[Guest Post] แนวทางเพื่อนักพัฒนา Web Application ในการพัฒนา services บนโครงสร้างแบบ Cloud-Native ให้ทันสมัย ยืดหยุ่น ปลอดภัยและคุ้มค่า ทำได้อย่างไรบ้าง ?

แนวทางเพื่อนักพัฒนา Web Application ในการพัฒนา services บนโครงสร้างแบบ Cloud-Native ให้ทันสมัย ยืดหยุ่น ปลอดภัยและคุ้มค่า ทำได้อย่างไรบ้าง ?

ความต้องการทางธุรกิจต่อ  Cloud-native Application เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น มีความคล่องตัวในการนำไปใช้งานบบน Privat Cloud หรือ Public Cloud  กล่าวได้ว่าพัฒนาเพียงครั้งเดียวสามารถนำไปใช้งานได้บน Cloud ได้ทุกที่องค์ประกอบของ Cloud-native Application Platform ประกอบไปด้วย

  • Application Platform สำหรับ Cloud-native Application ในบทความนี้จะกล่าวถึง IBM WebSphere Liberty
  • Container Platform สำหรับ Cloud-native Application ในบทความนี้จะกล่าวถึง Red Hat OpenShift บน IBM Power System และ IBM Enterprise Storage

Application Server สำหรับองค์กรขนาดใหญ่

WebSphere Application Server (WAS) คือชุดเครื่องมือที่ develop บนภาษา Java โดยบริษัท IBM ที่มีไว้ให้ user ทำการบริหารจัดการ web sites ซึ่ง product ที่ทำหน้าที่เป็น web application server หรือก็คือ middleware นั่นเอง เครื่องมือหลักเราจะเรียกว่า WebSphere Application Server (WAS) โดยเจ้าตัว application ดังกล่าวทาง user สามารถเชื่อมต่อผ่าน web site ด้วย Java framework

โดยพื้นฐานของ WAS สามารถรองรับได้ทั้งบน Windows,Unix, AIX, Linux, Solaris, IBM i และ z/OS มักจะต้องทำงานร่วมกับ Web servers อาทิเช่น Apache HTTP Server, Netscape Enterprise Server, Microsoft Internet Information Services (IIS), IBM HTTP Server for i5/OS, IBM HTTP Server for z/OS, and IBM HTTP Server

IBM WebSphere Liberty เป็น WAS ในรูปแบบของ container สามารถ deploy บนโครงสร้างแบบ cloud-native ได้ และถูกออกแบบโดยใช้พื้นฐานการทำงานจาก Java™ EE ทำให้พัฒนา Application ได้อย่างรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้สนับสนุนการพัฒนา Application แบบ Microservice และแบบ Monolithic (Traditional) เหมาะสำหรับ Application Developer ที่ต้องการปรับปรุง Application ที่ใช้งานอยู่เดิมให้ทันสมัย มีความยืดหยุ่น มีความมันคงและปลอดภัยสูง รองรับภาระงานได้หลายรูปแบบ

IBM WebSphere Liberty ใช้ Java runtime แบบที่ใช้ทรัพยากรน้อย ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับ Cloud-native Application โดย WebSphere Liberty ถูกออกแบบมาให้เปิด-ปิดตัวเองและเรียกคืนทรัพย์กรระบบได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเลิกใช้งาน ใช้หน่วยความจำน้อย ขยายตัวเพื่อตอบสนองต่อภาระงานที่เข้ามา ทำให้ช่วยลดเวลาในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น บริหารจัดการได้ง่าย ใช้ประโยชน์จาก Infrastructure ได้อย่างคุ้มค่า

รูปแบบการนำไปใช้งาน ปรับปรุง Application เดิมให้ทันสมัยและใช้งานง่าย

การใช้ WebSphere Liberty ช่วยให้การพัฒนา Application ให้ใช้งานบน Platform แบบใหม่ อย่าง Cloud-native application ผู้พัฒนา Application สามารถปรับเปลี่ยน Application ที่พัฒนาด้วย Web Sphere Application Server แบบเดิมให้มาใช้งานบน Web Sphere Liberty ได้  เริ่มต้นด้วยการใช้เครื่องมือจาก “IBM Transformation Advisor” ในการวิเคราะห์ Java EE ที่ใช้งานอยู่บน Web Sphere Application Server แบบเดิม ซึ่งเครื่องมือตัวนี้ผู้พัฒนา Application สามารถใช้งานได้ ”โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โดยผลการวิเคราะห์จะได้มาในรูปแบบรายงานแสดงความเป็นไปได้ในการย้ายระบบงานเติมขึ้นมาบน WebSphere Liberty ซึ่งเป็นแบบ Container หรือ ย้ายระบบงานบางส่วนขึ้นมาบน Virtual Machine รวมถึงเวลาและทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการ Application มาใช้งานบน Web Sphere Liberty และให้อิสระกับผู้ที่พัฒนา Application บน Open Liberty นำ Application  ที่เคยใช้งานบน Docker container ดังกล่าว มาใช้งานบน Websphere Liberty โดยไม่ต้องแก้ไช Code

ประโยชน์ที่ได้รับ :

  • สร้าง Environment ของ Application แบบ Multi Cloud License ของ WebSphere Liberty ชุดเดียวกันสามารถนำไปใช้งานบน Private หรือ Public Cloud
  • ความสามารถของ WebSphere Liberty พัฒนามาจาก Open Source และพัฒนาบนระบบของ IBM ช่วยให้ผู้พัฒนา Application ใช้ความสามารถของ OpenSource และเทคโนโลยีของ IBM ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ขนาดเล็กและมีความยืดหยุ่นสูง ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Modular ทำให้ใช้หน่วยความจำสำหรับประมวลผลน้อยลง ขนาดของ Module เล็กลง ทำให้ในระบบหนึ่งระบบสามารถใช้งานหลาย Module ได้มากยิ่งขึ้นช่วยลดต้นทุนสำหรับระบบ
  • รวดเร็วและสนับสนุนการขยายจำนวน ด้วยโครงสร้างของ Application มีขนาดเล็กและทำงานบนพื้นฐานของ container ทำให้การขยายตัวทำได้อย่างรวดเร็ว
  • สะดวกในการบริหารจัดการ แสดงผลการทำงานผ่าน Console ที่ดูแลได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหน่วยของ WebSphere Liberty รวมทั้งการ Patch เพื่อแก้ Bug

Red Hat OpenShift บน IBM Power System

Red Hat OpenShift บน IBM Power System เป็นระบบพื้นฐานสำหรับการพัฒนา Cloud-native Application ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง เพิ่มรวดเร็วและยืดหยุ่นในการที่จะทำงานได้บน Infrastructure หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น On-premise ไปจนถึง Public Cloud Red Hat OpenShift บน IBM Power System ช่วยเสริมสมรรถนะขององค์กรในการทำ Digital Transformation แบบปรับตัวได้ตามภาระงานที่เข้ามา รวมทั้งยังมีความปลอดภัยในการใช้งานสูงในการใช้งานแบบ Hybrid Cloud

Red Hat OpenShift เป็น Kubernetes Platform ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ในองค์กรระดับใหญ่ทั่วโลก สามารถนำ Red Hat OpenShift ไปใช้งานร่วมกับ IBM Power System เพื่อใช้งานโครงสร้างแบบ cloud-native และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายโครงสร้างโดยรวมของระบบลงอีกหลายเท่าตัวอีกด้วย ทั้งในส่วนของ Infrastructure – Hardware , MA maintenance, OS และ Software license หลังการทำ consolidation infrastructure ด้วยการช่วยให้องค์กรสามารถลดจำนวน Server ที่ต้องใช้ลงได้ปริมาณมาก โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ทำให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น

Modernization Infrastructure: IBM Power System และ Red Hat OpenShift ช่วยเสริมโครงสร้าง Cloud-native ให้มีความทันสมัย

Red Hat OpenShift เป็น Platform ที่ครบถ้วนในเรื่องของการบริหารจัดการ Cloud-native Application แบบอัตโนมัติ และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับ IBM Power System เนื่องจาก IBM Power System ได้ถูกออกแบบมาให้ มีความหลากหลายในการใช้งานทรัพยากรบนระบบ มีความยืดหยุ่นสูง และมีการออกแบบ Hardware ให้มีความสามารถในการรองรับ workload ปริมาณมาก เมื่อเราใช้งาน Red Hat OpenShift บน IBM Power System เป็น Platform ที่ช่วยให้การพัฒนา Cloud-native Application เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้งานแบบ Hybrid Cloud  ช่วยให้องค์กร transform องค์กรได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย

การขยาย Cloud Infrastructure ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถาปัตยกรรมแบบ Cloud-native Application ซึ่งขยายตัวเพื่อรองรับภาระงานที่เข้ามาได้อย่างอัตโนมัติ เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของ Application ให้ทันสมัยตรงกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Red Hat OpenShift ช่วยให้ Application สามารถขยายตัวเป็นหนึ่งพันหน่วยบน Node มากกว่า 100 Node ภายในเวลาไม่กี่วินาที ซึ่งเหมาะกับภาระงานที่เข้ามาแบบคาดเดาไม่ได้ นอกจากนั้นด้วย IBM Power System ที่มาพร้อมกับรูปแบบการใช้งานแบบ “Pay-per-use” ทั้งแบบ On-premise และ On Cloud อย่าง IBM Power Virtual Server (VS) ยังสามารถขยายตัวตามภาระงานที่เข้ามาได้ตามความต้องการ  นอกจากนี้ยังสามารถสร้างการเชื่อมต่อแบบ Low Latency ระหว่าง Application และข้อมูล หรือระหว่าง Cloud-Native Application และ Application แบบเดิมบนที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ AIX, IBM I หรือ Linux ได้

สำหรับใช้งานในแบบ Virtual Machine นั้น IBM Power System สามารถลดและเพิ่มจำนวน Core ของ CPU หรือ ขนาดของ Memory ใน VM ที่สร้างเป็น Worker Node สำหรับ Red Hat OpenShift ด้วยความสามารถของ IBM Power System และ Red Hat OpenShift ช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์ความสามารถในการเพิ่มและลดทรัพยากรสำหรับ Application ตามความต้องการได้อย่างยอดเยี่ยมตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ระบบความมั่นคงปลอดภัยที่ได้รับการทดสอบและรับรองแล้ว IBM Power System มีความสามารถในการทำ “Live partition mobility” หรือการย้ายระบบงานไปยัง partition สำรองกรณี partition หลักไม่สามารถใช้งานได้ ช่วยให้ Application ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ

IBM Enterprise Storage เข้ามาช่วยในเรื่องของ Data Management, Cyber Resilience, Data Services และ Operations เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการรับข้อมูลทุกประเภททั้ง Block, File, Object รวมไปถึงรองรับการเชื่อมต่อไปยังระบบ Cloud เพื่อทำ Archive Data, DR-site หรือ Hybrid Cloud และยังรองรับการทำงานร่วมกับ โครงสร้างระบบแบบ cloud-native สามารถเชื่อมต่อผ่าน Operator, CSI-driver กับ RedHat OpenShift เพื่อทำงานแบบ Dynamic provisioning ได้

รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลระหว่าง IBM Power System และ Storage แบบ Low latency และ Flash Core Module (FCM) High-performance NVMe drive เพิ่มความปลอดภัยด้วย Data protection และ Drive encryption อีกด้วย

ที่มา https://www.ibm.com/support/pages/red-hat-openshift-ibm-power-systems-virtual-server

ตัวอย่างการใช้งาน Red Hat OpenShift บน IBM Power Virtual Server on Cloud

เบื้องหลังความสำเร็จของ IBM Cloud ผู้ให้บริการ Public Cloud ของ IBM คือ IBM Cloud ใช้ IBM POWER9 เป็นระบบพื้นฐานสำหรับ Enterprise infrastructure-as-a Service และ บริการด้าน Public Cloud อื่นอีกมากกว่า 200 บริการ

จากที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็น IBM WebSphere Liberty, Red Hat OpenShift บน IBM Power System และ IBM Storage เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสนับสนุนให้องค์กรสร้าง Eco System ขององค์สำหรับพัฒนา Cloud-native Application และ เปิดใช้งาน Cloud-native application อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ Application เดิมที่องค์กรใช้งานอยู รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนให้องค์กรปรุง Application ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นด้วยการ ย้าย ปรับเปลี่ยน ปรับปรุง Application เดิมให้เป็น Cloud-native Application ที่ใช้งานบนองค์ประกอบทั้งสามส่วน โดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ต้นทุนที่ถูกลง และเวลาที่น้อยลง ตอบโจทย์ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างดี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881 # 7151, 7156

email : cu_mkt@cu.co.th


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Data Quality Governance สำคัญอย่างไร? ทำไมธุรกิจองค์กรที่มีกลยุทธ์ด้าน Data และ AI จึงต้องใส่ใจประเด็นนี้?

ทุกวันนี้เหล่าผู้นำฝ่ายวิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูลในธุรกิจองค์กรนั้นต่างให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้าน Cloud, AI Analytics, Digital Customer Experience และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งส่งผลให้หลายองค์กรนั้นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านคุณภาพของข้อมูลหรือการทำ Data Quality Governance ตามไปด้วย เพื่อเป็นการวางรากฐานสำคัญให้โครงการด้าน …

Samsung Knox Suite :โซลูชันสำหรับความปลอดภัย และความคล่องตัวการจัดการอุปกรณ์ Smartphone และ Tablet ขององค์กร ตอบโจทย์ Enterprise Mobility แบบ All-in-One

การใช้ Smartphone หรือ Tablet ในภาคธุรกิจองค์กรนั้นกลายเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว ด้วยคุณสมบัติของอุปกรณ์เหล่านี้ที่ตอบโจทย์เฉพาะทางได้ดียิ่งกว่า PC ในงานที่ต้องมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา, การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ อย่างทันท่วงที ไปจนถึงการใช้ความสามารถของอุปกรณ์เหล่านี้อย่างเช่นกล้องหรือเซ็นเซอร์ต่างๆ ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้งานในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นคมนาคมขนส่ง, โรงงาน, การแพทย์, …