Google เปิดตัวโมเดล Text Diffusion โอเพนซอร์สความเร็วสูง DiffusionGemma 

Google ได้เปิดตัว DiffusionGemma ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ใช้แนวทางแมชชีนเลิร์นนิงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Text Diffusion

Credit: Google

บริษัทระบุว่า อัลกอริทึมนี้สามารถสร้างข้อความได้เร็วกว่า LLM แบบดั้งเดิมถึง 4 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น DiffusionGemma ยังใช้หน่วยความจำน้อยลง ความประหยัดพื้นที่บนหน่วยความจำนี้ช่วยให้ตัวโมเดลสามารถรันบนการ์ดจอระดับไฮเอนด์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปได้ ซึ่งปกติแล้วการ์ดจอกลุ่มนี้มักจะประสบปัญหาในการรองรับการรันโมเดล LLM ขนาดใหญ่

สถาปัตยกรรม Text Diffusion ของ DiffusionGemma ได้รับการดัดแปลงมาจากวิธีการที่โมเดล AI ใช้ในการสร้างรูปภาพซึ่งกระบวนการสร้างภาพจะเริ่มต้นจากภาพที่เบลอและเต็มไปด้วยสัญญาณรบกวนที่เรียกว่า “เกาส์เซียน นอยส์” จากนั้นโมเดล AI จะค่อย ๆ ลบสัญญาณรบกวนออกทีละส่วน วิเคราะห์ภาพที่คมชัดขึ้น และนำผลลัพธ์นั้นไปฟื้นฟูพิกเซลในชุดถัดไป โดยจะทำซ้ำกระบวนการนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้รูปภาพที่สมบูรณ์และใช้งานได้

เมื่อ DiffusionGemma ได้รับพรอมต์ ระบบจะสร้างข้อความจำลองที่ประกอบด้วยคำสุ่ม ๆ ขึ้นมาก่อน จากนั้นจะค่อย ๆ แทนที่ข้อความสุ่มบางส่วนด้วยคำที่จะประกอบกันเป็นคำตอบจริงสำหรับคำสั่งของผู้ใช้ แล้ว DiffusionGemma จะทำการตรวจสอบสิ่งที่แก้ไข เพิ่มคำเข้าไปอีกสองสามคำ และทำซ้ำกระบวนการนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าคำตอบของคำสั่งนั้นจะพร้อมใช้งาน

ตามปกติแล้ว โมเดล AI ทั่วไปจะสร้างคำตอบออกมาทีละโทเคน แต่สถาปัตยกรรม Text Diffusion ของ DiffusionGemma กลับเปิดโอกาสให้มันสามารถผลิตคำตอบออกมาได้พร้อมกันถึง 256 โทเคนในคราวเดียว ซึ่งการประมวลผลแบบขนานนี้เองคือสิ่งทีทำให้โมเดลนี้มีความเร็วเหนือกว่า LLM มาตรฐานทั่วไป

Google ระบุว่า DiffusionGemma สามารถสร้างข้อความได้มากกว่า 1,000 โทเคนต่อวินาที เมื่อรันบนชิป H100 เพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นจีพียูระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ Nvidia เปิดตัวในปี 2022 และสามารถสร้างข้อความได้มากกว่า 700 โทเคนต่อวินาทีบนชิป GeForce RTX 5090 ซึ่งเป็นชิปเดสก์ท็อประดับผู้บริโภคทั่วไป

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ DiffusionGemma สามารถรันบนจีพียูสำหรับผู้บริโภคทั่วไปได้ เป็นเพราะตัวโมเดลถูกสร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานผู้เชี่ยวชาญ (Mixture-of-Experts หรือ MoE) ตัวโมเดลมีพารามิเตอร์ทั้งหมด 2.6 หมื่นล้านพารามิเตอร์ แต่จะเปิดใช้งานจริงเพียง 3.8 พันล้านพารามิเตอร์เท่านั้นในการตอบคำสั่ง ซึ่งช่วยลดการใช้หน่วยความจำลงอย่างมาก นอกจากนี้ DiffusionGemma ยังลดการบริโภค RAM ลงไปอีกขั้นด้วยการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบไฟล์น้ำหนักเบาที่เรียกว่า NVFP4

DiffusionGemma ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากโมเดล LLM ที่ชื่อว่า Gemma 4 26B A4B ที่ Google ปล่อยออกมาเมื่อเดือนเมษายน และเพื่อให้รองรับระบบ Text Diffusion ยักษ์ใหญ่ด้านการค้นหาได้ทำการเปลี่ยนกลไกความใส่ใจซึ่งเป็นโมดูลซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการตีความคำสั่ง โดยกลไกเดิมจะอนุมานความหมายของแต่ละคำในคำสั่งด้วยการวิเคราะห์ข้อความที่อยู่ก่อนหน้าเท่านั้น แต่โมดูลความใส่ใจแบบใหม่นี้จะทำการตรวจสอบข้อความที่อยู่ตามหลังคำนั้น ๆ ร่วมด้วย

“แม้ว่าชุมชนนักวิจัยด้าน AI จะได้สำรวจการสร้างข้อความตามแนวคิดการแพร่กระจายมานานหลายปีแล้ว แต่การนำมาประยุกต์ใช้กับโมเดลขนาดใหญ่ยังคงเป็นความท้าทาย” Brendan O’Donoghue และ Sebastian Flennerhag นักวิจัยของ Google เขียนในบล็อกโพสต์ “DiffusionGemma ได้เข้ามาเปลี่ยนสิ่งนี้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีที่โมเดลใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์”

ปัจจุบัน DiffusionGemma เปิดให้ใช้งานแล้วบนแพลตฟอร์ม Hugging Face ภายใต้สัญญาอนุญาตแบบโอเพนซอร์ส

ที่มา: https://siliconangle.com/2026/06/10/google-open-sources-speedy-diffusiongemma-text-diffusion-model/

About นักเขียนฝึกหัดหมายเลขเก้า

Check Also

ขอเชิญร่วมงาน SDC DAY 2026: Ambitiously Continue

เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจของทุกองค์กร ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การเริ่มใช้ AI แต่อยู่ที่การมี IT Infrastructure ที่พร้อมทั้งด้านประสิทธิภาพ การกำกับดูแล ความมั่นคงปลอดภัย และความต่อเนื่องของธุรกิจ

ศูนย์ข้อมูล AI ใหม่ในเท็กซัสของ Amazon อาจกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนใหญ่ที่สุดของอเมริกา

รายงานจาก New York Times ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโดย Amazon เพื่อรองรับภาระงานของ Amazon Web Services มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแหล่งมลพิษที่ใหญ่ที่สุดเพียงแห่งเดียวในสหรัฐอเมริกา