Google ขยายการเข้าถึง Deep Research เครื่องมือ AI สำหรับเจาะลึกทุกประเด็น

Google ประกาศว่าบริษัทกำลังเปิดให้ใช้งานเครื่องมือวิจัยปัญญาประดิษฐ์เชิงทดลองที่เรียกว่า Deep Research สำหรับผู้ใช้ Gemini Advanced ผ่านแพลตฟอร์ม Google Workspace

Credit: Google

Deep Research เป็นฟีเจอร์ที่ค่อนข้างใหม่ โดยเพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว มีความสามารถในการสำรวจหัวข้อที่ซับซ้อนและดำเนินการวิจัยเชิงลึก สามารถตอบคำถามเฉพาะเจาะจงของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ โดยเครื่องมือนี้จะสแกนข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและวิเคราะห์แหล่งข้อมูลหลายร้อยหรือหลายพันแห่ง จากนั้นจะสรุปผลลัพธ์ออกมาเป็นรายงานที่ครอบคลุมและอ่านง่าย

ข้อได้เปรียบหลักของ Deep Research คือความสามารถในการทำงานวิจัยที่ปกติอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงให้เสร็จภายในไม่กี่นาที ทำให้เป็นประโยชน์อย่างมากในบริบททางธุรกิจและการศึกษา โดย Google ระบุว่า Deep Research เหมาะสำหรับการวิจัยในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจแนวโน้มใหม่ ๆ ที่ควรจับตามอง เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสะอาดของบริษัท

อีกกรณีหนึ่งคือการวิจัยคู่แข่ง องค์กรสามารถใช้ Deep Research เพื่อวิเคราะห์คู่แข่งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก หรือค้นหาทำเลที่เหมาะสมสำหรับการเปิดธุรกิจใหม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับการวิจัยลูกค้า เช่น พนักงานขายสามารถสร้างรายงานที่ครอบคลุมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทโดยปรับแต่งให้ตรงกับลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากนี้ Google ยังระบุว่า นักการศึกษา สามารถใช้ Deep Research สำหรับการวางแผนบทเรียน การพัฒนาโครงการในชั้นเรียน การนำเสนอ และการเขียนโครงการขอทุน รวมถึงการสร้างรายงานในหัวข้อต่าง ๆ อีกด้วย

ณ ตอนนี้ Deep Research เปิดให้ใช้งานเฉพาะสำหรับผู้ใช้ Google Workspace แบบชำระเงินที่สามารถเข้าถึง Gemini Advanced เท่านั้น ทั้งนี้ Google Workspace เป็นชุดเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท ซึ่งรวมถึง Google Docs และ Google Sheets ขณะที่ Gemini Advanced เป็นเวอร์ชันพรีเมียมของแอปปัญญาประดิษฐ์ Gemini ที่รองรับโทเค็นได้มากกว่ารุ่นปกติและมาพร้อมฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น

สำหรับการเริ่มต้นใช้งาน Deep Research ใน Google Workspace ผู้ใช้ Gemini Advanced ต้องเปลี่ยนไปใช้โมเดล “1.5 Pro with Deep Research” ในแอป จากนั้นป้อนคำสั่งง่าย ๆ เกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องการวิจัยเชิงลึก

Deep Research จะสร้างแผนการวิจัยแบบหลายขั้นตอนที่สามารถปรับแก้ได้ และเมื่อเริ่มต้นการวิจัย ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากการค้นหาในเว็บ และปรับปรุงการวิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ ตามข้อมูลที่ค้นพบ เช่น หากกำลังศึกษานวัตกรรมด้านแบตเตอรี่สะอาด และพบเทคโนโลยีใหม่ที่มีศักยภาพ ระบบจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นโดยอัตโนมัติ

เมื่อการวิจัยเสร็จสิ้น Deep Research จะสร้างรายงานที่สรุปผลการค้นพบหลักในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลต้นฉบับที่สำคัญ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมได้ อีกทั้งยังสามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมเพื่อทำวิจัยเชิงลึกต่อไปได้อีก

Google ระบุว่า Deep Research สามารถช่วยประหยัดเวลาได้มาก เพราะการทำวิจัยที่ละเอียดนั้นเป็นงานที่ใช้เวลานานและซ้ำซาก อีกทั้งยังต้องอาศัยทักษะเฉพาะทางในการค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องบนอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ด้วย Deep Research กระบวนการนี้สามารถลดเวลาหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ขณะนี้ Deep Research พร้อมให้บริการสำหรับผู้ใช้ Google Workspace ผ่านเว็บ และจะรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์มือถือในอนาคต ปัจจุบันรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ แต่ Google ระบุว่ามีแผนจะเพิ่มการรองรับภาษาอื่น ๆ เร็ว ๆ นี้

นอกจาก Deep Research แล้ว Google ยังได้เปิดตัวโมเดลทดลองใหม่ใน Gemini Advanced ได้แก่ 2.0 Flash Thinking Experimental และ 2.0 Pro Experimental ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดอันดับให้เป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ที่ทรงพลังอันดับสองและสามของโลกบน Chatbot Arena LLM Leaderboard ของ Imarena

โมเดล 2.0 Flash Thinking Experimental ถือเป็นโมเดลด้านการใช้เหตุผลที่ล้ำหน้าที่สุดของ Google ในขณะนี้ มีความแตกต่างจากโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบดั้งเดิมตรงที่สามารถแบ่งกระบวนการคิดออกเป็นหลายขั้นตอนเพื่อปรับปรุงความสามารถในการให้เหตุผลและสร้างคำตอบที่ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญคือสามารถอธิบายกระบวนการคิดทั้งหมดของตัวเองได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบแนวทางการให้เหตุผลและข้อสมมติฐานที่โมเดลใช้ได้ด้วย

ที่มา: https://siliconangle.com/2025/02/20/google-expands-availability-deep-research-ai-tool-wades-deep-topic/

About นักเขียนฝึกหัดหมายเลขเก้า

Check Also

Microsoft เปิดตัว Integrated Security Operations Center บน Defender ยกเครื่อง SOC รองรับ AI Agent

Microsoft เปิดตัว Integrated Security Operations Center (ISOC) บน Microsoft Defender พร้อมย้ายความสามารถด้าน SIEM จาก Microsoft Sentinel …

[วีดีโอย้อนหลัง] SendQuick Webinar : Identity Under Attack “ถอดบทเรียนการโจมตีในไทย และวิธีป้องกันด้วย MFA”

เรื่อง MFA กำลังเป็นประเด็นใหญ่ โดยเฉพาะกับหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งวันนี้ได้เริ่มประกาศบังคับใช้เป็นข้อบังคับพื้นฐานแล้วในประกาศจาก สกมช. โดยใครที่พลาด SendQuick Webinar เรื่อง “Identity Under Attack : ถอดบทเรียนการโจมตีในไทย …