Breaking News
เอาเครื่องเก่ามาแลก แล้วรับเงินคืนไปเลย!!

สรุป Red Hat Webinar: Red Hat Enterprise Linux 8.2 & Insights

ในงาน Red Hat Summit ของปี 2020 ที่ถูกจัดขึ้นในรูปแบบ Virtual Summit นี้ ทาง Red Hat ได้ทำการเปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 8.2 & Insights อย่างเป็นทางการ ทางทีมงาน Red Hat ประจำประเทศไทยเห็นว่ามีอัปเดตสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย จึงได้จัด Webinar ในประเด็นที่น่าสนใจรอบภาษาไทยขึ้นมา และทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำสรุปประเด็นสำคัญในหัวข้อนี้ดังนี้ครับ

มีอะไรใหม่บ้างใน Red Hat Enterprise Linux 8.2

ภายใน Red Hat Enterprise Linux 8.2 นี้มาพร้อมกับ Kernel รุ่น 4.18 โดยใช้ System Compiler ตัวใหม่อย่าง GCC 8.2 และ LLVM 6.0 พร้อมทั้งยังสามารถใช้งาน CPU ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Intel/AMD 64-bit, IBM Power LE, IBM z Systems และ ARM 64-bit

จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการใช้ XFS เป็น Default File System ซึ่งรองรับ High Performance Workload ได้ดีขึ้น อย่างเช่น ระบบ Database ที่เน้นความเร็ว และระบบ Big Data  ที่ต้องการความจุปริมาณมาก รวมถึงยังรองรับการทำ Data Recovery ข้อมูลได้ดีกว่า Ext4 และทำให้ระบบและข้อมูลมี Integrity ที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ใน Red Hat Enterprise Linux 8.2 ยังมีการใช้ Package Management เป็น Yum v4 ที่เปลี่ยน Backend เป็น DNF แทน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมี API ที่ดี ทำให้สามารถบริหารจัดการได้ดีขึ้น ส่วนการทำ Time Synchronization ก็เปลี่ยนมาใช้ Chrony ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่า NTP

เรียกได้ว่าใน RHEL 8.2 นี้ก็ได้มีการเลือกสิ่งที่ดีขึ้นกว่า RHEL 7 อย่างชัดเจนมาให้ใช้งานกันเป็น Default เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริหารจัดการง่ายขึ้น และยังรองรับ Workload สมัยใหม่ได้ดีขึ้นนั่นเอง

อีกจุดที่ถูกทำให้ดีขึ้นคือการลงทะเบียนเข้ากับระบบ Subscription และเชื่อมต่อกับ Red Hat Insights สามารถทำได้ตั้งแต่ในช่วงการติดตั้งระบบ หรือสามารถลงทะเบียนภายหลังผ่านระบบ Web Console ก็ได้เช่นกัน

ส่วนความสามารถใหม่ที่โดดเด่นใน RHEL 8.2 มีดังนี้

Red Hat Insights คือเครื่องมือที่มาช่วยให้ระบบปฏิบัติการมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น โดย Insights จะทำการรวบรวมข้อมูลการทำงานทั้งหมด และตรวจสอบหาปัญหา พร้อมจัดหมวดหมู่และลำดับความสำคัญของปัญหา แล้วทำการแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหารวมถึงสร้าง Ansible Playbook ขึ้นมาให้พร้อมใช้สำหรับแก้ไขปัญหาได้ทันที เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

Web Console ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก และสามารถทำการบริหารจัดการระบบได้จากระบบเดียว ตรวจสอบได้ทั้งการตั้งค่า, ประสิทธิภาพ, การอัปเดตใหม่ๆ และปรับแต่งการตั้งค่าพื้นฐานจนถึงขั้นสูงได้ รวมถึงยังสามารถแก้ไขปัญหาของระบบที่เกิดขึ้นได้เลย ดังนั้นผู้ที่บริหารจัดการ Linux ในยุคปัจจุบันอาจไม่ต้องคุ้นเคยกับ Command Line มากเท่ากับแต่ก่อนอีกแล้ว แต่สามารถจัดการระบบผ่าน Web UI ได้เลย โดยใน RHEL 8.2 ก็ยังรองรับการบริหารจัดการ Network , Disk หรือ filesystem , Virtual Machine, Container , User และรวมถึงการตั้งค่า Single Sign-On ได้อีกด้วย

tuned เครื่องมือสำหรับปรับแต่งการทำงานของ RHEL ให้เหมาะสมกับ Workload ที่ต้องการได้โดยอัตโนมัติ โดยใน RHEL 8.2 ได้ใช้ tuned รุ่น 2.13 ที่มี Profile หลากหลายให้เลือกใช้ได้เลย ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน

Application Streams จากในอดีตที่มี Repository มากมายและทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน ใน RHEL 8.2 ก็ได้มีการลดเหลือเพียง 2 Repository เท่านั้น สำหรับ Base OS Repository และ Application Streams สำหรับเก็บ Software ที่เหลือทั้งหมด ซึ่งสามารถมี Software ได้หลายรุ่น Major Release ได้ ทำให้ในการใช้งานมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการทำงาน

Container Tools มี Podman สำหรับการบริหารจัดการ Container ในส่วนของการ Run มาแทน Docker โดยลด Single Point of Failure ที่เคยเกิดจาก Container Daemon ได้ และยังมี Buildah มาช่วยในการ Build Image รวมถึงยังมี Skopeo สำหรับตรวจสอบและจัดการส่ง Image ข้าม Registry ได้

Red Hat Universal Base Image (UBI) 8.2 รองรับ OpenJDK และ .Net 3.0 เพิ่มแล้ว

สำหรับผู้ที่ใช้ RHEL 7.6 อยู่ จะต้องทำการอัปเกรดมาเป็นรุ่น 8.1 ก่อน ในขณะที่ผู้ที่ใช้ RHEL 7.8 จะสามารถอัปเกรดมาสู่รุ่น 8.2 ได้เลย โดย Red Hat จะมีเครื่องมือสำหรับช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการอัปเกรด และมีคำแนะนำว่าควรจะต้องทำอะไรก่อนอัปเกรดเพื่อลดความเสี่ยงบ้าง

เจาะลึกกับ Red Hat Insights

ด้วยการที่ Red Hat Insights นี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้การบริหารจัดการและการดูแลรักษา RHEL เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ก็ทำให้ Red Hat Insights ได้รับความสำคัญและถูกผลักดันเป็นอย่างมาก โดย Insights สามารถเข้ามาช่วยได้ทั้งการจัดการลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม, การหลีกเลี่ยงการเกิด Downtime ไปจนถึงการจัดการด้าน Security และ Compliance ที่ผู้ดูแลระบบต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ โดยผู้ที่ซื้อ Subscription ของ RHEL ตั้งแต่รุ่น 6.4 ขึ้นไปก็สามารถเปิดใช้งาน Red Hat Insights ได้ทันที

Red Hat Insights นี้เป็นระบบ Software-as-a-Service หรือ SaaS ที่ใช้ AI ทำการตรวจสอบระบบเทียบกับข้อมูลที่ Red Hat เคยรวบรวมมาทั้งหมดในอดีต เพื่อทำการวิเคราะห์ว่าระบบ RHEL ที่ทำงานอยู่นั้นมีปัญหาหรือมีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงใดๆ หรือไม่ เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและง่ายดายไม่ว่า RHEL นั้นจะใช้งานอยู่ภายใน Data Center ขององค์กรหรือบน Cloud ก็ตาม โดยแบ่งประโยชน์ออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่

  • Operational Efficiency ผู้ดูแลระบบสามารถดูแลรักษาและตรวจสอบแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น โดย Insights จะทำการตรวจสอบระบบอย่างต่อเนื่อง และให้คำแนะนำสำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยอัตโนมัติ
  • Security Risk Management ให้คำแนะนำเพื่อให้ผู้ดูแลระบบทำการลดความเสี่ยงที่ระบบจะถูกโจมตีหรือเจาะช่องโหว่ได้ 

สำหรับหน้าจอการทำงานของ Red Hat Insights จะมีเมนูหลักๆ ด้วยกันดังนี้

  • Dashboard สรุปภาพรวมการทำงานของระบบ
  • Advisor ให้คำแนะนำสำหรับการปรับแต่งระบบ จากประสบการณ์ของ Red Hat เองกว่า 25 ปีตั้งแต่การตั้งค่า, การตรวจสอบปัญหา, การแก้ไขปัญหาด้วย Ansible Playbook และการออกรายงาน โดยมีคำแนะนำมากกว่า 1,100 รูปแบบในปัจจุบัน และทาง Red Hat ก็ได้พัฒนาคำแนะนำใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
  • Vulnerability สรุปช่องโหว่ที่ปรากฎบนระบบ โดยระบุรหัส CVE ที่เกี่ยวข้อง และแนะนำวิธีการอัปเดตให้ในรูปแบบของ Playbook หรือ Script ให้ พร้อมระบบออกรายงานว่าระบบใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจาก CVE ใดๆ
  • Compliance ตรวจสอบการทำ Compliance โดยใช้ OpenSCAP และออกรายงานด้าน Compliance ได้ พร้อมทั้งคำแนะนำวิธีการแก้ไขให้ในรูปแบบของ Playbook
  • Patch ตรวจสอบว่าระบบต้องมีการอัปเดต software หรือ patch อะไรบ้าง ทำให้สามารถจัดการกับ Patch ที่สำคัญได้อย่างสะดวกและถูกต้อง
  • Drift เปรียบเทียบว่า RHEL บนแต่ละระบบที่เราใช้งานแตกต่างกันอย่างไรบ้าง รวมถึงยังสามารถสร้าง Baseline ขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบได้ว่าระบบที่ใช้งานจริงแตกต่างจาก Baseline ที่กำหนดเอาไว้อย่างไร
  • Policy กำหนดนโยบายและตรวจสอบว่าระบบที่ใช้งานอยู่นั้นทำผิดนโยบายที่กำหนดหรือไม่ ทำให้ระบบมีการตั้งค่าและเปิดใช้บริการต่างๆ ตามที่กำหนดได้
  • Inventory สรุปการใช้งานของ Server ในระบบ
  • Remediation รวมวิธีการแก้ไขปัญหาและ Playbook สำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหา
  • Subscription Watch ตรวจสอบการใช้งาน Subscription ของ RHEL ทั้งหมดว่ามีการใช้งานอยู่ที่ไหนอย่างไรบน Hardware อะไรบ้าง ทำให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานที่แท้จริง และนำไปวางแผนเพิ่มเติมและจัดการกับการซื้อ Subscription ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้เดิมที Red Hat เองก็มีเทคโนโลยี Red Hat Smart Management ซึ่งมี Red Hat Satellite เป็นระบบเบื้องหลังสำหรับบริหารจัดการระบบและแก้ไขปัญหาจากศูนย์กลางอยู่แล้ว โดยเหมาะกับระบบที่ต้องการจัดการแบบ On-Premises เป็นหลัก และมี Insights มาเสริมด้านการให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาได้ โดยจะมีสิ่งที่เรียกว่า Cloud Connector มาเป็นตัวเชื่อมสองระบบนี้เข้าด้วยกัน และทำให้การจัดการปัญหาเกิดขึ้นได้แบบอัตโนมัติทั้งหมด

Red Hat ระบุว่าข้อมูลที่จะถูกส่งไปยัง Red Hat Insights นี้จะมีเพียงข้อมูล Log บางส่วนเกี่ยวกับการกำหนดค่าของระบบเท่านั้น และผู้ดูแลระบบสามารถปรับแต่งเองได้ว่าจะส่งหรือไม่ส่งข้อมูลใดออกไป โดยในการส่งข้อมูลนั้นข้อมูลจะถูกเข้ารหัสทั้งหมดตั้งแต่ที่ระบบของลูกค้าก่อนที่จะถูกส่งออกไป และมีการเก็บข้อมูลไว้เพียงระยะสั้น โดยในสถานการณ์ปกติระบบจะทำการลบข้อมูลเดิมออกทันทีเมื่อมีข้อมูลใหม่ในวันถัดไปถูกอัปโหลดเข้ามา

รับชม Demo ของ Red Hat Enterprise Linux 8.2 และ Red Hat Insights ได้ใน Webinar ย้อนหลัง

สำหรับผู้ที่สนใจในหัวข้อ Webinar ครั้งนี้ ก็สามารถรับชม Webinar ย้อนหลังโดยคุณปรีชา ขมวิลัย, Senior Solutions Architect, Thailand, Red Hat กันได้ที่ https://redhat.lookbookhq.com/c/whats-new-in-red-hat?x=aqafYz เลยนะครับ



Check Also

[Guest Post] เอไอเอส 30 ปี พุ่งทะยานสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง

เอไอเอส 30 ปี พุ่งทะยานสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง พร้อมพลิกโฉมคุณภาพชีวิต ความบันเทิง และเศรษฐกิจไทย ด้วยขุมพลัง 5G ที่ทรงประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วประเทศ พาคนไทยกระโดดก้าวข้ามทุกขีดจำกัด พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษขอบคุณลูกค้าตลอดเดือนตุลา

HPE จัดโปรโมชัน Microsoft AMD Pilot Program ใช้ HPE + AMD + Windows Server 2019 ได้ในราคาคุ้มค่า

เป็นที่รู้กันดีว่าหน่วยประมวลผลอย่าง AMD EPYC 7002 Series Processor นั้นถือว่ามีประสิทธิภาพที่สูง และมีราคาที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก จากการที่มีปริมาณ Core มหาศาลต่อ CPU และช่วยให้การใช้ Software สำหรับธุรกิจองค์กรที่คิดค่า License ตามจำนวน CPU นั้นมีราคาที่ถูกลงอย่างมหาศาลสำหรับระบบที่มีขนาดใหญ่ HPE ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะมีต่อวงการ IT ทั่วโลกในประเด็นนี้ จึงได้จับมือกับ Microsoft และ AMD จัดโปรโมชันพิเศษ “Microsoft AMD Pilot Program” ที่จะช่วยให้การใช้งาน Microsoft Windows Server 2019 บน HPE ProLiant Gen10 / Gen10 Plus Server ที่ใช้ AMD EPYC 7002 Series Processor ร่วมกันนั้น มีราคาที่ถูก คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นไปในเวลาเดียวกัน