นักวิจัยด้าน Security จาก Google ได้ค้นพบช่องโหว่ Remote Command Injection บนระบบ DHCP Client ของ Red Hat Linux ที่ส่งผลกระทบต่อ Linux ตระกูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น Fedora ด้วย

ช่องโหว่นี้ได้รับรหัส CVE-2018-1111 ซึ่งเปิดให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้คำสั่งใดๆ ก็ได้ในสิทธิ์ระดับ Root บนเครื่องเป้าหมายที่มีช่องโหว่นี้ โดยช่องโหว่ดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่บน NetworkManager Integration Script ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดการตั้งค่าระบบเครือข่ายผ่าน DHCP Protocol
ผู้โจมตีที่ต้องการเจาะช่องโหว่นี้ จะต้องทำการสร้าง DHCP Server ขึ้นมา หรือต้องอยู่ในระบบเครือข่ายวงเดียวกับเครื่องของเหยื่อ และทำการ Spoof DHCP Response ให้ได้ ซึ่งการ Spoof นี้เองที่จะนำไปสู่การสั่งให้เหยื่อเรียกใช้คำสั่งที่ต้องการด้วยสิทธิ์ระดับ Root ได้นั่นเอง
ถึงแม้ปัจจุบันนี้รายละเอียดฉบับเต็มของช่องโหว่จะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ทาง Red Hat เองก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าช่องโหว่ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้ง Red Hat Enterprise Linux 6 และ 7 รวมถึงผู้ใช้งานที่ใช้ dhclient Package รุ่นที่มีช่องโหว่ต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งหมด และแจ้งให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตทันทีที่มี Patch ออกมา และปัจจุบัน Fedora เองก็มี Patch อุดช่องโหว่นี้แล้วเช่นกัน
ช่องโหว่นี้ไม่ส่งผลกระทบกับ Linux ค่ายอื่นๆ อย่างเช่น OpenSUSE หรือ Ubuntu แต่อย่างใด เพราะระบบเหล่านั้นไม่ได้ใช้ NetworkManager Integration Script แบบ Default นั่นเอง
สำหรับรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้ที่ https://access.redhat.com/security/vulnerabilities/3442151 ครับ
ที่มา: https://thehackernews.com/2018/05/linux-dhcp-hacking.html
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






