structured เช่น JSON, XML, HTML ซึ่งเดี๋ยวนี้ข้อมูล API และ IoT มักจะอยู่ในรูปแบบ JSON เป็นจำนวนมาก) และ ไร้โครงสร้าง(Unstructured เช่น วีดีโอ ภาพ) ซึ่งแต่เดิม Data Warehouse แบบเก่าจะรองรับได้แค่ข้อมูลแบบมีโครงสร้างเท่านั้น
  • การเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เน้นการสร้างพันธมิตรยังทำให้ผู้ใช้ Snowflake ไม่ยึดติดกับคลาวด์รายใดรายหนึ่ง เพราะมีความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ทุกเจ้าไม่ว่าจะเป็น AWS, Azure และ GCP เท่านั้น
  • ผู้ใช้งาน Snowflake ในเวอร์ชันสูงยังได้สัมผัสกับความสามารถ Time Travel หรือการกู้คืนข้อมูลได้ใน 90 วัน โดยจากคำบอกเล่าของ Tat Wee Kan, Head of Solution Engineering, Snowflake Asia บอกกับเราว่าในกรณีที่ลูกค้าต้องการมากกว่านี้ สามารถจัดการด้วยโซลูชัน Backup ระดับองค์กรตามที่ต้องการได้เอง

Satchit Joglekar, Managing Director, Snowflake ASEAN ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของบริษัทกับประเทศไทยในหลายแง่มุม โดยหลักคือประเทศไทยมีความตั้งใจและนโยบายผลักดันในเรื่องเทคโนโลยีอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น Thailand 4.0, National Cloud หรือ Cloud First Policy และ Digital First ต่างๆ แต่ขณะเดียวกฏหมายด้าน PDPA ก็กำหนดให้ธุรกิจองค์กรต้องมีที่จัดเก็บในประเทศเช่นกัน

อย่างไรก็ดีในแรงขับเคลื่อนโดยภาพรวม ทุกคนตระหนักดีว่าการจะก้าวสู่ AI ได้อย่างสำเร็จ จำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลที่แข็งแรงเสียก่อน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีการเปิดรับเทคโนโลยีและมีข้อมูลมหาศาลอย่างกลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก การเงิน มีความต้องการขับเคลื่อนธุรกิจจากประโยชน์ของ AI อย่างยิ่งยวด

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ AWS ได้มีการเปิดตัวบริการที่ประเทศไทย ซึ่งได้ให้บริการเดียวกันกับคลาวด์ในระดับสากล นั่นจึงเป็นเวลาเหมาะสำหรับ Snowflake ที่ให้บริการผ่านผู้ให้บริการคลาวด์ ด้วยเหตุนี้เองในปี 2026 นี้ ทุกท่านจะสามารถเข้าถึงบริการของ Snowflake ได้ผ่าน AWS Asia Pacific (Thailand) Region แล้ว ที่จะตอบโจทย์ข้อบังคับของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นใจ

การเปิดตัวรุกตลาดในประเทศไทยยังนำมาซึ่งการลงทุนหลายด้านไม่ใช่เพียงแค่การเปิดออฟฟิศพร้อมการแต่งตั้งผู้ดูแล แต่สิ่งที่ Snowflake กำลังทำคือการตอกย้ำชัดให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่พวกเขามีต่อตลาดประเทศไทย และการให้ความรู้พื้นฐาน โดย Angela Koh, Director of Partnerships & Alliances, ASEAN, Snowflake ได้อธิบายถึงการลงทุนในหลายๆส่วนที่พวกเขาได้ทำไปแล้ว ในการพัฒนา Ecosystem เช่น

  • เจรจากับสถาบันการศึกษาสำคัญถึงการพัฒนานักศึกษาในการเพิ่มทักษะในด้านข้อมูลและ AI ให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตร
  • สร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับท้องถิ่นเพื่อนำโซลูชันจาก Snowflake เข้าไปแก้ปัญหาให้ธุรกิจ โดยทีมงานของ Snowflake ได้จัดทำหลักสูตรเทรนนิ่ง อีเว้นต์ ให้พาร์ทเนอร์ในการเป็นตัวแทนของแบรนด์ให้เข้าใจเรื่องเทคโนโลยี และกระบวนการในการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการปรับปรุงโปรเซสภายในองค์กร
  • Snowflake เปิดกว้างให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันต่อยอดแหล่งข้อมูลในแพลตฟอร์มเพื่อสร้างรายได้ หรือ สามารถเป็นผู้เล่นในด้านข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรเผยแพร่ผ่าน Marketplace ได้เช่นกัน
  • ภายในเว็บไซต์ของ Snowflake เองยังมีคอร์สให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเนื้อหาพื้นฐานมากมาย เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้ออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงสามารถวัดผลจากประกาศนียบัตรเมื่อสอบผ่านในคอร์สที่สนใจ ไม่ว่าคุณจะเป็น Data Engineer, ML Engineer, Application Developer, Software Engineer, Data Scientist, Data Analyst, Database Administrator และ Business User ก็สามารถเข้าเรียนหลักสูตรจาก Snowflake ได้ทั้งสิ้น เพราะการสร้าง Ecosystem คือสิ่งที่ Snowflake ให้ความใส่ใจมากที่สุดเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

กรณีศึกษาหนึ่งในประเทศไทยทีมงานได้เอ่ยถึงชื่ออาณาจักรธุรกิจคลังสินค้าใหญ่ที่สุดอย่าง WHA โดยพวกเขาได้อาศัยแพลตฟอร์มของ Snowflake พลิกโฉมการเก็บข้อมูลทั้งในรูปแบบของโครงสร้างและไร้โครงสร้าง เนื่องจาก WHA มีวิสัยทัศน์อย่างแข็งแกร่งในการใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานและความยั่งยืน เช่น การใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่พร้อมการรับข้อมูลจากระบบ IoT จำนวนมากเข้ามาประมวลผล โดย Snowflake สามารถนำเสนอข้อมูลความยั่งยืนให้พวกเขาได้นำไปใช้อีกด้วย

อาเซียนถือเป็นเป้าหมายที่ร้อนแรงสำหรับโซลูชันไอทีระดับองค์กร จากจำนวนประชากรและช่วงวัยที่เอื้ออำนวย พร้อมกับความกระตือรือล้นในการเปิดรับเทคโนโลยี โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่น่าสนใจจากอัตราการใช้งานเทคโนโลยีที่พุ่งสูงในระยะเวลาเพียงไม่นาน ซึ่ง Snowflake เห็นว่าประเทศไทยมีโอกาสใหม่ๆจากนโยบายต่างๆ นั่นจึงนำไปสู่การเปิดตัวบริการผ่าน AWS Asia Pacific (Thailand) Region ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังมุ่งมั่นสร้าง Ecosystem เพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นำส่งพลังแห่งแพลตฟอร์มข้อมูลเพื่อ AI หรือ AI Data Cloud ให้ธุรกิจองค์กรได้ปลดล็อกการใช้งานข้อมูลสู่ผลลัพธ์ด้าน AI ที่เกิดขึ้นได้จริง พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลระดับสากลสู่การใช้งาน AI เพื่อยกระดับธุรกิจองค์กรในประเทศไทยให้เท่าทันกับการแข่งขันในระดับโลก

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.snowflake.com

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

G-Able x CyberGenics Summit 2026 “Galaxies of Trust” รวมพลผู้บริหารไซเบอร์ฯ ฝ่า 5 จักรวาลภัยคุกคามยุค AI–Quantum [10 มิ.ย. 2026]

CyberGenics ผู้ให้บริการด้าน AI Security Services ในเครือ G-Able Group ประกาศจัดงานสัมมนาประจำปีครั้งใหญ่ “G-Able x CyberGenics Summit 2026 — …

Pivot ระดมทุน 40 ล้านดอลลาร์ ดันเอเจนต์ AI สู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างองค์กร

Pivot Technologies สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มการจัดซื้อจัดจ้างที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ เปิดเผยว่าบริษัทระดมทุนได้ 40 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายขีดความสามารถของเอเจนต์ AI และรุกเข้าสู่ตลาดองค์กรขนาดใหญ่เพิ่มเติม