รายงานผลประกอบการเบื้องต้นที่เผยแพร่โดย Samsung ระบุว่า ยอดขายและราคาของชิปหน่วยความจำที่ทำสถิติสูงสุดจะส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่สองของ Samsung เพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า

การคาดการณ์เชิงบวกของ Samsung ซึ่งเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก มีแนวโน้มที่จะช่วยลดความกังวลของนักวิเคราะห์บางกลุ่มเกี่ยวกับความยั่งยืนของการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ในช่วงที่ผ่านมา โดย Samsung ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มนี้
รายงานในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า Samsung กำลังจะยืดระยะเวลาการทำสถิติรายได้และกำไรรายไตรมาสสูงสุด ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2025 นักวิเคราะห์ระบุว่าธุรกิจการผลิตชิปของบริษัทคาดว่าจะสร้างการเติบโตของผลกำไรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วงที่เหลือของปี เนื่องมาจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
Samsung ระบุในรายงานเบื้องต้นว่า กำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะสูงถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.94 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.847 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 56% จากไตรมาสก่อนหน้าและสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 8.505 ล้านล้านวอน นอกจากนี้ Samsung ยังกล่าวว่าคาดว่ารายได้รายไตรมาสจะสูงถึงกว่า 17.1 ล้านล้านวอน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสถิติใหม่และมากกว่ายอดขายในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงสองเท่า
Samsung สามารถทำกำไรได้สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีการตั้งสำรองสำหรับโบนัสพิเศษที่จะจ่ายให้กับพนักงานในหน่วยธุรกิจผลิตชิปในปีหน้า โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทกล่าวว่าจะจัดสรรกำไรจากการดำเนินงานประจำปีของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ 10.5% เพื่อเป็น “โบนัสพิเศษ” แม้ว่าการจ่ายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการบรรลุเกณฑ์มาตรฐานด้านผลกำไรหลายประการก็ตาม
ในอนาคต ยังคงมีนักวิเคราะห์และนักลงทุนบางกลุ่มที่กังวลว่าการชะลอตัวของการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจส่งผลกระทบต่อความรุ่งเรืองของตลาดหน่วยความจำ ในบันทึกที่ส่งถึงลูกค้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว JPMorgan Chase ระบุว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานจะยังคงเอื้ออำนวย แต่นักลงทุนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่าผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์จะสามารถรักษาการใช้จ่ายด้านทุนในระดับมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่อไปได้หรือไม่
มีการคาดการณ์ว่าชิปหน่วยความจำคิดเป็น 52% ของการใช้จ่ายด้านงบลงทุนของผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะรายใหญ่ในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นถึง 70% ในปีหน้า นั่นคือเหตุผลที่นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากความล่าช้าในการใช้จ่ายด้าน AI อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้ของ Samsung
อย่างไรก็ตาม Samsung เองก็ไม่ได้หวั่นไหว เมื่อเดือนที่แล้วบริษัทได้ให้คำมั่นที่จะลงทุนหลายหมื่นล้านวอนในการสร้างขีดความสามารถด้านการผลิตชิป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่มีมูลค่ากว่า 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ SK hynix ซึ่งเป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมชิปที่มีกำหนดจะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ก็ได้ให้คำมั่นในลักษณะเดียวกัน
Samsung มีความมั่นใจเนื่องจากในช่วงต้นปีนี้ บริษัทสามารถทำข้อตกลงระยะยาวหลายฉบับกับลูกค้าเพื่อล็อคอุปทานชิปหน่วยความจำ แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขของสัญญาหรือชื่อลูกค้าก็ตาม โดย Micron Technology ก็ได้เปิดเผยข้อตกลงในลักษณะเดียวกันกับลูกค้าเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างที่สดใสสำหรับ Samsung เนื่องจากธุรกิจมือถือของบริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันเนื่องจากราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้นยังคงบีบอัตรากำไรของบริษัท โดยบริษัทได้ขึ้นราคาโทรศัพท์มือถือหลายรุ่นไปแล้ว แต่ต้นทุนส่วนประกอบที่สูงขึ้นก็ยังคงเข้ามาลดทอนกำไรดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์หลายคนจึงเชื่อว่า Samsung อาจจำเป็นต้องขึ้นราคาโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอีกครั้งในปีนี้ เช่นเดียวกับ Apple ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดที่ได้ประกาศขึ้นราคาคอมพิวเตอร์ Mac และแท็บเล็ต iPad ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
คาดว่า Samsung จะประกาศผลประกอบการไตรมาสฉบับเต็ม รวมถึงรายละเอียดแยกตามส่วนธุรกิจในช่วงสิ้นเดือนนี้
ที่มา: https://siliconangle.com/2026/07/06/samsung-says-memory-chip-demand-will-drive-19-fold-jump-operating-profit/
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย









