องค์กรจำนวนมากเริ่มต้นโครงการ AI ได้อย่างรวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่กลับติดหล่มอยู่ในช่วง Pilot และไม่สามารถยกระดับไปสู่การใช้ระดับ Production ได้ โดยข้อมูลจาก Gartner ระบุว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งสูงถึง 29,000 ล้านดอลลาร์ แต่องค์กรที่มี Use Case และสามารถนำ AI ขึ้นไปใช้งานจริงได้นั้นกลับมีน้อยกว่า 10% ช่องว่างตรงนี้ถูกเรียกว่า Execution Gap ซึ่ง คุณฐปนรรฆ์ ชาติสิทธิสิทธิ์ Technical Lead จาก eCloudvalley ได้มาเจาะลึกถึงสาเหตุและแนวทางแก้ไขดังนี้

สาเหตุหลักที่ทำให้โครงการ AI ไปไม่ถึง Production ไม่ได้เกิดจากความสามารถของตัวโมเดล แต่เป็นความท้าทายจากปัจจัย 4 ประการที่มักถูกมองข้าม เริ่มต้นด้วยแรกคือเรื่อง Data Privacy ที่องค์กรไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าข้อมูลลูกค้าถูกส่งไปประมวลผลที่ใด ต่อมาคือ Scalability ระบบที่ทำงานได้เร็วในห้องทดลองมักมีปัญหาเมื่อเจอกับปริมาณผู้ใช้งานจริงระดับหลักหมื่น
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้าน Quality & Trust หาก AI ตอบคำถามผิดพลาดจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร และสุดท้ายคือ Cost Control ที่ค่าใช้จ่ายรายเดือนบานปลายโดยไม่มีใครอธิบายสาเหตุได้ ดังนั้นเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านี้ องค์กรควรหยุดพฤติกรรมการไล่ซื้อ AI เป็นชิ้น ๆ แล้วหันมาสร้างรากฐานเพื่อรองรับทุก Use Case ในอนาคตให้ทำงานบนโครงสร้างเดียวกัน

สำหรับโครงสร้าง Enterprise-Grade AI Foundation Platform ประกอบด้วย 4 ชั้นหลักดังนี้
- เริ่มต้นจากชั้น Infrastructure ที่เน้นความปลอดภัยและตรวจสอบได้
- ตามด้วยชั้น Knowledge ที่ต้องรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลองค์กรให้ AI ค้นหาได้แม่นยำด้วยการผสาน Keyword และ Semantic Search เข้าด้วยกัน
- ชั้นที่สามคือสมองของ AI ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์ Use the right AI for the right job ผสมผสานโมเดลขนาดใหญ่สำหรับงานซับซ้อน และโมเดลขนาดเล็กสำหรับงานทั่วไปเพื่อควบคุมต้นทุน
- สุดท้ายคือชั้น Agentic AI ที่ยกระดับจากการถาม-ตอบทั่วไป สู่ผู้ช่วยที่สามารถลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้จนจบกระบวนการ
ภาพรวมของการทำงานบน Foundation ที่แข็งแกร่งถูกสาธิตผ่านการทำงานของ AI Agent ในกระบวนการ KYC สำหรับพิจารณาสินเชื่อ ระบบแสดงให้เห็นถึงการอธิบายเหตุผลในทุกการตัดสินใจ การเข้ารหัสและปิดบังข้อมูลส่วนบุคคลก่อนถึงมือ AI เพื่อความสอดคล้องกับ PDPA รวมถึงการส่งต่อเคสที่มีความเสี่ยงให้พนักงานมนุษย์ตัดสินใจแทน

สำหรับการเริ่มต้นวางโครงสร้างทั้งหมดนี้ eCloudvalley เสนอแผน 90 วัน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติและเห็นผลลัพธ์ได้จริงในไตรมาสเดียว ดังนี้:
- วันที่ 1-30: มุ่งเน้นการวางโครงสร้างพื้นฐาน และจัดการข้อมูลองค์กรให้มีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
- วันที่ 31-60: เริ่มนำ Use Case แรกขึ้นใช้งานจริง พร้อมกับวัดผลด้านคุณภาพและควบคุมต้นทุนไปพร้อมกัน
- วันที่ 61-90: เริ่มขยายผลสู่ Use Case อื่น ๆ และจัดตั้งทีมแพลตฟอร์มขนาดเล็กขึ้นมาดูแลระบบในระยะยาว
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การก้าวข้ามจาก Pilot สู่ Production ไม่ใช่การไล่แก้ปัญหาทีละจุด แต่คือการลงทุนวางรากฐานเพียงครั้งเดียวเพื่อจัดการข้อจำกัดทั้งหมด การมีแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมทั้ง Infrastructure, Data และ Security จะช่วยปลดล็อกความกังวลด้าน Privacy, การรองรับ Scale, การควบคุม Quality และ Cost ได้อย่างเบ็ดเสร็จในระบบเดียว

หากองค์กรวางโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ การสเกล AI สู่การใช้งานจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้เวลาเป็นปีอีกต่อไป สำหรับองค์กรที่ต้องการประเมินความพร้อมในการนำ AI มาใช้งาน eCloudvalley เปิดให้เข้ารับบริการ AI Foundation Review โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินสถานะปัจจุบันของระบบไอทีองค์กร และร่วมออกแบบแผนดำเนินการ 90 วัน ที่สามารถนำไปสู่การใช้งาน Enterprise AI ได้จริง
สามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังสำหรับเซสชันการบรรยายของ eCloudvalley ได้ที่: https://youtu.be/6R1_By0_HYY
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย









