Fujifilm เผยเทคโนโลยีใหม่ พัฒนาเทปเก็บข้อมูลได้ถึง 400TB

Fujifilm ได้ออกมาเผยถึงแนวทางในการใช้ Strontium Ferrite (SrFe) ในการพัฒนา Tape Catridge ให้ความจุได้สูงถึง 400TB ซึ่งเป็นความจุที่สูงกว่า LTO-8 ปัจจุบันถึง 33 เท่า

Credit: Blocks & Files

เทคโนโลยีเทปแถบแม่เหล็กในปัจจุบันนี้ยังคงใช้ Barium Ferrite (BaFe) ในการเคลือบ และใน LTO แต่ละรุ่นนั้นก็มีการใช้อนุภาคที่เล็กลงเรื่อยๆ เพื่อสร้าง Data Track ที่มีขนาดเล็กลง ทำให้มีความจุสูงขึ้นในแต่ละรุ่น แต่การใช้อนุภาค BaFe ที่มีขนาดเล็กเกินไปก็อาจทำให้การอ่านข้อมูลนั้นเกิดความผิดพลาดได้

ด้วยเหตุนี้ Fujifilm จึงต้องทำการพัฒนาแนวทางใหม่ด้วยการใช้ SrFe มาแทน โดยเทปที่ใช้ SrFe นี้จะสามารถมีความจุได้ถึง 224 Gbit ต่อตารางนิ้ว และทำให้ในเทปขนาดเท่าเดิมนั้นมีความจุได้สูงถึง 400TB เลยทีเดียว

หากเทียบกับแผนการพัฒนาของ LTO แล้ว Fujifilm ก็ได้ทำนายว่าเทคโนโลยีเทปที่ใช้ SrFe นี้น่าจะถูกใช้ใน LTO-11 และ LTO-12 เป็นต้นไป

ทั้งนี้หากเทียบความก้าวหน้าระหว่างเทคโนโลยี HDD กับเทปแล้ว ก็จะพบว่า HDD นั้นมีความจุต่อตารางนิ้วที่สูงกว่ามาก ตัวอย่างเช่น Toshiba MQ01 HDD นั้นมีความหนาแน่นที่สูงถึง 1.787Tbit ต่อตารางนิ้วเลยทีเดียว ดังนั้นเทปเองก็ยังคงมีโอกาสให้ถูกพัฒนาได้อีกมากเพื่อตอบรับต่อปริมาณข้อมูลที่นับวันมีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้นในยามนี้

ที่มา: https://blocksandfiles.com/2020/06/29/fujifilm-400tb-magnetic-tape-cartridge-future/

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Alibaba Cloud รุกขยายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก และพอร์ตโฟลิโอ AI เร่งยกระดับการใช้ AI ในองค์กร [PR]

Alibaba Cloud (อาลีบาบา คลาวด์) ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ชั้นนำระดับโลกและหน่วยธุรกิจหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศแผนล่าสุดในการขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ณ งาน Apsara Conference 2026 พร้อมเปิดตัวชุดความสามารถด้าน …

ปลดล็อก Disaster Recovery แบบเดิม ด้วย IBM FlashSystem และ Storage Defender ที่เพิ่มความต่อเนื่องให้ธุรกิจในยุค Ransomware โจมตีทุกทิศทาง

ปัจจุบันโจทย์สำคัญของผู้นำองค์กรและทีมไอทีไม่ได้อยู่ที่ว่าระบบจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์หรือไม่ แต่คำถามจริง ๆ คือเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น องค์กรจะสามารถกู้คืนระบบสำคัญให้กลับมาดำเนินธุรกิจต่อได้รวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางสมรภูมิ Ransomware ที่มีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน ผลกระทบจาก Downtime ไม่ได้ประเมินกันแค่ชั่วโมงการทำงานที่เสียไป แต่คือความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงทางธุรกิจที่ประเมินค่าได้ยาก