Breaking News

Google เผยข้อมูล Espresso องค์ประกอบสำคัญของ SDN ใน Google Cloud

Google ได้ออกมาเปิดเผยถึง Espresso ระบบ Software Defined Networking (SDN) ล่าสุดในสถาปัตยกรรมแบบ Peering Edge ที่ Google ได้ใช้งานจริงมา 2 ปีและทำหน้าที่ในการ Route Traffic กว่า 20% ทั้งหมดของ Google ในปัจจุบันแล้ว ทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าเป็นกรณีศึกษาที่อ่านสนุกดี เลยขอหยิบยกมาสรุปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

ทำไม Google ต้องทำ SDN เอง?

เนื่องจาก Google นั้นมีบริการที่หลากหลาย และยังมีโครงสร้าง Cloud Infrastructure ที่กระจายอยู่ทั่วโลกและทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อน ดังนั้นระบบเครือข่ายจึงกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญมากในแง่ของ Latency ที่จะเกิดขึ้นกับบริการต่างๆ ของ Google ที่จะส่งผลต่อผู้ใช้งานนับหลายร้อยหรือหลายพันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Application ที่ควรจะต้องทำงานได้อย่าง Real-time มากที่สุด และแน่นอนว่าในโลกนี้ก็แทบไม่มีใครมีระบบที่ใหญ่ขนาดนี้เลย ทำให้เทคโนโลยีระบบเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วๆ ไปนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ของ Google ได้ จน Google ต้องลงมาพัฒนาเองเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีมาแล้ว

เทคโนโลยี SDN สำหรับการเชื่อมต่อ Datacenter ของ Google นี้มีส่วนประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • Jupiter ระบบ Network Fabric ซึ่งเชื่อมต่อ Server เกินกว่า 100,000 เครื่องเข้าด้วยกันผ่านทางระบบเครือข่ายที่มี Bandwidth สำหรับให้บริการผู้ใช้งานขนาดเกินกว่า 1 Petabit/s (1,000Tbps)
  • B4 ระบบ Software Defined WAN ของ Google
  • Andromeda ระบบ Network Function Virtualization (NFV) สำหรับทำงานร่วมกับ Google-native Application เพื่อเชื่อมต่อไปยัง Container และ VM บน Google Cloud Platform
  • Espresso ระบบ SDN ล่าสุดของ Google ที่เราจะมาสรุปให้อ่านกันวันนี้
Credit: Google

บทบาทของ Espresso ใน Cloud Infrastructure ของ Google

เนื่องจาก Google นั้นเป็นธุรกิจที่สร้าง Traffic ให้กับเครือข่ายรวมกันถึง 25% ของ Internet Traffic ทั้งหมดทั่วโลก ดังนั้นการ Optimize การเชื่อมต่อเครือข่ายและการรับส่งข้อมูลระหว่าง Google กับเหล่า ISP นั้นจึงเป็นส่วนสำคัญ โดย Espresso นั้นมีหน้าที่หลักๆ ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่

  1. การทำ Client Load Balancing โดยอ้างอิงจากข้อมูลของประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อในแบบ Real-time เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อไปยังจุดที่สามารถให้บริการได้ด้วยประสิทธิภาพดีที่สุดแบบ Dynamic รวมถึงยังช่วยเพิ่ม Availability ให้กับบริการของ Google เองไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้งานของ Google สามารถเชื่อมต่อบริการต่างได้ โดยหลบเลี่ยงทั้งการเชื่อมต่อไปยังจุดที่ให้บริการซึ่งมี Latency สูง, หลบเส้นทางระบบเครือข่ายที่เกิด Congestion และเชื่อมต่อไปยังบริการที่ไม่ล่มอยู่ได้อย่างมั่นใจ
  2. Espresso นี้แบ่งชั้นของการทำงานและการควบคุมออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ Router แต่ละตัวนั้นทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดนั้นจะเป็นหน้าที่ของอีกระบบ Distributed System แยกต่างหากซึ่งทำงานอยู่ภายใน Infrastructure ของ Google ทำให้การวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานควรจะเชื่อมต่อไปยังส่วนใดของเครือข่าย Google นั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ Router ใน Google แต่อย่างใด
Credit: Google

 

ถัดจากนี้ไปเราก็คงจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในฝั่งระบบเครือข่ายจาก Google ที่เกิดขึ้นมาและเติบโตไปพร้อมๆ กับบริการอื่นๆ ของ Google ทั้ง Google Search, YouTube, Gmail และอื่นๆ ต่อไปอีกครับ ก็ถือเป็นความรู้ที่อ่านสนุกและน่าสนใจดีครับ

 

ที่มา: https://www.blog.google/topics/google-cloud/making-google-cloud-faster-more-available-and-cost-effective-extending-sdn-public-internet-espresso/



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Palo Alto Networks อัปเดตความสามารถให้ Prisma เน้น Security สำหรับ DevOps โดยเฉพาะ

Palo Alto Networks ได้ประกาศเพิ่มความสามารถหลายประการให้แก่ Cloud Native Security Platform (Prisma) ของตน ที่ตอบโจทย์ทีม DevOps ขององค์กรโดยเฉพาะ

ใช้ Smartphone หรือ Tablet ทำงานจากที่บ้านแทน PC ทำอย่างไรได้บ้าง?

ในภาวะที่หลายๆ ธุรกิจกำลังพิจารณาหาทางออกในการใช้นโยบาย Work from Home ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่พนักงานยังคงทำงานได้เต็มที่เสมือนมาทำงานที่ออฟฟิศอยู่ และเกิดการสั่งซื้อ PC/Notebook เพิ่มท่ามกลางภาวะที่ผู้ผลิตยังไม่สามารถเดินกำลังการผลิตได้ดีนักจนบางแบรนด์สินค้าเริ่มขาด Stock กันไปแล้ว ทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการให้พนักงานทำงานผ่าน Notebook ที่สามารถพกพาไปทำงานที่บ้านนั้น ก็คือการใช้ Smartphone หรือ Tablet ทำงานแทน Notebook อย่างเต็มที่ 100% ไปเลยนั่นเอง ในบทความนี้เราจะพาไปพิจารณาทางเลือกแต่ละทางที่เป็นไปได้กันครับ