ผลการศึกษาพบคนที่ฉลาดกว่าไม่ได้ใช้รหัสผ่านดีกว่าคนทั่วไป

ผลการศึกษากับมหาวิทยาลัยในฟิลิปินส์พบว่าสัดส่วนของนักเรียนที่มีเกรดดีที่ใช้รหัสผ่านแย่มีจำนวนใกล้กับนักเรียนที่มีเกรดไม่ดี โดยผลการศึกษามุ่งเน้นไปที่กฏใหม่ที่ถูกเพิ่มจาก National Institute of Standards and Technology (NIST) ที่แนะนำในการเลือกรหัสผ่านที่แข็งแรง ว่าให้ตรวจสอบรหัสผ่านก่อนใช้ว่ามันเคยมีการรั่วไหลมาหรือยังเพราะหากเป็นเช่นนั้นก็มีแนวโน้มที่จะถูกเพิ่มไปในเครื่องมือเดารหัสผ่านแล้ว

นักวิจัยจาก Asia Pacific Collage ได้เก็บข้อมูลที่อยู่อีเมลที่เชื่อมโยงกับบัญชีของโรงเรียนว่ารหัสผ่านของนักเรียนเคยรั่วไหลมาก่อนหรือไม่และมีความสัมพันธ์กับเกรดเฉลี่ยของนักเรียนอย่างไร ซึ่งพบว่าตัวเลขที่ออกมาไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ 12.82-19.83% ตารางผลการศึกษาเป็นไปตามด้านล่าง

credit : Bleepingcomputer.com

อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ยของความยาวรหัสผ่านอยู่ที่ 11.2 ตัวอักษร โดยทีมวิจัยสังเกตว่าการใช้งานรหัสผ่านสั้นไม่ใช่ปัญหาเลยเนื่องจากพบว่า “98% ของนักเรียนที่ความยาวรหัสผ่านถึง 8 ตัว และมากกว่า 50% มีรหัสผ่านกว่า 10 ตัว โดยมี 25% ที่ใช้รหัสผ่านยาวถึง 12 ตัว” อย่างไรก็ตามจากรหัสผ่านของนักเรียน 1,252 คนมีเพียง 215 คนเท่านั้นที่ใช้รหัสผ่านที่เคยถูกเปิดโปงในสาธารณะมาก่อน ผู้สนใจสามารถติดตามรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

SD-WAN มอบประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชันบนคลาวด์ให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร

การเปลี่ยนรูปแบบระบบดิจิทัลส่งผลต่อเครือข่าย แอปพลิเคชันจำนวนมากกำลังย้ายไปคลาวด์ IDC ได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2020 [1] องค์กร 90% จะใช้งานมัลติคลาวด์ นั่นคือ บริการและแพลตฟอร์มคลาวด์แบบสาธารณะและส่วนตัวหลายระบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้ให้บริการจึงมีโอกาสอันยอดเยี่ยมในการใช้ประโยชน์จากโซลูชัน SD-WAN ที่มีการจัดการประสิทธิภาพสูงเพื่อมอบการเชื่อมต่อคลาวด์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ …

จาก Mobile Banking สู่ Open Banking: เมื่อธนาคารทั่วโลกต้องให้บริการทางการเงินผ่าน API ตอบโจทย์ธุรกิจในยุค Digital

การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจธนาคารเองนั้นจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะก้าวถัดไปที่เหล่าธนาคารต้องปรับตัวกันต่อไปนั้นก็คือการก้าวสู่ API Economy ที่จะทำให้บริการทางด้านการเงินของธนาคารนั้นสามารถเชื่อมต่อกับ Digital Product อื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Web Application, Mobile Application หรือบริการรูปแบบใดๆ ก็ตาม เพื่อให้ผู้ใช้งานของ Digital Product นั้นๆ สามารถเรียกใช้งานบริการทางด้านการเงินได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็มีชื่อเรียกกันว่า Open Banking นั่นเอง และบทความนี้เราก็จะพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับ Open Banking กันครับ