Breaking News

[PR] ดาต้าเซ็นเตอร์หรือศูนย์ข้อมูลกำลังจะล้มหายตายจาก

ธุรกิจจำนวนมากในขณะนี้ยืนอยู่บนปากเหวของการต้องกำหนดรูปแบบการอัพเดทศูนย์ข้อมูลครั้งต่อไปอย่างจริงจัง และสำหรับซีไอโอรวมทั้งผู้จัดการในแต่ละหน่วยธุรกิจจะต้องเผชิญกับคำถามเดียวกันว่า พวกเขาสามารถคาดเดาได้หรือไม่ว่าศูนย์ข้อมูลประเภทใดที่ธุรกิจของพวกเขาต้องการใช้ในปี 2564? และหากพวกเขาคิดไม่ออก พอจะระบุได้ไหมว่าศูนย์ข้อมูลแบบใดที่พวกเขาควรจะคำนึงถึง?

data-center

การตอบคำถามดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสองปัจจัยที่แตกต่างกัน: ข้อแรกเกิดอะไรขึ้นกับเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศโดยภาพรวม? และข้อสองธุรกิจและการตลาดของพวกเขามุ่งไปในทิศทางใด? นับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เหล่าบรรดาซีไอโอและผู้จัดการฝ่ายธุรกิจทั้งหลายจะตอบคำถามทั้งสองข้ออย่างไม่เข้าที่เข้าทางกัน และปัจจัยทางการตลาดบ่งบอกว่ามันจะเกิดเร็วขึ้นกว่าวงจรชีวิตของศูนย์ข้อมูลโดยปกติ

ตลาดการค้าในปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ลง และธุรกิจเป็นจำนวนมากมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการดำเนินธุรกิจและวิธีการทำตลาดในรูปแบบใหม่ ๆ การชะงักงันอย่างคาดไม่ถึงจากการเกิดขึ้นของรูปแบบธุรกิจและการบุกตลาดแนวใหม่นี่เอง คือสาเหตุที่ทำให้ผู้นำทางธุรกิจจำเป็นต้องประเมินทิศทางกลยุทธ์ของพวกเขาใหม่หมด ควบคู่ไปกับการปรับรูปแบบธุรกิจที่ต้องพร้อมเสมอสำหรับการรับมือกับการจู่โจมที่ไม่อาจคาดเดาได้

ตัวอย่างที่ฮือฮาในระดับพาดหัวข่าวก็เช่นในกรณีของ Uber, Airbnb และ Netflix ซึ่งล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของระบบเครือข่าย รวมถึงการปลดล็อคช่องทางการทำธุรกิจที่มีมูลค่าสูงหากแต่ยังไม่มีใครเข้าถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งธุรกิจดังกล่าวล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคการตลาด ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงตัวอย่างเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญก็คือผลกระทบที่กำลังก่อหวอดอยู่ในตลาดขณะนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและถาวร

การเปลี่ยนแปลงในระดับฐานรากนี้เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เฉพาะทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับรูปแบบธุรกิจซึ่งจนถึงขณะนี้แค่เพียงยืนหยัดเพื่อผ่านการทดสอบของเวลา นอกจากนี้ยังเป็นประเด็นที่ท้าทายภาครัฐบาลซึ่งจำเป็นต้องปรับพิจารณากฎระเบียบที่จำเป็นเพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภค

ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีแนวคิดใหม่ที่ใช้ซอฟต์แวร์เป็นตัวกำหนดการทำงานและหน้าที่ต่าง ๆ หรือที่รู้จักกันดี ในชื่อ SDDC ( Software-Defined Data Centers ) – ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วซอฟต์แวร์นั้นใช้เป็นตัวกำหนดอะไร ก็ตามและรวมถึงทุก ๆ อย่างได้ – กำลังท้าทายความแข็งแกร่งของการออกแบบศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม สมาร์ทโฟนที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของเรา ยังไม่ได้ขยายฐานไปยังศูนย์ข้อมูลซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความสลับซับซ้อนและยังคงถูกมองว่าความยุ่งยากในการจัดการนั้นเป็นเรื่องปกติ

ความเสี่ยงขั้นสูงสำหรับธุรกิจที่ต้องการจะรับมือกับสถานการณ์นี้ในช่วงห้าปีถัดไป – ซึ่งเป็นวงจรชีวิตที่คาดการณ์สำหรับการอัพเกรดศูนย์ข้อมูลในแต่ละครั้ง – พวกเขามีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะพบกับความเสียหายขั้นรุนแรง ทั้งในแง่ของการเลือกโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูลและแนวทางในการทำธุรกิจของพวกเขา

ประเด็นนี้สวนทางกับรูปแบบดั้งเดิมของการบริหารจัดการธุรกิจแบบความเสี่ยงปรปักษ์ โดยจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แนวคิด “ตราบใดที่ยังทำงานได้อยู่ ก็ไม่ควรเปลี่ยนแปลงอะไร” เคยเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่คงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

ในขณะที่ศูนย์ข้อมูลทันสมัยหันมาใช้ฮาร์ดแวร์มาตรฐานเพิ่มมากขึ้น และวงจรชีวิตในระดับห้าปีถือว่าเป็นที่ยอมรับได้สำหรับการใช้งานแบบดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตในการใช้งานต่างหากที่เริ่มจะบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ในปัจจุบันนี้แอพพลิเคชั่นสามารถที่จะพัฒนาเพิ่มลงไปในระบบใช้งานจริงหรือโละทิ้งด้วยระยะเวลาที่วัดกันในระดับเดือน เมื่อผนวกกับรอบการอัพเกรดที่ย่นระยะเวลาเร็วขึ้น มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะมองเห็นว่าทำไมวิธีการแบบดั้งเดิมในการกำหนดคุณสมบัติของศูนย์ข้อมูลจึงจำเป็นต้องได้รับการยกเครื่องขนานใหญ่ และนั่นก็ไม่ได้จะหยุดอยู่เพียงแค่นี้

การเติบโตในการใช้งานของรูปแบบแอพพลิคชั่นตามแนวคิดของ DevOps และ Continual Delivery ซึ่งเป็นรูปแบบที่การติดตั้งแอพพลิเคชั่น จะไม่ใช่แพ็คเกจขนาดใหญ่และยุ่งยากในระดับที่ต้องแยกระบบออกมาจากระบบใช้งานจริง ในทางกลับกันแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมได้แบบเอกเทศและในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าวิธีการนี้ช่วยเพิ่มเสถียรภาพได้ดีขึ้นเพียงเพราะว่าปัญหาสามารถถูกค้นพบและแก้ไขได้รวดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา

เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันก็ยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ว่าการไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและยึดติดกับวิธีการแบบดั้งเดิมของสถาปัตยกรรมศูนย์ข้อมูลจะกลายเป็นความเสี่ยงมากที่สุดเท่าที่บริษัทจะพึงทำได้ ตรรกะแนวใหม่ความเสี่ยงปรปักษ์ คือความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความเสี่ยงทั้งหมด

รูปแบบการปฏิบัติงานศูนย์ข้อมูลในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่มักอิงบนแนวคิดของการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่มีขนาดใหญ่ เป็นเอกเทศ และจัดสรรพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนแร็คทรัพยากรคอมพิวเตอร์แบบถาวร ในลักษณะเดียวกันกับที่ Uber และ Airbnb ได้ทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจไปอย่างมาก สถาปัตยกรรมที่ใช้ “ซอฟต์แวร์เป็นตัวกำหนดบทบาทหน้าที่” ก็กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์เก่าคร่ำครึและใหญ่เทอะทะกำลังจะกลายเป็นของเก่าตกยุคไปเสียแล้ว

“ของเก่า” ที่ว่านี้ไม่เข้าท่าเสียแล้วกับบริบทของการพัฒนาที่ระบุไว้ข้างต้น และการก่อเกิดของศูนย์ข้อมูลแนวคิดใหม่ที่สนับสนุนรูปแบบการพัฒนาดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่นการใช้งานระบบคลาวด์สาธารณะปัจจุบันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในการใช้งานแอพลิเคชันใหม่ ๆ ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วองค์กรขนาดใหญ่มักชอบวิธีการแบบไฮบริด โดยคลาวด์จะถูกจำกัดให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่เป็นส่วนตัวเท่านั้น

สถาปัตยกรรมที่ใช้ซอฟท์แวร์เป็นตัวกำหนด ( Software Defined Data Center -SDDC ) สนับสนุนแนวทางที่เพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้นเหล่านี้ ซึ่งช่วยให้ซอฟต์แวร์สามารถกำหนดสภาพแวดล้อมการใช้งานที่ต้องการโดยทำการตั้งค่าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮาร์ดแวร์สูงสุดได้ด้วยตนเอง

เมื่อมองไปยังอนาคตข้างหน้า ศูนย์ข้อมูลจะยังคงมีอยู่ แต่มันจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากวันนี้อย่างเห็นได้ชัดเพราะสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของเซิร์ฟเวอร์แร็คที่จัดเก็บทรัพยากรข้อมูลของตัวเอง ซึ่งจัดสรรตามการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงกำลังจะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ การปรับขนาดให้เหมาะสมตามการใช้งานและทรัพยากรที่มีจะกลายเป็นฟังก์ชั่นของการกำหนด ตั้งค่า และการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยตนเอง

ดังนั้นสิ่งจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงคือความเสี่ยงที่ควรตระหนักรู้และตรวจสอบข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลและตลาดการค้าของคุณเองในขณะนี้

ข้อโต้เถียงของแนวคิดปรปักษ์ความเสี่ยงอาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อก่อนนั้นอาจเคยเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะพูดว่า “เราจำเป็นต้องรัน SAP บนแพลตฟอร์มที่ได้รับการอนุมัติและตรวจสอบแล้ว ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องอยู่บนเทคโนโลยีเดียวกัน” แต่ปัจจุบันกรณีนี้ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เนื่องจากแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจที่สำคัญโดยส่วนมากสามารถทำงานบนสภาพแวดล้อมของศูนย์ข้อมูลแบบ hyperconverged รวมทั้ง SAP ด้วย คุณอาจจะเถียงว่าถ้าอย่างนั้น SAP ก็กลายเป็นแอพพลิเคชั่นตกรุ่นไปด้วยอย่างนั้นหรือ?

ไม่ใช่อย่างนั้น เทคโนโลยี SDDC ในปัจจุบันช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและให้ความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานสำหรับแอพพลิเคชั่นทุกประเภทที่จะนำลงติดตั้งแอพพลิเคชั่นเช่น SAP เป็นการผสมผสานของแอพพลิเคชั่นหลากหลายทางธุรกิจมากกว่าที่จะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ต้องการการบำรุงรักษาสูง หรือมีข้อเรียกร้อง

เยอะ SAP มักจะพูดถึงการทำให้แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ นั้นง่ายขึ้นอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นมันจึงเหมาะสมที่จะรวมการใช้งานแอพพลิเคชั่นองค์กรขนาดใหญ่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่พูดถึงความต้องการทั้งในด้านความคล่องตัวและความยืดหยุ่น

บทสรุป – หลีกเลี่ยงความเสี่ยงปรปักษ์ด้วยการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง

บทความโดย Venugopal Pai, VP of alliances and business development for Nutanix

 nutanix-venugopal-pai

 

เกี่ยวกับ Nutanix

Nutanix คือผู้ให้บริการคลาวด์สำหรับองค์กร ด้วยแนวคิดใหม่ที่ต้องการลดภาระงาน ลดความยุ่งยาก ลดความกังวลในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร และยกระดับระบบไอทีให้องค์กรหันไปทุ่มความสำคัญกับการบริการลูกค้าและธุรกิจของตัวเอง เสมือนว่าไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นปัญหาอีกต่อไป

แพลตฟอร์มคลาวด์ของ Nutanix ออกแบบด้วยหลักการที่ผนวกรวมเอาหน่วยประมวลผล ( เซิร์ฟเวอร์ ) เข้ากับหน่วยจัดเก็บข้อมูล ( สตอเรจ ) และเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น ให้มีความยืดหยุ่น และควบคุมด้วยซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เทคโนโลยีของ Nutanix ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ถึงประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับเทคโนโลยีคลาวด์ การรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจได้อย่างราบรื่นสำหรับความหลากหลายของการใช้งานขององค์กร เรียนรู้เพิ่มเติมที่ www.nutanix.com หรือติดตามเราได้ที่ Twitter @nutanix



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

[Video Webinar] Secure Remote Workforce with Fortinet

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมการบรรยาย Fortinet Webinar เรื่อง “Secure Remote Workforce with Fortinet” พร้อมสาธิตการนำ FortiGate, FortiClient และ FortiToken มาใช้ทำ …

Alcatel-Lucent Enterprise พร้อมช่วยธุรกิจไทย สื่อสารในช่วงวิกฤตได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมมั่นใจความปลอดภัยของข้อมูลด้วยมาตรฐาน GPDR และ ISO-27001

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณสาธิต พันธ์ไพศาล ผู้ดำรงตำแหน่ง Country Manager ของ Alcatel-Lucent Enterprise ประจำประเทศไทย ที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งในไทย ยังคงทำการสื่อสารเพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้แม้จะต้องปรับไปใช้นโยบาย Work from Home โดยยังคงมีความมั่นคงปลอดภัยสูง ตอบโจทย์การทำ PDPA ด้วยมาตรฐาน GPDR (General Data Protection Regulation) และ ISO-27001และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจาก Alcatel-Lucent Enterprise เปิดให้ใช้งานโซลูชันด้าน Enterprise Collaboration ฟรีโดยไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งานเป็นเวลานานถึง 3 เดือน พร้อมทั้งแบ่งปันบทเรียนและวิสัยทัศน์สำหรับธุรกิจองค์กรในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน