Check Point เปิดตัว Infinity AI Copilot พร้อม Quantum Spark Firewall รุ่นใหม่ในงาน CPX 2024

Check Point ผู้นำด้าน Cybersecurity Platform ประกาศเปิดตัว Infinity AI Copilot ผู้ช่วยด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับ Security Admin และ Security Analyst ภายใต้แนวคิด AI-Powered, Cloud-Delivered ตอบรับกระแสการนำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้รับมือภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค Cloud พร้อมเปิดตัว Quantum Spark 1900 และ 2000 Next-generation Firewall รุ่นใหม่สำหรับธุรกิจ SMB ที่มีผู้ใช้ 500 – 1,000 คน ภายในงาน CPX 2024 ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2024 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ จังหวัดกรุงเทพฯ

“เรามีความภูมิใจที่ได้เปิดตัวโซลูชันใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง นั่นคือ Infinity AI Copilot ที่จะเป็นผู้ช่วย Security Admin และ Security Analyst ให้สามารถจัดการงานด้าน Cybersecurity รวมถึงรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผ่านทางการถามตอบที่ทุกคนคุ้นเคยเหมือนการใช้ ChatGPT” — คุณชาญวิทย์ อิทธิวัฒนะ Country Manager (Thailand) จาก Check Point กล่าว

รายงาน Threat Intelligence Report ล่าสุดของ Check Point พบว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา องค์กรในไทยถูกโจมตีไซเบอร์มากถึง 1,892 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงมากจนน่าตกใจ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ถูกโจมตีเพียง 1,040 ครั้งเท่านั้น โดยหน่วยงานรัฐและกองทัพตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง (2,685 ครั้งต่อสัปดาห์) ตามมาด้วยอุตสาหกรรมการผลิต (1,622 ครั้งต่อสัปดาห์) และการเงินและภาคธนาคาร (1,482 ครั้งต่อสัปดาห์) ส่วนมัลแวร์ที่พบได้บ่อย 3 อันดับแรก ประกอบด้วย Botnet, Cryptominer และ Banking Malware ในขณะที่การโจมตีไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Attack) ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับแนวโน้มการโจมตีไซเบอร์จากทั่วโลก พบว่า Ransomware ยังคงเป็นหนึ่งในการโจมตีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด โดยทุกๆ 10 องค์กรจะมีอย่างน้อย 1 องค์กรที่ถูก Ransomware โจมตีในปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้น 33% จากปี 2022 และถือเป็นสถิติสูงสุด ที่น่าเป็นห่วง คือ พบการโจมตีแบบ Gen-V Ransomware หรือการโจมตีที่ผสมผสานหลากหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน มีความซับซ้อนและรุนแรง รวมถึงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง มากถึง 5,000 ครั้งด้วยกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภัยคุกคามไซเบอร์ทวีปริมาณและความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ องค์กรจำเป็นต้องสรรหาเครื่องมือและนวัตกรรมที่หลากหลายมาใช้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเหล่านั้น ส่งผลให้ปัจจุบันแต่ละองค์กรมีเครื่องมือเป็นจำนวนมาก แต่ต่างคนต่างทำงาน แยกกันบริหารจัดการ เป็นภาระของทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องคอยเรียนรู้และดูแลเครื่องมือเพิ่มเติม ที่แย่กว่านั้น คือ เมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัยต้องนั่งไล่ตรวจสอบแต่ละเครื่องมือด้วยตนเอง แล้วทำการอัปเดตเพื่ออุดช่องโหว่หรือแก้ปัญหาไปทีละเครื่องมือ ซึ่งเสียเวลามหาศาล ความเสียหายอาจเกิดขึ้นไปแล้วและมีโอกาสที่จะแพร่กระจายเป็นวงกว้างได้

Check Point จึงได้นำเสนอหลักการ 3C เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับการโจมตีไซเบอร์ยุคใหม่ที่ผสมผสานหลากหลายเทคนิคการโจมตีเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

  • Comprehensive – มีโซลูชันที่ครอบคลุมการป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบได้แบบเรียลไทม์
  • Consolidated – มีการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ในที่เดียว
  • Collaborative – มีการแชร์ข้อมูลภัยคุกคามระหว่างกัน เกิดการทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติระหว่างแต่ละโซลูชันที่ใช้งานอยู่

Check Point เป็น Platform Company ที่ให้บริการแพลตฟอร์มด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยแบ่งเป็น 4 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

  1. Quantum – ปกป้องระบบเครือข่าย ได้แก่ NGFW, VPN, Secure SD-WAN และ IoT Security
  2. Harmony – ปกป้องพื้นที่ทำงาน ได้แก่ Endpoint Security, Email Security, Mobile Security, Secure Web Gateway, SASE และ ZTNA
  3. CloudGuard – ปกป้องระบบ Cloud ได้แก่ WAF & API Security และ CNAPP
  4. Infinity Core Services – รวมบริการต่างๆ เช่น Infinity Portal, XDR, MDR, Incident Response, ThreatCloud AI, Infinity AI Copilot เป็นต้น

“ปี 2023 มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นได้ชัดคือ Generative AI อย่าง ChatGPT ตอนนี้เรามี AI อยู่ในทุกๆ ภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่การโจมตีไซเบอร์ เราจึงต้องมี AI ที่สามารถเข้ามาช่วยป้องกันและรับมือกับการโจมตีเหล่านั้น โดยเฉพาะในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่บน Cloud จึงเป็นที่มาของแนวคิด AI-Powered, Cloud-Delivered ของ Check Point ในปี 2024 นี้” — คุณคงศักดิ์ ก่อตระกูล Security Engineer Director – Southeast Asia and Korea จาก Check Point กล่าว

Check Point เริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ครั้งแรกในระบบ Threat Intelligence คือ ThreatCloud AI ซึ่งปัจจุบันมีขุมพลังด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยมากกว่า 90 รายการ โดย 50 รายงานจากในนั้นสนับสนุนการทำงานโดย AI ช่วยให้ ThreatCloud AI สามารถตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้มากถึง 3,000 ล้านครั้งในแต่ละปี

ล่าสุด Check Point ได้เปิดตัว Infinity AI Copilot เป็นครั้งแรกในงาน CPX 2024 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Generative AI ที่ผ่านการเรียนรู้จากข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ Check Point สั่งสมมานานกว่า 30 ปี จนกลายเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของ Security Admin ในการติดตามและจัดการงานด้าน Cybersecurity ทั้งยังช่วยตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ Security Analyst สามารถตอบสนองต่อการบุกรุกโจมตีได้อย่างทันท่วงที ผ่านทางการถามตอบที่ทุกคนคุ้นเคยเหมือนการใช้ ChatGPT

คุณสมบัติเด่นของ Infinity AI Copilot ประกอบด้วย

  • ลดเวลาในการจัดการงาน Cybersecurity เช่น การตรวจสอบเหตุการณ์ การจัดทำรายงาน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้มากถึง 90%
  • บริหารจัดการ แก้ไข และปรับใช้นโยบาย รวมถึงมาตรการควบคุมไปยังทุกเครื่องมือได้โดยอัตโนมัติ
  • เพิ่มความเร็วในการรับมือและตอบโต้ภัยคุกคามผ่านทางการทำ Threat Hunting
  • เข้าใจภาพรวมระบบและโซลูชันทั้งหมดที่องค์กรใช้งานอยู่ ตั้งแต่ Endpoint, Network ไปจนถึง Cloud

“Infinity AI Copilot สามารถเข้าไปตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล แล้วตอบคำถามของเรากลับมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งบางครั้งนอกจากจะให้คำแนะนำแล้ว ยังสามารถช่วยเราดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติได้อีกด้วย เนื่องจาก Infinity AI Copilot รู้จักระบบของเราเป็นอย่างดี ถึงระดับนโยบายและการตั้งค่าของแต่ละอุปกรณ์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมี CVE ใหม่ เราสามารถพิมพ์คำถามส่งเข้าไปได้ว่าระบบของเราพร้อมรับมือแล้วหรือยัง Infinity AI Copilot จะไปไล่ตรวจสอบแต่ละอุปกรณ์ให้ว่า มีอุปกรณ์ใดพร้อมบล็อกแล้ว อุปกรณ์ใดต้องอัปเดตหรือแก้ไขการตั้งค่าก่อน พร้อมถามกลับด้วยว่าจะให้ดำเนินการเลยหรือไม่ แค่เราพิมพ์ตอบว่า Yes ก็จะจัดการอัปเดตและแก้ไขการตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติ” — คุณคงศักดิ์กล่าวเสริม

Infinity AI Copilot พร้อมให้บริการแล้ว โดยจะเปิดให้ลูกค้าบางส่วนทดลองใช้งานเพื่อรับ Feedback ก่อนที่จะเริ่มให้บริการสู่สาธารณะเร็วๆ นี้

นอกจาก Infinity AI Copilot ทาง Check Point ยังได้เปิดตัว Quantum Spark 1900 และ 2000 ซึ่งเป็น Next-generation Firewall รุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SMB ที่มีผู้ใช้ 500 – 1,000 คนโดยเฉพาะ รองรับ Throughput สูงสุด 5.2 และ 6.5 Gbps ตามลำดับ สนับสนุนด้วยเทคโนโลยี AI/ML ที่สามารถบล็อก Phishing, Malware, DNS และ IoT Attacks ได้สูงถึง 99.7%  นอกจากนี้ยังผสานรวมเทคโนโลยี  Smart SD-WAN และ Autonomous IoT Security เพื่อยกระดับการเชื่อมต่อและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไปอีกขั้น

คุณสมบัติของ Quantum Spark 1900 และ 2000 มีดังนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Quantum Spark 1900 และ 2000 ได้ที่นี่


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

ขอเชิญเข้าร่วม Webinar : IIOT in the Electric Vehicle Industry Transforming the future” [21 มี.ค. 67]

บริษัท นิว ซิสเต็ม เซอร์วิส จำกัด ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมนาออนไลน์ในหัวข้อ “IIOT in the Electric Vehicle Industry Transforming the future” ซึ่งในหัวข้อนี้ทุกท่านจะได้ค้นพบกับนวัตกรรมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลบนโลกดิจิตอล …

เปิดฉากสุดประทับใจ ไทยเป็นเจ้าภาพจัด Global Cybersecurity Camp 2024 กระชับสัมพันธ์สมาชิก 9 ประเทศ เสริมแกร่งคนรุ่นใหม่สู่การเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับนานาชาติ

ผ่านไปแล้วสำหรับงาน GCC 2024 Thailand ณ โรงแรม The Sez บางแสน ชลบุรี 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2567 …